“เซร่า เธอปกติดีไหม”
เรนเดลเอ่ยถาม พลางประคองเธอเอาไว้ เมื่อพบว่าเซร่าทำท่าจะล้มลง และทันทีที่เรนเดลประคองเธอเท่านั้น เธอก็ล้มลงเอาตัวแนบซบเขาทันที
“เหมือนจะไม่ไหวค่ะ” เซร่ากล่าว “ช่วยไปส่งฉันที่ห้องได้ไหม” เธอกล่าวพลางเอาหน้าซบอกเรนเดล สองมือของเธอกอดเขาไว้แน่น จนเรนเดลรู้สึกเก้อเขิน
“(ไม่ได้นะ นั่นไม่ใช่ฉัน)” เสียงเล็กๆดังออกมาจากจิตใต้สำนึกของเซร่า แต่ทว่าร่างกายของเธอกลับไม่ยอมฟัง
“ได้สิ” เรนเดลกล่าวพลางส่งยิ้ม ก่อนจะหันไปหาลิลี่ “คุณลิลี่ครับ ช่วยไปกับผมได้หรือเปล่า ถ้าผมไปหอพักหญิงคนเดียวมันดูไม่เหมาะสม”
“ได้สิคะ” ลิลี่กล่าวพลางเดินมาช่วยเรนเดลประคอง แต่ทว่าเซร่ากลับปัดมือเธอออก
“ฉันต้องการแค่เรนเดลค่ะ” เซร่ากล่าวเสียงขุ่น ก่อนจะเอนตัวซบกายเรนเดลใกล้ต่อ “แค่เรนเดลก็พอ...เธอไม่ต้อง”
“(หยุดใช้ร่างของฉันแบบนั้นนะ!!)” เสียงจากจิตใต้สำนึกเซร่าดังยิ่งกว่าเดิม แต่ทว่าร่างของเธอกลับฉีกยิ้มที่มุมปาก
“ฉันแค่สนองสิ่งที่เธอต้องการนะ เซร่า” ร่างของเซร่ากล่าวตอบตัวเองด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่เซร่าตัวจริงนั้นได้ยินชัดแจ่มแจ้ง
ลิลี่มองเซร่าด้วยท่าทีสงสัย และเมื่อเธอมองไปที่เรนเดล เรนเดลก็กระซิบกับเธอด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ช่วยฉันที”
“เบรฟ” ลิลี่กล่าวเรียกองครักษ์ของเธอ “ดูเหมือนว่าเราจะมีงานแล้วล่ะค่ะ”
“เซร่า ฉันมีเรื่องต้องบอกเธอน่ะ” เรนเดลกล่าวก่อนจะเอามือของเธอโอบไหล่เซร่า ไม่มีทีท่าขัดขืนจากหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย “ไปหาที่ๆเราจะคุยกันแค่สองคนเถอะนะ”
“ถ้าเป็นที่ลับตาคนฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะคะ” เซร่าตอบรับเสียงใส ก่อนจะเดินกอดแขนเรนเดลแน่น และเดินไปกับเขา
“นั่นไม่ใช่เซร่า” เรียวจิกล่าว “ยัยนั่นโดนคุณไสยหรือไงกัน”
เรียวจิรอให้ทั้งสองเดินไปไกลแล้ว เขาจึงค่อยๆเดินตามไปอย่างช้าๆ
เรนเดลพาเซร่ามาที่สวนหย่อมแถวหอพักหญิง มันคือที่แรกที่เขาได้พบกับเธอนั่นเอง ตอนที่เธอกำลังพยายามฝึกซ้อมการใช้เวท
“การประลองรอบต่อไปไม่รู้ว่าเธอจะเจอกับใคร เรามาฝึกซ้อมเวทกันดีไหม” เรนเดลกล่าวชวนเซร่า ก่อนจะไปยืนอีกฟากของเธอ เซร่ามีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย ตาของเธอเรื่องแสงสีชมพูระเรื่อ
“เรน...เดล” เซร่ากล่าวเสียงสั่น “ไม่...ใช่...ฉัน”
“ฉันไม่ได้ยิน...เซร่า” เรนเดลกล่าว “พูดอีกทีสิ”
เซร่าเริ่มร้องไห้ ดวงตาของเธอเรืองแสงสีชมพูสว่างจ้า ก่อนที่มันจะดับลง และตัวเธอก็เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน กลายเป็นยิ้มร่าทันที
“เราไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้นะ เรนเดล” เซร่ากล่าวก่อนจะเดินเข้ามาหาเขา “ไปทำอย่างอื่นกันเถอะค่ะ...แบบที่คนรักเขาทำกัน”
ลิลี่และเบรฟเดินทางตามมาสมทบแล้ว แต่พวกเขายืนรอห่างๆ เพื่อดูว่าเรนเดลจะจัดการกับอีกฝ่ายยังไง
“ฉันจำไม่ได้ว่าเคยรักเธอ...เลเวียธาน” เรนเดลกล่าวเสียงแข็ง พลางจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง “แกจะไปดีๆ หรือให้ฉันกำจัดแกซะ”
เซร่าซึ่งถูกควบคุมโดยเลเวียธานมีสีหน้าผงะ ก่อนจะฉีกยิ้มและหัวเราะร่าทันที เมื่อถูกจับได้
“ตายล่ะ...เผลอเอาจิตใต้สำนึกของยัยนี่มาใช้มากไปหน่อย เลยโดนจับได้สินะ”
“สารเลว” เรนเดลกล่าว “แกบังคับร่างของเซร่าทำตามใจชอบ ยังมีหน้ามาโทษหล่อนอีกหรือ”
“ทำคำที่ข้าพูด ทุกอย่างที่ข้าแสดงออก” เซร่าในร่างเลเวียธานกล่าวเสียงกร้าว “คือจิตใต้สำนึกของมันผู้นั้น ข้าไม่ได้เสริมเติมแต่ง”
“จะบอกอะไรให้นะ ยัยปีศาจ” เรนเดลกล่าว “ถึงแม้แกจะอยู่ในร่างของเซร่า เข้าใจความคิดของเซร่า แต่การกระทำของแกก็ไม่ได้มาจากเซร่าอยู่ดี เพราะอะไรรู้มั้ย เพราะว่าแกตีความจิตใจของเซร่า ออกมาด้วยความเข้าใจของตัวแกเองยังไงล่ะ ดังนั้นทุกสิ่งที่แกพูด ทุกสิ่งที่แกแสดงออก มันจึงเป็นตัวตนของแกทั้งสิ้น หาใช่เซร่าไม่”
เรนเดลสะบัดมือออกข้างลำตัว เขากำลังจะใช้เวท แต่ทว่าวงเวทสีฟ้าของเขาที่ใช้ชำระล้างนั้น กลับมีวงเดียว แถมเจือจางมาก จนสุดท้ายมันก็แตกสลายไป
“อะไรกัน” เซร่าที่โดนควบคุมจิตใจกล่าวพลางฉีกยิ้ม “แกไร้เวทมนตร์อยู่หรอกหรือ อุตส่าห์ทนฟังแกพร่ำอยู่ตั้งนาน นึกว่าจะได้เห็นอะไรสนุกๆ”
เซร่าพุ่งเข้าหาเรนเดลด้วยความเร็วในระดับที่เขาหลบไม่พ้น ก่อนจะประชิดเรนเดลจนหน้าแทบจะชนกัน…
ริมฝีปากของเรนเดลและเซร่าประกบกันแนบแน่น เรนเดลตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ในชณะที่เซร่าใช้มือทั้งสองของเธอจับหัวเรนเดลเอาไว้ไม่ให้เขาหนีไปไหนได้
ทันทีที่เรนเดลได้สติจากการถูกอีกฝ่ายจู่โจม เขาก็ปัดมือของเซร่าออก ก่อนจะจับมือของเธอล็อคไพล่หลังเอาไว้ทันที
เรนเดลมองไปยังลิลลี่ที่มีสีหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายแทน เพื่อจะให้เธอช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมองว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้เสียแล้ว
“จับฉันไม่ได้หรอกค่ะ” เซร่ากล่าว ก่อนจะสะบัดตัวเองให้หลุดจากการจับล็อคของเรนเดล แล้วยิงเวทน้ำแข็งใส่แขนและขาของเขาจนขยับไม่ได้
“แก” เรนเดลกัดฟันแน่น เขาปากสั่นเพราะถูกไอเย็นของน้ำแข็งแทรกแทรงเข้าร่าง ลิลี่เมื่อเห็นดังนั้นเธอจึงเข้าไปช่วยเรนเดลทันที
“ตัวข้า ลิลี่ ลูนาร์ สาวกผู้เชื่อมั่นในพระเจ้าเพียงองค์เดียว ลูกแกะตัวนี้ร้องขอพลังต่อพระองค์ ขอพลังอำนาจในการทำลายล้างอธรรมให้กับข้าด้วยเถิด”
ในมือขวาของลิลี่ปรากฏหอกแห่งแสงออกมา ก่อนที่เธอจะขว้างมันออกไปใส่เซร่าอย่างสุดแรง เซร่ายิ้มรับให้กับอีกฝ่าย ก่อนจะยืนนิ่งโดยไม่ขัดขืน
“ยัยโง่เอ้ย” เรนเดลตะโกนลั่น เขาไม่สามารถออกไปช่วยอะไรเซร่าได้เลยแม้แต่น้อย ได้แต่มองดูหอกแห่งแสงเสียบทะลุเข้าที่ร่างของเธอ ก่อนที่เซร่าจะล้มลง
“ทำไมถึงไม่หลบล่ะ” ลิลี่กล่าวเสียงสั่น ก่อนจะทรุดลงกับพื้น เธอแค่ต้องการไล่เซร่าให้พ้นจากเรนเดลเท่านั้น ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยืนเป็นเป้านิ่ง
เบรฟ องครักษ์ของลิลี่พุ่งเข้ามาทำลายน้ำแข็งให้เรนเดลทันที เป็นจังหวะเดียวกับที่ลิลี่กำลังร่ายเวทรักษาให้เซร่า
ไม่มีใครสังเกตุว่าละอองของพลังสีม่วงอันชั่วร้าย ออกจากร่างของเซร่า มันโบยบินหายไปในท้องฟ้าทันที เนื่องจากมันทำฝันของเซร่าให้เป็นจริงแล้ว นั่นคือได้ทำให้เรนเดลรับรู้ว่าเธอชอบเขามากขนาดไหน
“เซร่า” เรนเดลกล่าวพลางประคองเธอขึ้นมา ทันทีที่ลิลี่ร่ายเวทรักษาของเธอเสร็จแล้ว “ฟื้นสิ...มองตาฉันสิ”
“เรนเดลคะ” เซร่ากล่าวเสียงค่อย “ได้ดปรดอย่ามองว่าฉันเป็นผู้หญิงเลวเลยนะคะ...ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นความต้องการของฉันก็เถอะ”
“ฉันไม่โทษเธอหรอก” เรนเดลกล่าว “ฉันจะพาเธอไปห้องพยาบาล อย่าพึ่งเป็นอะไรนะ”
แผลตรงช่องท้องของเซร่านั้น แม้จะหายไปเพราะได้เวทรักษาของลิลี่ แต่มันก็เป็นแค่การรักษาแบบเบื้องต้นเท่านั้น ภายในของเซร่ายังคงมีความเสียหายอยู่ และต้องได้รับการรักษา
“เรนเดลคะ” เซร่ากล่าวขณะเรนเดลกำลังอุ้มประคองเธอขึ้น เพื่อพาวิ่งไปห้องพยาบาล “ฉันมีเรื่องต้องบอกคุณเดี๋ยวนี้ค่ะ...”
“ค่อยบอกตอนหายดีเถอะ” เรนเดลกล่าว “ฉันจะรอฟังตอนนั้น ระหว่างนี้เธอจะต้องไม่เป็นอะไร”
“เมกุมิ” เรนเดลตะโกนก้อง เมื่อเขาเห็นว่าเธอกำลังสอนพยาบาลในห้องรักษาปรุงยาสมุนไพรอยู่ “ช่วยเซร่าด้วย”
เรนเดลค่อยๆวางเซร่าลงบนเตียง เมกุมิจึงลงมือรักษา แต่ทว่าวงเวทของเธอกลับแตกสลายออก ไม่สามารถรักษาเซร่าได้
“ก่อนหน้านี้มีใครรักษาเธอมาก่อนหรือเปล่า” เมกุมิกล่าวพลางมองโดยรอบ ลิลี่พยักหน้ารับทันที
“หนูเองค่ะ” ลิลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ เพราะเมกุมิสำหรับเธอนั้น ดูภายนอกแล้วเป็นสาวอายุประมาณสิบแปดปี ไม่ใช่เพื่อนรุ่นเดียวกับเธอ
“กระแสธารของพลังเวทสายศาสนจักร ปฏิเสธการหลอมรวมกับเวทสายแสงของฉัน...ฉันรักษาให้ไม่ได้แล้วล่ะ”
“งั้นฉันจะรีบตามบาทหลวงที่อยู่ใกล้ที่สุดมาค่ะ รอก่อนนะคะ” ลิลี่กล่าวขณะทำท่าจะวิ่งไป แต่เมกุมิคว้าข้อมือเธอเอาไว้ก่อน
“จะไม่ทันการเอาน่ะสิ...ฉันเปลี่ยนใจแล้ว เธอช่วยใช้เวทล้างบาปกับฉันได้มั้ย”
“ล้างบาป” ลิลี่กล่าวทวนคำ “เวทที่จะทำให้คุณต้องปฏิญาณตัวนับถือศาสนจักรน่ะหรือคะ ฉันไม่เข้าใจเลย ว่าคุณจะทำแบบนั้นทำไม”
“พลังเวทศรพรหมมาสตร์ของเธอจะหายไปนะ” เรนเดลกล่าวเตือน “เธอกำลังจะทำอะไรกันแน่”
“ช่วยชีวิตคนที่เหมือนกับพี่สาวของเธอยังไงล่ะ” เมกุมิกล่าว “หน้าเหมือนกันขนาดนั้น คิดว่าฉันดูไม่ออกหรือ ว่านายห่วงเธอขนาดไหนน่ะ เรนเดล”
“และจากนั้นเธอจะทำยังไงต่อ” เรนเดลเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เรนเดล นายจงมอบมหาเวทวิหารแห่งความศรัทธาของนาย ให้กับฉันซะ...นายจะได้กลับไปฝึกมหาเวทสะบั้นมิติได้ยังไงล่ะ เวทธาตุแสงของนาย ฉันจะเป็นคนใช้มันเอง”
ระหว่างนี้นางพยาบาลในห้อง เริ่มเอาสุนไพรรักษาให้เซร่ากิน แน่นอนว่าอาการบาดเจ็บระยะนี้ สมุนไพรคงช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ก็ดีกว่าให้เธออยู่เฉยๆ ดูคนตายต่อหน้า เมื่อเห็นดังนั้นเบรฟจึงเข้าไปช่วยร่ายเวทรักษาเพื่อประคองอาการ
“ได้โปรดคุกเข่าลงด้วยค่ะ” ลิลี่กล่าว ก่อนที่เธอจะเริ่มร่ายเวทธาตุแสง สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่วงเวท แต่เป็นสัญลักษณ์กางเขน
เซร่าถอนใจด้วยความเสียดายพลัง ก่อนที่เธอจะคุกเข่าลงกับพื้น พลางก้มหน้านิ่ง
“ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในมหาสวรรค์ นามของพระองค์นั้นเป็นที่สักการะ” ลิลี่เริ่มกล่าวบทเวทล้างบาป ระหว่างนี้เธอเปิดตำราไปด้วย บอกให้รู้ว่ามันเป็นเวทที่เธอแทบไม่เคยใช้ “เหล่าผู้หลงผิดนั้น ได้มาหาพระองค์ และสำนึกในความผิดของเขาแล้ว ขอพระองค์โปรดรับผู้หลงผิด เข้ามาในพระหัตถ์ของพระองค์ด้วยเถิด”
“ข้าขอยอมรับ” เมกุมิกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ เธอกัดฟันแน่น ก่อนจะกล่าวต่อจนจบ “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากท่าน ข้าจะเชื่อตามนี้ และนับถือตามนี้”
สิ้นสุดคำร่ายเวท เมกุมิก็ยกสองมือกุมทำท่าอธิษฐาน พร้อมกับวงเวทกางเขนนั้นแตกกระจายออก เป็นพลังมานาสีทอง ค่อยๆแผ่เข้าร่างของเธอ ไอละอองเวทสีรุ้งออกจากร่างเธออย่างช้าๆ และแทนที่ด้วยพลังสีทอง
“เสร็จพิธีแล้วค่ะ” ลิลี่กล่าว “ขอโทษด้วยนะคะ ที่ฉันทำให้ทุกอย่างยุ่งยาก”
“เรนเดล เวทของนายล่ะ” เมกุมิกล่าวเรียกหาพลังของเรนเดลทันที ดูเหมือนเธอจะไม่มีเวลามาฟังคำขอโทษของอีกฝ่าย
เรนเดลพยักหน้ารับ ก่อนจะเรียกวงเวทธาตุแสงออกมาหนึ่งวง และผลักวงเวทของเขาไปให้เมกุมิศึกษา
เมกุมิทำการวิเคราะห์วงเวทนั้น ก่อนที่เธอจะใช้มานาของเธอร่างวงเวทออกมาจนเหมือนกับเรนเดล แค่ชั่วอึดใจ เธอก็สำเร็จมหาเวทวิหารแห่งความศรัทธาขั้นที่หนึ่งแล้ว ก่อนที่เธอจะเพิ่มระดับการฝึกด้วยการร่างวงเวทออกมาอีกเก้าอัน พลังมานาของเธอทั้งเก้ากลายสภาพเป็นวงเวทวิหารแห่งความศรัทธา แสงสีทองสว่างจ้าทั่วห้อง พร้อมกับเสียงระฆังดังสนั่นหวั่นไหว
“มหาเวทระดับสิบ!!” ลิลี่กล่าวด้วยความตกใจ “เธอเป็นใครกันแน่นี่ ทูตสวรรค์หรือเปล่า”
“อย่ามัวแต่ตะลึง” เมกุมิกล่าวก่อนจะรีบเข้าไปหาเซร่าทันที เธอวางวงเวทสีทองทั้งสิบบนแผลของอีกฝ่าย ก่อนจะเริ่มรักษา
“อบอุ่นจัง” เซร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ก่อนที่แผลของเธอจะหายสนิทเป็นปลิดทิ้ง
“ทันเวลาสินะ” เมกุมิกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “โล่งอกไปที”
“ต่อให้ตายแล้วก็ยังฟื้นได้เลย มหาเวทระดับสิบแบบนั้น” ลิลี่กล่าวออกมา ก่อนที่เธอจะปิดปากตัวเองสนิทแน่น
“หายดีแล้วสินะ” เรนเดลเอ่ยถาม ก่อนจะเข้าไปใกล้อีกฝ่าย “เอาล่ะ เซร่า พูดเรื่องที่เธออยากพูดเถอะ”
“ไม่จำเป็นแล้วค่ะ” เซร่ากล่าวพลางหน้าแดงระเรื่อ “อีกอย่างฉันจำไม่ได้แล้ว ว่าตัวเองจะพูดอะไร ตอนนั้นฉันไม่มีสติน่ะค่ะ”
เมกุมิค่อยๆผลักลิลี่และเบรฟ รวมถึงนางพยาบาลออกจากห้องทั้งหมด ก่อนที่เธอจะปิดประตูเสียสนิท และยืนมองอยู่ห่างๆ
“แต่ฉันอยากฟัง” เรนเดลกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องรู้ให้ได้ ว่าตอนนั้นเธอจะพูดว่าอะไร”
“ต้องรู้จริงๆสินะคะ” เซร่ากล่าว เธอจิกผ้าปูที่นอนแน่น เธอสูดหายใจลึกๆ ก่อนจะสบตากับเรนเดลโดยไม่หลบ
“เรนเดลคะ...คือฉันน่ะ...ฉันน่ะ ชอบเรนเดล...”
เสียงประตูเปิดดังสนั่น ทำเอาทั้งสองสะดุ้ง ก่อนจะหันไปมอง โคโตโนฮะนั่นเอง ดูก็รู้ว่าเธอรีบมา เพราะเธอยังไม่หายเหนื่อยหอบเลยด้วยซ้ำ
“เซร่า...เธอเป็นอะไรมั้ย” โคโตโนฮะรีบเดินเข้ามา พลางกุมมือของเธอเอาไว้แน่น “ฉันได้ยินเจ้าชายเรียวจิบอกว่าเธอบาดเจ็บจากปีศาจสิงสู่”
เซร่ายิ้มน้อยๆ ก่อนจะพยักหน้า พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเธอ ส่วนเรนเดลหันมามองโคโตโนฮะด้วยสีหน้าจริงจัง
“โคโตโนฮะ...เธอมาก็ดีเลย ฉันมีเรื่องสำคัญต้องขออนุญาติเธอก่อน”
“ขออนุญาติฉันหรือคะ” โคโตโนฮะกล่าว พลางเอามือกุมหัวใจของเธอเอง เธอมองไปที่เรนเดลและเซร่า และแล้วเธอก็เข้าใจความหมายทันที
“ว่ามาเถอะค่ะ” เธอกล่าวก่อนจะมองไปที่เมกุมิด้วย “เพราะฉันเองก็มีเรื่องต้องบอกเรนดลเหมือนกัน”
“ขอโทษด้วยนะ โคโตโนฮะ” เรนเดลกล่าวพลางก้มหัวให้กับเธอ “ฉันขอโทษจริงๆ…แต่ช่วยอนุญาติให้เซร่าเป็น...”
“เรนเดลค่ะ!!” เซร่ากล่าวตะโกนแทรกขึ้นมาเสียงดังสนั่น ทำเอาเรนเดลหันไปมองเธอทันที “ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ ได้โปรดอย่าห่วงฉันเลยนะคะ ฉันไม่เป็นไรจริงๆ”
เซร่ากล่าวทั้งน้ำตา ก่อนที่เธอจะสะอื้นไห้ จนโคโตโนฮะต้องเข้าไปปลอบ เธอดึงเซร่าเข้ามาสวมกอดเอาไว้แน่น
“เรนเดลเป็นกษัตริย์...อนาคตเขาอาจจะต้องมีสนมอีกมากมาย นางสนมที่เป็นลูกของพวกขุนนางนั้นต่างก็ร้ายกาจ ฉันตัวคนเดียวกลัวว่าจะไม่ไหว เพราะฉันไม่มีพรรคพวก”
“โคโตโนฮะต้องไม่เป็นอะไรค่ะ” เซร่ากล่าวทั้งน้ำตา “ฉันจะเอาใจช่วยค่ะ ฉันเชื่อว่าโคโตโนฮะต้องทำได้”
“เซร่าจ๊ะ” โคโตโนฮะกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เรนเดลที่น่าสงสาร เขาตัวคนเดียวในวังหลวง ฉันเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาเป็นราชินี คิดว่าเหล่าสนมจะทำยังไงกับฉันกันล่ะ ฉันคงไม่มีพวกแน่ๆ”
“หมายความว่ายังไงกันคะ” เซร่าเอ่ยถาม “อนาคตเรนเดลจะต้องมีสนมอีกหรือคะ”
“ถึงเรนเดลจะไม่อยาก แต่สุดท้ายก็ต้องรับเข้ามา...เพราะไม่งั้นเรนเดลก็จะอยู่บนบัลลังค์ไม่ได้ยังไงล่ะ เพราะขุนนาง คือขาเก้าอี้ของบัลลังค์ และการกันไม่ให้ขาเก้าอี้ถูกเลื่อยออก ก็มีแต่จะต้องสานสัมพันธ์ทางเครือญาติกับเขาเหล่านั้น...ด้วยการแต่งงาน”
“อยากให้ฉันช่วยเธอสินะคะ” เซร่ากล่าวพลางมองหน้าโคโตโนฮะ โคโตโนฮะพยักหน้าให้ทั้งน้ำตา
“ในฐานะลูกผู้หญิง มันเจ็บปวดค่ะ...แต่ถ้าหากคนที่จะเข้ามาเป็นเมียของสามีฉันอีกคน ซึ่งฉันเลือกได้ด้วยตัวเอง และสามารถเชื่อใจเธอได้ ฉันก็อยากจะให้ชายาอีกคนของเรนเดล เป็นเธอค่ะ เซร่า”
โคโตโนฮะเช็ดน้ำตาของเธอ ก่อนจะหันไปมองที่เรนเดล
“เรนเดลคะ นี่คือสิ่งที่ฉันจะบอกคุณค่ะ มเหสีฝ่ายซ้ายแห่งราชรัฐจิ้งจอกแดง คือเซร่า ไพรมารี่ คุณจะเห็นด้วยกับฉันมั้ยคะ”