เล่มที่ 2 บทที่ 32 งานประลองเล็ก
“ไม่ต้องมากพิธี!”
ประกายแสงรอบตัวของหนึ่งในเงาร่างบนท้องฟ้าพลันสลายหายไปชายชราในชุดสีน้ำเงินคนหนึ่งได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าผู้คนทั้งหมดเขาเพียงสะบัดชายเสื้อ เจียงอวิ๋นที่กำลังค้อมตัวอยู่ก็ถูกประคองขึ้นมาจากนั้นจึงเอ่ยถาม “เจ้ามีชื่อว่าอะไร?”
“เจียงอวิ๋น!”
ชายชราชุดสีน้ำเงินพยักหน้ารับพร้อมกล่าว“ข้าคือประมุขยอดเขายันต์สวรรค์ ผลการทดสอบซ้ำของเจ้าไม่เลวเปิดหูเปิดตาพวกเราอย่างมาก”
เมื่อได้ยินตำแหน่งของชายชรากับคำพูดของเขาเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นก็บังเกิดความอิจฉาริษยาขึ้นในใจทันที
ในนิกายแสวงมรรคนั้นนอกจากประมุขนิกายและผู้อาวุโสสูงสุดอีกไม่กี่คนแล้วผู้ที่มีฐานะสูงสุดก็คือเหล่าประมุขยอดเขานั่นเอง พวกเขาอยู่เหนือผู้อาวุโสทั่วไปซึ่งประมุขยอดเขายันต์สวรรค์ก็มีฐานะเป็นรองเพียงประมุขยอดเขาหลักยอดเขาวิถีกระบี่ด้วยคำพูดของเขาได้แสดงให้เห็นว่าเขาสนใจในตัวเจียงอวิ๋นอย่างมากเกรงว่าต่อจากนี้ก็คงจะรับเจียงอวิ๋นเป็นศิษย์แล้ว
แต่ที่เหนือความคาดหมายของผู้คนทั้งหมดคือหลังจากชายชราชุดน้ำเงินขยับปากโดยไร้เสียงออกมาครู่หนึ่งแล้วในมือเขากลับมีโอสถเม็ดหนึ่งปรากฏ“นี่คือโอสถกายามรรคที่เจ้าเคยทานตอนเข้าร่วมนิกาย เจ้าจงทานอีกครั้ง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฝูงชนก็เข้าใจทันที
แม้การที่เจียงอวิ๋นยกระดับได้สามขั้นจะน่าตะลึงสุดขีดทว่าในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสประมุขยอดเขาของนิกายแสวงมรรคแต่ละคนล้วนเป็นผู้ที่ฉลาดเจ้าเล่ห์สุดขีด กับเรื่องใหญ่อย่างการรับศิษย์เช่นนี้พวกเขาย่อมต้องตั้งใจคัดเลือกอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนจึงจะตัดสินใจ
โดยเฉพาะผลการทดสอบสามด่านของเจียงอวิ๋นนั้นสามารถใช้คำว่าลี้ลับพิสดารมาบรรยายได้ ทำให้ประมุขยอดเขายันต์สวรรค์ผู้นี้คิดจะทดสอบเจียงอวิ๋นอีกครั้งดูว่าก่อนหน้านี้มีเรื่องผิดพลาดอะไรหรือไม่
และความจริงก็เป็นเช่นนั้น!
แม้ว่าประมุขยอดเขาเหล่านี้อยากรับลูกศิษย์ดีๆแต่ผลลัพธ์ที่เจียงอวิ๋นแสดงให้เห็นในวันนี้กลับเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญยิ่งกว่าคือคุณสมบัติของเจียงอวิ๋น
เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าคุณสมบัติต่างหากคือมาตรฐานเพียงหนึ่งเดียวที่มาตรวัดได้ว่านักพรตคนหนึ่งจะก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญมรรคได้ไกลเพียงใด
หากคุณสมบัติย่ำแย่เกินไปละก็เช่นนั้นก็หมายความว่ามีศักยภาพแฝงให้เค้นออกมาไม่มากเท่าใดนักต่อให้มีโอสถวิเศษมากเพียงใดคอยหนุน มีวิชาบำเพ็ญที่ยอดเยี่ยมเพียงใดให้ใช้บำเพ็ญบางทีอาจจะช่วยให้ยกระดับได้สูงระดับหนึ่งในเวลาสั้นๆ ได้ ทว่าหากมองระยะยาวแล้วผลลัพธ์กลับไม่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อถือโอสถเม็ดนี้ไว้แม้เจียงอวิ๋นจะมองดูเพียงครู่เดียวเขาก็รู้ได้ทันทีว่าโอสถเม็ดนี้มีคุณภาพดีกว่าโอสถกายามรรคที่เขาทานครั้งก่อนอย่างมหันต์
และเขาย่อมต้องรู้จุดประสงค์ของชายชราชุดน้ำเงินอยู่แล้วจึงรู้สึกลังเลอย่างอดไม่ได้
เป้าหมายของการทดสอบซ้ำครั้งนี้เดิมทีเจียงอวิ๋นหวังเพียงให้พอผ่านการทดสอบเท่านั้น แต่เพื่อที่จะมีสิทธิ์เข้าร่วมงานประลองเล็กอีกทั้งตอนประลองยังอาจจะต้องปล่อยวิชาอาคมออกมาด้วยดังนั้นเขาจึงทำให้ลูกแก้วตรวจปราณเปล่งแสงออกมาสามสาย
อย่างไรเสียผู้คนต่างรู้กันดีว่าเมื่อระดับเบิกปราณขั้นสามแล้วก็จะใช้วิชาอาคมได้
ต่อให้ซ่อนระดับบำเพ็ญเอาไว้ตอนทดสอบแต่หากไปเปิดเผยออกมาตอนประลองละก็การปิดบังระดับบำเพ็ญต่อเบื้องบนเช่นนี้กลับจะสร้างปัญหาที่ไม่จำเป็นมากกว่าเดิม
ดังนั้นเจียงอวิ๋นจึงจำเป็นต้องเปิดเผยระดับบำเพ็ญออกมาที่ระดับเบิกปราณขั้นสาม
แม้เขาจะคาดการณ์ไว้แล้วว่าการกระทำของเขาอาจดึงดูดความสนใจของประมุขยอดเขาได้แต่เขาก็ได้เตรียมวิธีการรับมือไว้ก่อนแล้ว นั่นคือยืมชื่อของยอดเขาซ่อนมาปฏิเสธ
แม้เจียงอวิ๋นจะไม่รู้ว่ายอดเขาซ่อนเป็นสถานที่เช่นใดในนิกายแสวงมรรคและไม่รู้ด้วยว่าพวกตงฟางโป๋มีฐานะอะไรทว่าหลังผ่านเหตุการณ์สวี่เฉิงซานเมื่อครั้งก่อน เขาก็พอจะรู้สึกได้รางๆ ว่ายอดเขาซ่อนมิใช่สถานที่เรียบง่ายเหมือนอย่างที่เขาคิดไว้เป็นแน่
นอกจากนี้แม้การปฏิเสธเหล่าผู้อาวุโสประมุขยอดเขาไปจะเป็นการล่วงเกินคนเหล่านี้แต่อย่างน้อยก็ไม่ผิดกฎของนิกาย เอาเป็นว่าเจียงอวิ๋นไม่คิดจะเป็นศิษย์ใครทั้งสิ้นเขาเพียงอยากอยู่ในยอดเขาซ่อนต่อไปเท่านั้น ดังนั้นหากต้องล่วงเกินก็ช่างปะไร
แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่าประมุขยอดเขายันต์สวรรค์ท่านนี้จะยังอยากทดสอบกายามรรคของเขาอีก
หลังจากถอนหายใจเล็กน้อยเจียงอวิ๋นก็กลืนโอสถกายามรรคลงไป
ครู่ต่อมา บนใบหน้าของชายชราชุดน้ำเงินก็เผยแววผิดหวังออกมาเพราะว่าหลังจากทานโอสถเข้าไปแล้ว บนร่างเจียงอวิ๋นก็ยังคงไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆหมายความว่ากายามรรคของเจียงอวิ๋นนั้นไร้ช่องเปิดผ่านอย่างสิ้นเชิง
ซึ่งก็หมายความว่าคุณภาพของเจียงอวิ๋นนั้นย่ำแย่ที่สุด
ต่อจากนั้นชายชราชุดน้ำเงินก็ขยับปากโดยไร้เสียงอีกครู่หนึ่งจากนั้นก็มีเงาคนที่ห่อหุ้มอยู่ในแสงสีเหลืองปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงอวิ๋นอย่างกะทันหันข้างในนั้นเป็นชายวัยกลางคนที่แต่งตัวเป็นนักปราชญ์คงแก่เรียน
ชายผู้นั้นไม่พูดพร่ำทำเพลง ยื่นมือออกมาวางบนศีรษะเจียงอวิ๋นทันที
เจียงอวิ๋นพลันรู้สึกตัวเกร็งจากนั้นก็รู้สึกได้ว่ามีกลิ่นอายอันทรงพลังถาโถมเข้ามาในร่างกายเขาผ่านทางฝ่ามือของชายผู้นั้นไหลเวียนภายในร่างกายของตนด้วยความเร็วสูงสุดขีดทำให้เขามิอาจต่อต้านขัดขืนอย่างสิ้นเชิง
เขาย่อมรู้ว่า ผู้อาวุโสยอดเขาเหล่านี้ยังไม่ตายใจจากเขาจึงลงมือตรวจสอบสภาพร่างกายของเขาด้วยตัวเอง
บอกตามตรงว่าตอนนี้เจียงอวิ๋นรู้สึกหวั่นใจอย่างมากเขาทั้งกลัวว่าระดับบำเพ็ญที่แท้จริงของตนจะถูกเปิดโปงและกังวลว่าก้อนหินสีดำที่อยู่ในตันเถียนของตนจะถูกพบเจอ
แต่เขาไม่รู้ว่า ในตอนที่กลิ่นอายอันทรงพลังของปราชญ์ชายผู้นั้นถาโถมเข้ามาในร่างกายของตนรอยแผลเป็นหลายร้อยรอยที่กระจายทั่วร่างเขาได้สั่นไหวอย่างแผ่วเบาจนไม่มีผู้ใดรับรู้ได้อีกครั้ง
ครู่ต่อมา ปราชญ์ชายผู้นั้นก็ได้ชักมือกลับเผยสีหน้าเข้าใจออกมา จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่เอื้อนเอ่ยอันใดสักคำทว่าในหูของชายชราขุดน้ำเงินกลับมีเสียงของปราชญ์ชายผู้นั้นดังขึ้นมา
“เด็กคนนี้กายามรรคไม่เปิด ไร้ซึ่งคุณสมบัติวิญญาณโอกาสในการสร้างวิญญาณมรรคในอนาคตแทบไม่มีทว่าเส้นลมปราณของเขาเล็กและบางกว่าคนทั่วไปเล็กน้อยนี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขายกระดับได้สามขั้นในเวลาเพียงครึ่งปี!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าผิดหวังของชายชราชุดน้ำเงินก็ชัดเจนยิ่งขึ้น เขาพยักหน้าเล็กน้อยเส้นลมปราณเล็กและบางกว่าคนทั่วไป ความยากในการเบิกออกย่อมน้อยกว่าปกติไม่น้อย
วินาทีต่อมาในที่ชุดชายชราชุดน้ำเงินก็เลื่อนสายตาออกจากตัวเจียงอวิ๋นจากนั้นจึงกล่าวกับเซียวอี้ซู “อี้ซือ เจ้าทำหน้าที่ต่อเถอะ!”
หลังทิ้งคำพูดนี้ไว้เงาร่างของกลุ่มชายชราชุดน้ำเงินสามคนก็กะพริบวาบ หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้ลูกศิษย์มากมายที่อยู่รอบๆ ต่างสับสนตาลาย แต่คนส่วนใหญ่ก็รู้ว่าหลังจากที่ตรวจสอบร่างกายของเจียงอวิ๋นด้วยตัวเองแล้วผู้อาวุโสประมุขยอดเขาทั้งสามก็ได้ทิ้งความคิดที่จะรับเจียงอวิ๋นเป็นศิษย์ไป!
หรือก็คือคุณสมบัติของเจียงอวิ๋นธรรมดาเกินไปจนไม่อาจดึงความสนใจของพวกเขาได้อีกต่อไป
ผลลัพธ์เช่นนี้ย่อมทำให้เหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายต่างมีปฏิกิริยาตอบรับแตกต่างกันไปแม้มีบ้างที่เห็นใจเจียงอวิ๋นแต่เกือบทั้งหมดล้วนรู้สึกยินดีในความทุกข์ของผู้อื่นเสียมากกว่า
โดยเฉพาะฮั่วหย่วนก็ถึงกับส่งเสียงหัวเราะดังสนั่นอย่างไร้ความเกรงใจ“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้ายังคิดว่าไอ้คนเถื่อนอย่างเจ้าจะยังดวงดีได้อีกครั้งจริงๆ เสียอีกไม่คิดว่าสุดท้ายเรื่องราวจะกลายเป็นเช่นนี้ได้ จึจึ* น่าเสียดายน่าเสียดาย!”
*เสียเดาะลิ้น
ทว่าสีหน้าของเจียงอวิ๋นเวลานี้กลับยังคงไร้อารมณ์ใดๆเหมือนเคย แต่ในใจเขากลับรู้สึกโล่งอก
แม้เขาจะไม่รู้ว่าชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนนักปราชญ์ผู้นั้นเป็นใครมองเห็นอะไรในร่างกายเขากันแน่แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้พบระดับบำเพ็ญที่แท้จริงและก้อนหินสีดำของเขา
ส่วนเรื่องที่อีกฝ่ายหมดความสนใจในตัวเขากลับเป็นผลลัพธ์ที่เขาต้องการมากที่สุดพอดี
เมื่อประมุขยอดเขาทั้งสามจากไปเซียวอี้ซูก็ได้ยืนขึ้นมา สูดหายใจลึกๆ เข้าไปมองทางเจียงอวิ๋นด้วยแววตาซับซ้อนก่อนจะเอ่ยปากขึ้น“การทดสอบระดับบำเพ็ญสิ้นสุดเท่านี้ ต่อไป ข้าจะประกาศชื่อผู้ที่ต้องอยู่ต่อส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือให้ถอยออกจากลานกว้างไปให้หมด”
“ฮั่วหย่วน อู๋ซาง หลูโหย่วหยง ถังอี้...เจียงอวิ๋น!”
ไม่นาน บนลานกว้างก็เหลือคนอยู่เพียงสิบคนซึ่งทั้งสิบคนนี้ คือผู้ที่ยกระดับได้มากกว่าสองขั้นขึ้นไปหรือก็คือผู้ที่สามารถเข้าร่วมการประลองเล็กได้นั่นเอง
แม้เจียงอวิ๋นจะอยู่ในกลุ่มด้วยทว่าฝูงชนตอนนี้กลับไม่ได้สนใจเขามากเท่าใดนักต่างเลื่อนสายตาไปมองดูอีกเก้าคนที่เหลือพร้อมซุบซิบพูดคุยเกี่ยวกับงานประลองเล็กครั้งนี้ว่าผู้ใดมีโอกาสชนะมากกว่ากัน
ต่อจากนั้นเซียวอี้ซูพลันเลื่อนสายไปมองทางรูปปั้นที่เหมือนสิงใตตัวหนึ่งตรงมุมของลานกว้างก่อนจะกล่าวว่า“ศิษย์น้องทั้งหลาย พวกเจ้าปรากฏตัวได้แล้วล่ะ!”