ซูฉางอันจ้องไปยังอินซานโจ๋ว ซึ่งมีสีหน้าเปลี่ยนไปไม่วางตา
เขารู้ดี ว่านอกจากทำให้อินซานโจ๋วเสียหน้าการกระทำนี้ก็ไม่มีประโยชน์อื่นใดอีกเลย
แต่อย่างไรเสีย เขาก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุแค่สิบเจ็ดปีเท่านั้นเมื่อถูกบีบคั้นจากสำนักปาฮวงและซือหม่าสวี่ ย่อมต้องรู้สึกโกรธจนทนไม่ไหวอยู่แล้วเขารู้ดีว่าแม้จะยอมถอยให้มากเพียงไร ไม่ว่าจะแสดงท่าทีอ่อนแอมากเพียงไหน หมาป่าชั่วร้ายทั้งหลายย่อมไม่ปล่อยเขาไปอยู่ดีหากต้องเป็นเช่นนั้น ไยต้องอดทนให้รู้สึกแย่ สู้เป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อนเสียดีกว่า
ดั่งเช่นในตอนนี้ ยามเห็นอินซานโจ๋วสีหน้าเปลี่ยนไปไม่หยุดหย่อนราวกับคนที่ขึ้นหลังเสือแล้วหาทางลงไม่ได้เช่นนี้ จู่ๆซูฉางอันก็รู้สึกดีอย่างประหลาด
ในตอนที่เขากำลังรอดูว่าอินซานโจ๋วจะจบเรื่องนี้อย่างไร จู่ๆเสียงของผู้ประกาศก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“สำนักหลิวกวงมาถึงแล้ว!”
จากนั้น ร่างของคนหลายคนก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู สตรีวัยกลางคนผู้แสนสง่างามเดินนำเหล่าศิษย์เข้ามาในโถงจัดงานก่อนสตรีวัยกลางคนจะนั่งลงที่โต๊ะข้างๆ ซูฉางอัน แต่น่าแปลกที่สตรีผู้นี้ทำราวกับไม่เห็นเหตุการณ์และบรรยากาศภายในโถงแห่งนี้เช่นนั้นกลับเอาแต่จ้องไปที่หม่าอันเยี่ยน ผู้อาวุโสแห่งสำนักคุนหวู่ไม่วางตา
“หลิวกวง สำนักอันดับสามแห่งเมืองฉางอันคนที่เดินนำเข้ามาชื่อถางเซียงหลิงว่ากันว่านางเป็นทายาทของสำนักถางเหมินแห่งเมืองสู่ตี้มีพลังอยู่ในระดับปราบวิญญาณ อาวุธที่ถนัดคือหนามคู่”
กู่เซี่ยนจวินกระซิบที่ข้างหูซูฉางอันอีกครั้ง
สำนักที่อยู่ในสิบอันดับแรกที่เหลือทยอยกันเข้ามาภายในห้องโถงอย่างพร้อมเพรียงราวกับนัดกันไว้เช่นนั้น
การมาถึงของสำนักอื่นๆ ทำให้ผู้คนลืมปัญหาระหว่างซูฉางอันกับอินซานโจ๋วไปเป็นการชั่วคราวเรื่องนี้จึงจบลงอย่างค้างคาในที่สุด
แม้จะเสียดายที่ไม่ได้เห็นอินซานโจ๋วถูกบีบให้จนมุมต่อหน้าฝูงชน แต่ซูฉางอันก็รู้ดีว่าละครฉากใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว จึงจัดระเบียบความรู้สึกของตน กลับไปนั่งประจำที่เพื่อรอให้เจ้าภาพของงานซึ่งก็คือสำนักจิงหลุนเข้ามาในงานแทน
และเป็นดั่งเช่นที่ซูฉางอันคิดเอาไว้ ทันทีที่สำนักทั้งสิบมากันพร้อมหน้าเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นตามมา
“สำนักจิงหลุนมาถึงแล้ว!”
ประตูโถงถูกเปิดออกอีกครั้ง ก่อนร่างของคนหลายคนจะปรากฏขึ้นตามมา
สำนักจิงหลุนที่เป็นเจ้าภาพงานร้อยสำนักครั้งนี้มีตัวแทนที่เดินทางมาร่วมงานมากกว่าสำนักอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ที่เดินนำเข้ามาเป็นชายชราผู้หนึ่ง เขาอยู่ในชุดคลุมยาวสีน้ำเงินที่เอวมีกระบี่คู่ใจซึ่งซ่อนคมอยู่ในฝักห้อยมาด้วย เส้นผมขาวโพลนโดดเด่นราวกับหิมะถูกจัดแต่งอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยมีปิ่นหยกทัดเอาไว้อีกชั้น รูปหน้าคมคายดุจใบมีดคิ้วคมดั่งดาบ ดวงตาดุดันราวกับพยัคฆ์ร้ายเปล่งประกายสว่างไสวเขาก้าวเดินด้วยฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง คล่องแคล่วดั่งสายลมแม้เส้นผมของเขาจะขาวโพลนไปหมดแล้ว แต่กลับไม่ทำให้เขาดูแก่ชราแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามมันกลับทำให้เขาดูราวกับผู้วิเศษมากขึ้นไปอีก ดูจากรูปลักษณ์ของชายชรา รวมไปถึงท่าทีที่ผู้คนรอบด้านมีต่อเขาเพียงเท่านั้นซูฉางอันก็รู้แล้วว่าชายผู้นี้ก็คืออินหลีเซิง ผู้ดูแลสูงสุดของสำนักจิงหลุนไม่ผิดแน่
ที่ข้างเขา มีชายสองคนยืนอยู่ด้วย
ชายที่ยืนอยู่ทางซ้ายมือน่าจะมีอายุราวสามสิบห้าเห็นจะได้เขาอยู่ในชุดคลุมตัวใหญ่สีเหลืองอ่อน ซึ่งแม้ยามนี้จะเป็นฤดูหนาว ทว่าชายผู้นี้กลับยังปล่อยให้แผงอกภายใต้ลำคอเปลือยเปล่าอย่างไม่แยแสเส้นผมสีดำยุ่งเหยิงเล็กน้อยถูกปล่อยให้สยายไปกับแผ่นหลังอย่างอิสระที่รอบริมฝีปากปรากฏหนวดเคราครึ้มเต็มไปหมด ซูฉางอันรู้สึกว่าชายผู้นี้มีความละม้ายคล้ายกับฉู่ซีฟงไม่น้อยแต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ แม้ฉู่ซีฟงจะไม่สนใจเรื่องการแต่งกายและการวางตัวทว่าดวงตาของเขากลับคมเฉียบราวกับพญาอินทรี ซึ่งเป็นสายตาของนักดาบนั่นเองทว่าชายตรงหน้ากลับดูไร้ชีวิตชีวา ดวงตาเลื่อนลอย ทั้งหางตายังแฝงไปด้วยความเบื่อหน่ายและแม้จะอยู่ห่างกันหลายจั้ง ทว่าซูฉางอันก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นสุราอ่อนๆที่กระจายออกมาจากร่างของเขาได้อย่างเลือนราง...
เกรงว่าชายผู้นี้ก็น่าจะรักในการดื่มจนเป็นชีวิตจิตใจเหมือนกับท่านพ่อเป็นแน่...ซูฉางอันคิดขึ้นดังนั้น นั่นทำให้เขารู้สึกไม่พิสมัยในตัวชายผู้นี้ขึ้นมาเล็กน้อย
ส่วนชายที่ยืนอยู่ทางขวามือ น่าจะมีอายุเพียงยี่สิบกว่าๆ เท่านั้นใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเยือกเย็น อาภรณ์บนร่างทำขึ้นจากผ้าชั้นดีสีดำ และบนแผ่นหลังมีหอกยาวสีชาดแนบมาด้วยเขาที่ยืนตัวตรงตระหง่านเช่นเดียวกับหอกเบื้องหลัง ประดุจว่าร่างแกร่งกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับหอกยาวไปแล้วเช่นนั้น
ไม่ผิดแน่ ชายผู้นี้คือมู่กุยอวิ๋นที่ซูฉางอันและกู่เซี่ยนจวินพยายามติดต่อมาหลายวันแต่ก็ไร้วี่แววนั่นเอง!
ราวจะรับรู้ได้ถึงสายตาของซูฉางอัน มู่กุยอวิ๋นจึงเหล่มองไปยังทิศของซูฉางอันเพียงครู่หนึ่งจนเมื่อได้เห็นทั้งสองชัดๆ เขาก็ชะงักไปอย่างกะทันหันก่อนสายตาแห่งการเค้นถามจะถูกส่งไปยังซูฉางอันในเวลาต่อมา
ดูท่าเขาจะรู้สึกประหลาดใจไม่เบาที่เห็นซูฉางอันกับกู่เซี่ยนจวินในงานร้อยสำนัก
เมื่อได้เห็นท่าทีประหลาดใจของมู่กุยอวิ๋นซูฉางอันก็เริ่มเดาได้แล้วว่ามู่กุยอวิ๋นก็กลัวว่าซูฉางอันจะมีปัญหากับพวกคนที่มีจิตคิดไม่ซื่อในงานนี้เช่นกันจึงไม่ยอมพูดถึงงานในครั้งนี้ให้ได้ยินเลยแม้แต่คำเดียว แต่ในขณะเดียวกันสีหน้านิ่งเรียบและเปี่ยมด้วยความมั่นใจที่มู่กุยอวิ๋นแสดงออกมาก่อนที่จะหันมาเจอซูฉางอันก็ทำให้เดาได้ไม่ยากว่ามู่กุยอวิ๋นยังไม่รู้เรื่องของตู้หงฉางแต่อย่างใด
แต่งานร้อยสำนักจัดขึ้นโดยสำนักจิงหลุน บัตรเชิญภายในงานย่อมแจกโดยสำนักจิงหลุนเช่นกันมู่กุยอวิ๋นเป็นถึงศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาโดยตรงจากสำนักจิงหลุนไม่สมควรจะไม่รู้เรื่องนี้ไม่ใช่หรือ...
เช่นนี้ก็แสดงว่าบัตรเชิญที่ถูกส่งไปยังสำนักเทียนหลาน ซึ่งระบุถึงเรื่องที่ตู้หงฉางจะท้าประลองกับมู่กุยอวิ๋นเป็นบัตรเชิญที่ถูกทำขึ้นเป็นพิเศษ โดยซือหม่าสวี่กับสำนักปาฮวงและแอบส่งไปให้ซูฉางอันลับหลังสำนักจิงหลุนนั่นเอง
เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ ซูฉางอันกลับโล่งอกอย่างประหลาด
ในตอนที่รู้ว่ามู่กุยอวิ๋นเป็นศิษย์ของสำนักจิงหลุน ในตอนแรก ซูฉางอันยังลอบกังวลเกรงว่าสำนักจิงหลุนจะเป็นพวกเดียวกับสำนักปาฮวงและสำนักอื่นๆ ที่หมายตาหาประโยชน์จากสำนักเทียนหลานจากงานร้อยสำนักในครั้งนี้เสียอีก
หากเป็นเช่นนั้นจริง มู่กุยอวิ๋นต้องลำบากใจเป็นแน่ ไม่แน่พวกเขาอาจต้องหันปลายอาวุธเข้าหากัน ห้ำหั่นกันเองก็ได้ ซึ่งซูฉางอันไม่ชอบเรื่องเช่นนั้นเลยเหตุนี้ เขาจึงเป็นกังวลเพราะเรื่องนี้มาตลอดทาง
แต่เพราะคำพูดของเซี่ยโหวฟ่งอวี้ก่อนหน้านี้ บวกกับสีหน้าของมู่กุยอวิ๋นในตอนนี้ทำให้ซูฉางอันเริ่มมั่นใจได้แล้วว่าสำนักจิงหลุนไม่ใช่พวกเดียวกับสำนักปาฮวงจริงๆนอกจากนี้ ดูเหมือนสำนักจิงหลุนจะเอนเอียงไปทางองค์ชายห้ามากกว่าเสียด้วยซึ่งก็เป็นเช่นที่มู่กุยอวิ๋นเคยบอกกับเขาตอนก่อนหน้านี้ไม่มีผิด ในเมื่อสำนักจิงหลุนเป็นพวกเดียวกับองค์ชายห้าเช่นนั้นเมื่ออยู่ภายนอก สำนักจิงหลุนย่อมต้องช่วยซูฉางอันที่ได้ชื่อว่าเป็นพวกเดียวกันแน่นอน
เพียงคิดว่าไม่ต้องสู้กับมู่กุยอวิ๋นแล้วซูฉางอันก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย เขาส่งสายตาไปให้มู่กุยอวิ๋นเป็นเชิงให้มองไปทางฝั่งของสำนักปาฮวง
แม้จะรู้สึกประหลาดใจ แต่มู่กุยอวิ๋นก็ยังมองไปทางสำนักปาฮวงตามที่ซูฉางอันต้องการในที่สุด
ทางด้านตู้หงฉางที่ตายแล้วฟื้นก็ราวจะรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างจึงหันไปมองมู่กุยอวิ๋นด้วยเช่นกัน
เมื่อทั้งสองสบสายตาเข้าด้วยกัน ใบหน้าหล่อเหลาของตู้หงฉางปรากฏรอยยิ้มเย็นยะเยือกขึ้น
ทว่าร่างของมู่กุยอวิ๋นกลับสะดุ้งขึ้นอย่างรุนแรงเขาระเบิดความตกตะลึงขึ้นในหัวใจ แล้วทำท่าราวกำลังจะถามว่าตู้หงฉางมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้เช่นไรแต่ก็ราวจะตระหนักขึ้นมาได้ว่าการกระทำนั้นย่อมไม่เหมาะกับสถานการณ์ในตอนนี้สักเท่าไรนักจึงหยุดคำพูดที่กำลังจะพูดเอาไว้ทันที แล้วไอเย็นก็เริ่มก่อตัวขึ้นภายในร่างของเขาให้ความรู้สึกขนลุกอย่างน่าประหลาด...
เขาสติหลุดลอยไปชั่วขณะ ถึงขนาดไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าผู้ดูแลสูงสุดของสำนักตนเดินไปยังโต๊ะประธานซึ่งตั้งอยู่กลางโถงแล้วกระทั่งศิษย์ร่วมสำนักที่เดิมตามหลังส่งเสียงเตือนเบาๆ เขาจึงได้สติกลับมาอีกครั้ง
อินหลีเซิงเดินนำเหล่าศิษย์จากสำนักจิงหลุนไปยังโต๊ะกลางก่อนจะวางกระบี่ซึ่งเคยทัดอยู่ข้างเอวลงบนโต๊ะเบื้องหน้าจากนั้นก็ย่อตัวลงนั่งประจำที่ ขณะที่เหล่าศิษย์ซึ่งเดินตามมาก็เดินไปยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่ทางด้านหลังโดยมีมู่กุยอวิ๋นและชายวัยกลางคนเป็นแกนนำอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
“ทุกท่าน” เสียงที่แก่ชราทว่าทรงพลังของอินหลีเซิงดังขึ้นอย่างกะทันหัน
โถงที่เคยมีเสียงจอแจเพราะการมาถึงของสำนักทั้งสิบเงียบสงัดลงทันทีที่สิ้นของคนชรา
“สำนักจิงหลุนได้ก่อตั้งมากว่าสองร้อยปีแล้วเพราะมีบรรพบุรุษจำนวนนับไม่ถ้วนร่วมกันสืบทอดและพัฒนา สำนักจิงหลุนจึงก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสิบสำนักที่ดีที่สุดของเมืองฉางอันเฉกเช่นทุกวันนี้ได้ข้าจึงมีโอกาสได้เป็นผู้จัดงาน และเชิญทุกท่านมาร่วมงานในวันนี้ได้เช่นกัน! มา!” เขากล่าวเช่นนั้นก่อนจะยกแก้วสุราบนโต๊ะเบื้องหน้าขึ้น “ข้าขอดื่มให้ทุกท่าน!”
“ขอบคุณท่านผู้ดูแลอิน!” ทุกคนในโถงชูแก้วขึ้นสูง แล้วกล่าวขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
“เชิญ!” อินหลีเซิงกล่าวขึ้นจากนั้นจึงยกแขนเสื้อขึ้นมาบดบังใบหน้าแล้วกระดกของเหลวในแก้วเข้าปากจนหมดในรวดเดียว
เมื่อดื่มจนหมดแก้ว เขาก็กวาดตามองไปที่ฝูงชนเบื้องล่าง พลางประกาศด้วยเสียงดังกึกก้อง“เริ่มงานร้อยสำนักได้ ทุกท่าน เชิญดื่มกินได้ตามสบาย!”
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าแต่ซูฉางอันมีความรู้สึกว่าขณะกวาดตามองไปยังฝูงชนในงาน อินหลีเซิงกลับหยุดสายตาลงบนร่างของซูฉางอันราวหนึ่งอึดใจเห็นจะได้ซึ่งสายตาที่เขามองมามีความนัยบางอย่างแฝงอยู่ด้วย...
“ช้าก่อน!”ทว่าในตอนที่คนทั้งหลายเตรียมจะขานรับอินหลีเซิง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งของสำนักปาฮวงก็ก้าวออกมาจากทางด้านหลังของอินซานโจ๋ว
เขาก้มหน้าลงต่ำ พลางเดินออกไปที่กลางโถง ท่ามกลางการจับจ้องของคนทั้งหลายพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ อันแสนเป็นมิตร จากนั้นโค้งคำนับให้ชายชราที่นั่งอยู่ที่โต๊ะประธานกิริยาเปี่ยมล้นด้วยมารยาทและความเหมาะสมบวกกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเคารพยกย่องของเขาช่างสมบูรณ์แบบ จนผู้คนในงานหาจุดบกพร่องไม่ได้เลย
“หืม? ผู้ที่อยู่เบื้องล่างนั่นเป็นบุตรแห่งเทพนักรบ จิตแห่งต้าเว่ย คุณชายตู้หงฉางหรือ?” อินหลีเซิงชี้ไปที่ชายหนุ่มที่จู่ๆก็แสดงตัวออกมา พลางกล่าวถามไปด้วย
“ถูกต้อง เป็นข้าน้อยเองขอรับ” ตู้หงฉางโค้งคำนับอีกครั้งอย่างนอบน้อมก่อนจะกล่าวต่อไป “ต้องขออภัยที่ขัดจังหวะความสำราญของทุกท่านแต่ข้าน้อยมีเรื่องที่จำเป็นต้องเรียนกับทุกท่าน ซึ่งเรื่องนี้อาจส่งผลไปถึงชื่อเสียงของสำนักนับร้อยในเมืองฉางอัน ทั้งยังเป็นเรื่องที่ต้องการการอนุญาตจากสำนักทุกแห่งจึงจำเป็นต้องเลือกกล่าวในเวลานี้ขอรับ”
เขากล่าวทั้งหมดด้วยน้ำเสียงวิงวอนและจริงใจ ราวกำลังเสี่ยงตายเพื่อเปิดเผยบางสิ่งต่อคนทั้งหลายเช่นนั้น
ทางด้านของซูฉางอัน เขาหัวใจกระตุกวูบ จากนั้นหันไปมองสบตากับกู่เซี่ยนจวินพลางนึกขึ้นในใจว่า ‘มาแล้วสินะ!’
“เช่นนั้นรึ? เรื่องอะไรกัน?” ดูเหมือนอินหลีเซิงจะให้ความสนใจกับเรื่องที่ตู้หงฉางกำลังจะพูดเป็นอย่างมากเขาเลิกคิ้ว แล้วกล่าวขึ้น ทว่าดวงตากลับเหล่มองมาที่ซูฉางอันเสียอย่างนั้น
“ข้าอยากใช้โอกาสในยามที่มีการจัดงานร้อยสำนัก ในตอนที่เหล่าศิษย์จากสำนักทุกแห่งอยู่กันอย่างพร้อมหน้าเช่นนี้เพื่อขอให้ผู้อาวุโสทุกท่านเปิดการพิพากษาร้อยสำนักขึ้น!” วินาทีนั้น จู่ๆแสงที่ประกายอยู่ในดวงตาของตู้หงฉางก็เปลี่ยนไปเป็นเย็นยะเยือกในพริบตาเขาประสานมือเป็นเชิงคารวะไปให้อินหลีเซิง พลางเผยประกายรอยยิ้มได้ใจขึ้นที่มุมปากราวกับมั่นใจว่าคำขอของตนต้องได้รับการอนุญาตเช่นนั้น
“หือ? เจ้าประสงค์ให้เปิดการพิพากษาร้อยสำนักขึ้นเช่นนั้นหรือ?” อินหลีเซิงชะงักไปเล็กน้อย การพิพากษาร้อยสำนักเป็นพิธีที่ถูกตั้งขึ้นตั้งแต่โบราณซึ่งจะเชิญให้สำนักทุกแห่งร่วมกันตัดสินและหารือได้ก็ต่อเมื่อเกิดเรื่องใหญ่ที่อาจส่งผลร้ายต่อสำนักทุกแห่งในเมืองฉางอันหรืออาจหนักหนายิ่งไปกว่านั้นขึ้นในสำนักแห่งใดแห่งหนึ่งของเมืองฉางอันเท่านั้นในการพิพากษานี้ สำนักทุกแห่งของเมืองฉางอันต้องร่วมกันตัดสินเรื่องราวจนนำไปสู่บทสรุปและแนวทางการแก้ไขในที่สุด
แต่ที่ผ่านมา งานพิพากษาร้อยสำนักมีสำนักเทียนหลานเป็นแกนนำมาโดยตลอดนับตั้งแต่สำนักเทียนหลานเริ่มทรุดโทรมลงเมื่อสิบปีก่อนงานนี้ก็ไม่เคยถูกจัดขึ้นอีกเลย เหตุนี้ เหล่าศิษย์มากมายในโถงจึงเริ่มหันรีหันขวางเพื่อหาคำตอบว่าการพิพากษาที่ว่าคือสิ่งใดกันแน่...
“ขอรับ! ข้าน้อยประสงค์ให้เริ่มการพิพากษาร้อยสำนักขึ้น!” เสียงอันทรงพลังของตู้หงฉางดังก้องอยู่ในห้องโถง
“ข้าน้อยขอฟ้องร้องซูฉางอัน ทายาทแห่งสำนักเทียนหลาน โทษฐานสมคบคิดกับเผ่าปีศาจในแดนเหนือโกหกเรื่องการตายของหยิงโฮ่ ชักศึกเข้าบ้านหมายทำร้ายท่านอวี้เหิง! เป็นเหตุให้เสาหลักของบ้านเมืองถูกทำลายจนประชาชนต้องพบกับภัยพิบัติ!”