ความเดิมตอนที่แล้ว
เหตุที่มีการจับคนเป็นตัวประกันเกือบทำให้งานดอกไม้ไฟต้องจบสิ้น หม่าซูซินเข้าช่วยเหลือเด็กผู้เคราะห์ร้ายและกลายเป็นผู้ประสบเคราะห์ไปด้วยต้นเหตุมาจากอวิ๋นมู่ที่มุ่งจู่โจมคนร้ายโดยไม่สนสิ่งใด แต่ด้วยการมาของจอมยุทธไป๋ทำให้ประมุขน้อยอวิ๋นได้รับการตักเตือนและสถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี หม่าซูซินพร้อมหนูน้อยถูกช่วยไว้ได้อย่างปลอดภัยแต่คนร้ายกลับหนีการจับกุมไปจบชีวิตบนเรือสำราญอย่างมีเงื่อนงำ ส่วนมือสังหารหลบหนีไปได้ขณะที่หม่าเสียนเย่และหม่าซูซินผู้อยู่ในเหตุการณ์พร้อมเหล่านางรำอีกนับสิบคนโดยเฉพาะฉินอีอีผู้ตกเป็นเหยื่อรายที่สองยังคาดไม่ถึงกับเหตุการณ์นี้
กรี๊ด!..
เหล่าหญิงสาวส่งเสียงกรีดร้อง เมื่อเห็นคนฆ่าตายไปต่อหน้าเป็นเวลาเดียวกับที่หม่าเสียนเย่เห็นเงาของคนผู้หนึ่งหลบออกไปจากด้านหลังกลุ่มแม่นาง
หม่าซูซิน : “ เดี๋ยวข้าตามเอง ”
หม่าเสียนเย่ : “ ไม่ต้อง เสี่ยงเกินไปเราไม่รู้ว่ามันมีกันกี่คน ถ้าคิดหนีลงน้ำ อย่างไรก็หนีไม่รอด ”
หม่าซูซินพยักหน้ารับ
“ นี่มันอะไรกัน น่ากลัวจริง ๆ ”
เพื่อนร่วมชะตากรรมของฉินอีอียืนมองดูร่างไร้วิญญาณของคนร้ายที่ล้มลงไปนอนแน่นิ่งสองตาเบิกค้าง ตายตาไม่หลับ เลือดค่อย ๆ ไหลจากบาดแผล ซึมลงพื้น
“ แม่นาง.. แม่นาง.. ฉินอีอี! ”
เสียงเรียกของคุณชายหม่า ทำให้ฉินอีอีคืนสติ
หม่าเสียนเย่ : “ แม่นาง เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม? ”
หม่าเสียนเย่เอ่ยถามพร้อมยื่นผ้าเช็ดหน้าให้กับนาง
ฉินอีอี : “ ข้า.. ข้าไม่เป็นไร ”
ฉินอีอีตอบด้วยอาการผวา พรางยื่นมืออันสั่นเทามารับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไป
หม่าเสียนเย่ : “ ข้าหม่าเสียนเย่ ส่วนนี่น้องสาวข้า หม่าซูซิน ”
ฉินอีอี : “ อีอีขอบคุณคุณชายและคุณหนูรองหม่าที่ยื่นมือช่วยเหลือ ”
หม่าซูซิน : “ ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ”
หม่าเสียนเย่เข้าตรวจสอบสภาพศพ คนร้ายถูกเข็มพุ่งทะลุลำคอครั้นดึงผ้าโพกหน้าออกก็พบว่าเป็นชายวัยกลางคน จึงพลิกร่าง แล้วมองดูบาดแผล .. “ ไม่โดนพิษ แต่พุ่งตรงเส้นเลือดใหญ่ ” .. เขานำผ้าขาวมาคลุมศพไว้ขณะที่หม่าซูซินเดินสำรวจโดยรอบ และนางก็พบบางสิ่งบางอย่าง
หม่าซูซิน : “ พี่เสียนเย่ ”
นางเอ่ยเรียกญาติผู้พี่ หลังจากพบเข็มเงินขนาดใหญ่ปักติดผนังหม่าเสียนเย่จึงตามเข้าไปดู ขณะที่นางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับก่อนดึงเข็มออกมา
หม่าซูซิน : “ ปักลึกขนาดนี้ ฝีมือคนทำไม่ได้แน่ คงเป็นเครื่องยิงมากกว่า ”
หม่าเสียนเย่ : “ เหมือนพวกเกาทัณฑ์แขนเสื้อน่ะเหรอ? ”
หม่าซูซิน : “ น่าจะใช่ ท่านดูสิ ตัวเข็มบิดเกลียว ใช้เหนี่ยวกับกลไกคงต้องเอาไปให้ท่านลุงหลี่ช่วยตรวจสอบดู ”
หลังจากตรวจสภาพการ พวกเขาก็เริ่มสงสัยคนที่อยู่ในเรือคำถามคือใคร และทำไมถึงต้องฆ่า
หม่าเสียนเย่ : “ ข้ารู้ว่าพวกเจ้ากำลังขวัญเสียแต่เรื่องในวันนี้จะปล่อยไปเฉย ๆ ไม่ได้ ข้าจำเป็นต้องสอบสวนพวกเจ้า และคนอื่น ๆบนเรือลำนี้ เรียกทุกคนมารวมกันหน่อยได้หรือไม่? ”
หม่าเสียนเย่นั่งลงบนเก้าอี้เตรียมตัวที่จะสอบสวนแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าหญิงสาวแต่ละนางเอาแต่ยืนนิ่ง ท่าทางอึกอัก
หม่าซูซิน : “ คืออย่างนี้ พวกเราไม่ได้จะหาเรื่อง แต่เรื่องนี้สำคัญมากเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองและความปลอดภัยของพวกเจ้า เราจำเป็นต้องสอบสวนเบื้องต้นเพื่อเก็บรายละเอียดเลยอยากขอความร่วมมือพวกเจ้าหน่อย ”
วาทะของหม่าซูซินฟังดูมีเหตุผลแต่พวกนางก็ยังนิ่งเฉย ไม่มีใครยอมปริปาก ทำให้พี่น้องสกุลหม่ามองหน้ากันด้วยความรู้สึกผิดปกติก่อนจะได้ยินแม่นางฉินเอ่ยแถลง
ฉินอีอี : “ ต้องขออภัยท่านทั้งสอง ข้าและพี่น้องมิได้ตั้งใจปกปิดท่าน เพียงแต่เรามิอาจบอกสิ่งใดแก่ท่านได้”
หม่าเสียนเย่ : “ เพราะเหตุใด? ”
ฉินอีอี : “ เพราะเราไม่รู้ ”
หม่าซูซิน : “ ฮะ!? ”
ฉินอีอี : “ ท่านฟังไม่ผิดหรอก ตั้งแต่ต้น ที่นี่มีแค่พวกเรา หากไม่เชื่อท่านสั่งให้คนตรวจสอบดูได้ พวกเราเดินทางมาจากฝูตง เพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก ที่มาก็เพื่อปากท้องหาได้มีจุดประสงค์อื่น หากเรารู้ล่ะก็ ย่อมไม่มีทางปกปิดท่านแน่ ”
หม่าเสียนเย่ : “ เช่นนั้น ใครเป็นคนติดต่อพวกเจ้าให้มาที่นี่? ”
ฉินอีอี : “ เราไม่เคยเจอ จะว่าไปก็แปลกนี่เป็นครั้งแรกที่ไร้การติดต่อจากคนกลาง สิบวันก่อน ข้าตื่นเช้ามาก็พบหีบเงินและซองจดหมายถูกนำมาวางไว้หน้าคณะ”
หม่าซูซิน : “ พวกเจ้าก็เชื่อเหรอ? ไม่สงสัยบ้างเหรอว่าอาจเป็นการหลอกลวงก็ได้ ”
ฉินอีอี : “ เดิมทีก็ไม่เชื่อ กระทั่งได้เห็นเอกสารในซอง ซึ่งก็คือหนังสือสัญญา”
หม่าซูซิน : “ ใครที่ไหนทำสัญญากันแบบนี้ พอจะบอกเราได้หรือไม่ว่าสัญญานั่นเขียนไว้ว่าอย่างไร?”
หม่าเสียนเย่ : “ ไม่ได้หรอก ”
ฉินอีอี : “ คุณชายช่างปราดเปรื่อง ”
หม่าซูซิน : “ ทำไมกัน? ”
หม่าเสียนเย่ : “ ไม่ว่ากิจการใด หนังสือสัญญาถือเป็นเอกสารสำคัญเป็นความลับภายในที่มีเพียงสองฝ่ายเท่านั้นที่รู้ หากจำเป็นต้องขอดู จะต้องมีหนังสือขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการไม่เช่นนั้นจะถือว่าละเมิดสิทธิ์ ”
หม่าซูซิน : “ จริงด้วย ข้าลืมนึกไป ”
ฉินอีอี : “ เห็นแก่ที่พวกท่านช่วยข้าไว้ อีอีบอกได้แต่เพียงว่าข้อความในนั้นเป็นทั้งโอกาสและหลักประกันว่าหลังจากนี้ชีวิตของข้าและบรรดาพี่น้องจะไม่ต้องลำบากอีก อีกอย่าง แค่ได้ยินว่าเป็นหอหรูอี้ ก็ทำพวกข้าตื่นเต้นไม่น้อย”
หม่าเสียนเย่ : “ พวกเจ้ารู้จักเหรอ? ไหนว่าไม่เคยมาที่นี่ ”
ฉินอีอี : “ เพราะที่ฝูตงก็มีสถานที่ที่ชื่อว่าหอหรูอี้เปิดกิจการมาสี่ปีแล้ว สถานที่แห่งนี้มีชื่อเสียงยิ่งนัก เป็นที่ที่คนอย่างเราไม่กล้าแม้จะใฝ่ฝันถึง”
หม่าซูซิน : “ เนื้อมาป้อนถึงปากสินะ ”
ฉินอีอี : “ นี่เรียกว่ายิ่งกว่าฝัน ถึงอย่างไรพวกข้าก็ไม่มีอะไรต้องเสียจึงตัดสินใจลองเสี่ยงดูสักครั้ง ”
หม่าเสียนเย่ : “ พวกเจ้าไม่เห็นใครบนเรือลำนี้บ้างเลยเหรอ? ”
หนึ่งในนางรำ : “ คือ.. ตั้งแต่ก้าวขึ้นเรือมาพวกเราก็อยู่แต่บนนี้ ไม่เคยไปที่อื่น ส่วนอาหารเสื้อผ้า มีคนเตรียมไว้ให้แต่เราก็ไม่เห็นตัวคนคนนั้นอีกเหมือนกัน ”
หม่าซูซิน : “ หอหรูอี้นี่มันยังไง จะทำกิจการทั้งที ไยต้องลับ ๆ ล่อ ๆ ”
ฉินอีอี : “ แต่คุณหนูรอง พวกข้ากลับไม่คิดเช่นนั้น ก่อนหน้านี้ ทั้งการแสดงหลังม่านหรือแม้แต่ถูกปิดตาพวกเราล้วนประสบมาแล้ว นับประสาอะไรกับกิจการยิ่งใหญ่เช่นนี้ ”
หม่าซูซิน : “ พวกเจ้าไม่กลัวบ้างเลยเหรอ? ”
ฉินอีอี : “ โบราณว่าไว้ คนตรงไม่กลัวเงาเอียง พวกข้าแค่ร้องรำทำเพลงไหนเลยจะควรค่าให้เอาชีวิต ที่สำคัญ สถานเริงรมย์ทั่วไปมักมองคนอย่างเราว่าต้อยต่ำด้อยค่าพวกเราเสมอ แต่หอหรูอี้รองรับแต่ลูกค้าชั้นสูง ที่นี่ไม่เพียงให้ค่าตอบแทนที่คุ้มเกินคุ้มแต่ยังยินดีรับรองเกียรติและปกป้องพวกเราด้วย ”
หม่าซูซิน : “ กลายเป็นดีซะงั้น ”
หม่าเสียนเย่ : “ หากเป็นเช่นนั้น งั้นการที่ข้าจะสงสัยว่ามือสังหารอาจเกี่ยวข้องกับหอหรูอี้หรืออาจเป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับพวกเจ้าคนใดคนนึง พวกเจ้าก็ไม่สนสินะ ”
ฉินอีอี : “ เรื่องนั้น ผู้น้อยมิกล้าออกความเห็น แต่อีอีเชื่อว่าคุณชายเป็นผู้มีความสามารถ จะต้องสืบหาความจริงได้แน่ ”
หม่าเสียนเย่จงใจหยั่งเชิงพวกนาง ทว่ากลับไม่เป็นผล
หม่าซูซิน : “ แล้ว.. มีใครรู้จักคนผู้นี้หรือไม่? ”
คุณหนูรองเริ่มกล่าวเข้าประเด็น เอ่ยถึงชายคนร้ายที่นอนเป็นศพ
ฉินอีอี : “ แน่นอนว่าไม่ อย่างที่บอก เราเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ขึ้นเรือมายังไม่เคยเหยียบขึ้นฝั่งจะไปรู้จักคนเช่นนี้ได้อย่างไร อีกอย่าง เรามีหน้าที่สร้างความบันเทิงที่ไหนมีเงินจ้าง เราก็ไปที่นั่น ”
หม่าเสียนเย่ : “ คำถามสุดท้าย แม่นางฉิน ข้ามั่นใจว่าคำถามนี้เจ้าต้องตอบได้แน่ ”
ฉินอีอีแอบกังวลอยู่ในใจกับแววตาท่าทางของหม่าเสียนเย่ทว่านางไม่อาจปฏิเสธได้
ฉินอีอี : “ เช่นนั้น เชิญคุณชายถามได้เลย ”
หม่าเสียนเย่ : “ ในเมื่อพูดว่าไม่รู้จักกัน งั้นขอถาม เมื่อครู่นี้เจ้าคุยอะไรกับเขา?”
คำถามบนน้ำเสียงนุ่มลึกที่เจือไปด้วยเจตนาจับผิดบวกกับท่าทางจริงจัง ทำให้ฉินอีอีนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับคาดไม่ถึงว่าคำถามตรงประเด็นเช่นนี้จะหลุดออกมาจากปากของบุรุษผู้มีท่าทางสุภาพเรือแล่นช้าลงเตรียมจะเทียบฝั่ง ลอยลำอยู่บนลำน้ำที่เงียบสงัด เงียบจนได้ยินเสียงระลอกคลื่นลอยไปกระทบฝั่งตามด้วยเสียงของดอกไม้ไฟ แววตาที่แน่วแน่จนน่ากลัวของหม่าเสียนเย่กดดันให้ฉินอีอีกระอักกระอ่วนไม่น้อย
ฉินอีอี : “ ไม่คิดว่าคุณชายจะเถรตรงเช่นนี้ ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน สตรีบอบบางเช่นข้าจะทำอันใดได้นอกจากร้องขอชีวิต ไม่ทราบว่าคุณชายยังมีเรื่องสงสัยอีกหรือไม่? พวกเราเหนื่อยกันมามากแถมยังมาเจอเรื่องเช่นนี้อีก ไม่รู้ว่าคืนนี้จะข่มตาหลับกันได้ไหม ”
เมื่อได้ฟังวาทะ หม่าเสียนเย่จำต้องยอมลดท่าทางอันตึงเครียดเพราะรู้ว่าไม่อาจถามเอาความใดได้อีก
หม่าเสียนเย่ : “ ข้าเสียมารยาทแล้วจริง ๆ ต้องขออภัยด้วย แต่แม่นางไม่ต้องกังวลเมื่อเรือเทียบท่า เราจะส่งหมอมาตรวจดูอาการและจัดกำลังคนมาช่วยคุ้มกันให้คืนนี้ขอให้พวกเจ้าพักผ่อนกันให้สบาย แล้วก็.. ต้องขออภัยด้วย หากเมื่อครู่พูดจาล่วงเกินไปบ้าง”
หม่าซูซิน : “ ข้าเองก็ต้องขออภัย เพราะไม่แน่ว่ามือสังหารอาจยังอยู่บนเรือลำนี้เราสองคนแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น ”
ฉินอีอี : “ ท่านทั้งสองไม่จำเป็นต้องขอโทษข้า อีอีและพี่น้องเป็นคนขายศิลป์ เจอผู้คนมามากย่อมเข้าใจในความลำบากของพวกท่าน เราเสียอีกที่ไม่อาจช่วยอะไรได้ หากวันหน้ารู้อะไรล่ะก็จะต้องบอกแก่ท่านแน่ ”
หม่าเสียนเย่ : “ เช่นนั้น ต้องขอขอบคุณแม่นางล่วงหน้าแล้ว ”
ฉินอีอี : “ คุณชายเกรงใจไปแล้ว ”
กึก! เสียงเรือชิดขอบท่า
หม่าซูซิน : “ ถึงท่าเทียบเรือแล้ว พวกข้ายังมีเรื่องต้องไปจัดการคงไม่อยู่รบกวนพวกเจ้าแล้ว ”
หม่าเสียนเย่ : “ แม่นางรักษาตัวด้วย ข้าขอลา ”
หม่าซูซิน : “ ขอลา ”
ทันทีที่เรือเทียบท่า หม่าเสียนเย่และหม่าซูซินรีบลงจากเรือเพื่อเดินทางไปต้อนรับขบวนทว่าทั้งสองไม่ได้สังเกตเห็นว่าฉินอีอียืนมองพวกเขาจากด้านหลังด้วยแววตานิ่งลึก เวลา2 เค่อผ่านไป มีหญิงสาวนางหนึ่งแอบนัดพบใครบางคนที่ห้องลับใต้เรือสำราญ นางสวมชุดดำเพื่ออำพรางตัวตนเดินตรงไปหาคนผู้สวมชุดผ้าคลุมซึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“ มีมือที่สาม เหยื่อตาย ใช้ตกปลาไม่ได้แล้ว ”
สตรีในชุดดำกล่าวขึ้นพลางยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้คู่สนทนาของนางและคนผู้นั้นก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงของสตรีว่า
“ ไม่หรอก เจ้าทำได้ดีมาก ”
ครั้นได้ฟังความจากคู่สนทนา นางก็เงยหน้าขึ้นยามที่ใบหน้าต้องแสงสว่าง จึงเห็นชัดว่านางก็คือฉินอีอี นางดูประหลาดใจเล็กน้อยกับบทสรุปที่นางเข้าใจว่าไม่เป็นไปตามแผนแต่แท้จริงแล้วนี่เป็นการเตรียมการมาอย่างดี ไม่ว่าคนจะตายหรือไม่ก็ล้วนแต่ได้ประโยชน์
ฉินอีอี : “ นายท่านช่างหลักแหลมนัก ”
สิ้นคำ สตรีในชุดผ้าคลุมผู้นั้นก็เดินจากไป พร้อมกระดาษที่วาดรูปเข็มซึ่งเป็นหลักฐานการตายของชายชุดขาวฉินอีอีพูดคุยกับใคร นางเป็นใครกันแน่ ที่สำคัญ นางเป็นปฏิปักษ์กับจวนเจ้าเมืองจริงหรือ
กลับมาที่งานเทศกาลหม่าเสียนเย่และหม่าซูซินกลับเข้ามาในงานเพื่อรอต้อนรับองค์หญิง พวกเขามานั่งรออยู่ที่โรงน้ำชาข้างทางเลยอดไม่ได้ที่จะพูดคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
หม่าซูซิน : “ พี่เสียนเย่ เรื่องในวันนี้ท่านคิดว่าอย่างไร? ”
หม่าเสียนเย่ : “ เดาไม่ยาก หมากตานี้เดินหนึ่งได้ถึงสอง กำจัดจอมยุทธไป๋และองค์หญิงไปพร้อมกัน”
หม่าซูซิน : “ คนคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว แต่ข้าไม่เข้าใจ ไยต้องเป็นวันนี้ด้วย?เทศกาลดอกไม้ไฟ การคุ้มกันแน่นหนาเพียงใดใครก็รู้ เลือกลงมือตอนนี้ โง่รึเปล่า ”
หม่าเสียนเย่ : “ ไม่หรอก เป็นโอกาสดีที่หาได้ยากเลยล่ะ ”
หม่าซูซิน : “ หมายความว่าไง? ”
หม่าเสียนเย่ : “ เพราะงานนี้ต้องอาศัยปากยิ่งคนมากเท่าไหร่ยิ่งดี บัดนี้ ไม่ว่าจอมยุทธไป๋จะบริสุทธิ์หรือไม่เขาก็กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาคนไปแล้ว ”
หม่าซูซิน : “ จริงด้วย เวลานี้ คนร้ายก็มาตายไปอีก ยิ่งยากจะคืนความบริสุทธิ์ แต่เขาเป็นคนช่วยข้าไว้ข้ายังไม่ทันได้ขอบคุณเขาเลย ทำอย่างไรดีล่ะพี่เสียนเย่? ”
.. “ ข้าก็อยากรู้นัก หมากตานี้ท่านจะเดินต่ออย่างไร เจ้าเมืองน้อยเฉิน ” .. หม่าเสียนเย่นึกถึงเฉินเสวี่ยหยาง ผู้ที่แม้แต่บิดาของเขาเองก็วางใจให้ยืนอยู่เคียงข้างหลินเพ่ยหนิง
หม่าเสียนเย่ : “ ค่ำคืนยังอีกยาวไกล รอดูไปก่อน บางทีเราอาจไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้แต่เมื่อครู่ ข้าได้ยินเจ้าบอกว่าจอมยุทธไป๋ช่วยเจ้านั่นไว้งั้นเหรอ? ”
หม่าซูซิน : “ ใช่ ความจริงเจ้านั่นควรตายไปแล้ว ดีที่จอมยุทธไป๋ช่วยไว้ ”
.. “ ข้าจะบอกได้อย่างไรว่าข้าเห็นอะไรข้าอาจจะตาฝาดไปเองก็ได้ ” .. หม่าซูซินเล่าถึงเหตุการณ์ แต่ไม่อาจกล่าวโดยละเอียดนางกลัวว่าจะไม่มีใครเชื่อว่านางเห็นอะไร
หม่าซูซิน : “ แล้วแม่นางฉินล่ะ ท่านจะทำอย่างไรกับนาง? ไหนจะหอหรูอี้นั่นอีก ”
หม่าเสียนเย่ถอนหายใจ
หม่าเสียนเย่ : “ จับตาดูไปก่อน โดยเฉพาะเวลาที่นางเข้าไปในหอหรูอี้”
หม่าซูซิน : “ ท่านสงสัยใคร? นางหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังนั่น? ”
หม่าเสียนเย่ : “ ทุกคน คืนนี้ถ้าจะมีใครพ้นข้อสงสัยเห็นจะมีแต่จอมยุทธไป๋ เขาช่วยเจ้าไว้ ข้าไม่คิดสงสัยเขา ยิ่งไม่สงสัยเจ้า ต่างจากฉินอีอีนางดูไม่เหมือนคนที่ไม่รู้อะไรเลย แต่เรื่องที่นางไม่รู้จักกับคนร้าย คงไม่ใช่เรื่องโกหก”
หม่าซูซิน : “ หรือว่าเราจะลองไปสืบที่หอหรูอี้ดูสักครั้งดี? ไม่แน่คำตอบอาจอยู่ที่นั่น ”
หม่าเสียนเย่ : “ คงไม่ง่ายขนาดนั้น ถ้าสถานที่นี้มีชื่อเสียงจริงแต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลับหลบซ่อนได้มิดชิด เป็นไปได้มากว่าอาจเป็นคนที่มีอำนาจล้นฟ้าหรือเป็นแค่พ่อค้าธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้องอันใดเลยก็ได้ ที่แน่ ๆ คือทันทีที่เราก้าวเข้าไปคนก็ไหวตัวทัน ”
หม่าซูซิน : “ เฮ่ย.. ทำไมมันยุ่งยากวุ่นวายอย่างนี้นะ ”
หม่าเสียนเย่ : “ ตอนนี้ เรายังเคลื่อนไหวมากไม่ได้ พลาดก้าวนึงอาจพลาดทั้งหมดเดี๋ยวจะกระทบถึงท่านพ่อ ต้องรอปรึกษาท่านพ่อก่อน แต่คำพูดของฉินอีอีก็น่าคิด ”
หม่าซูซินมองพี่ชายด้วยความอยากรู้
หม่าเสียนเย่ : “ หากเป็นดังที่นางกล่าวว่าที่ฝูตงก็มีหอหรูอี้ แต่ที่นี่เพิ่งมาเปิดกิจการเป็นไปได้ไหมที่เจ้าของจะเป็นคนเดียวกัน เราแค่หาเบาะแสจากคนที่เพิ่งมาเคลื่อนไหวที่นี่เมื่อไม่นานมานี้น่าจะตัดผู้ต้องสงสัยออกไปได้มากทีเดียว อีกอย่าง ข้าส่งคนตรวจสอบเรือลำนั้นอย่างละเอียดแล้วว่าจอดที่ไหนบ้าง มีใครอยู่บนเรืออีกไหม คืนนี้คงได้ข้อสรุป ”
แป๊ะ! หม่าซูซินดีดนิ้ว
หม่าซูซิน : “ ให้มันได้อย่างนี้สิ พี่เสียนเย่ เพิ่งรู้ว่าพี่ข้าฉลาดปานนี้เชียว”
หม่าเสียนเย่มองหน้าหม่าซูซิน เพราะคำชมที่ฟังดูแปลกๆ
หม่าซูซิน : “ แหม.. ท่านอย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ นี่ข้าชมท่านอยู่นะ ”
.. “ แต่หากข้ายังคิดได้ก็ต้องมีคนคิดได้เหมือนกัน หรือว่าคนคนนั้นไม่กลัวว่าจะถูกเปิดเผย หวังว่าหอหรูอี้คงไม่เกี่ยวกับท่านนะเจ้าเมืองน้อยเฉิน ” .. หม่าเสียนเย่แอบกังวลในใจว่าสิ่งที่เขาคาดเดาอยู่ ถูกหรือไม่
หม่าซูซิน : “ พี่เสียนเย่ พี่เสียนเย่! ”
หม่าเสียนเย่สะดุ้ง เพราะมัวครุ่นคิดไม่ทันฟังเสียงเรียกของหม่าซูซิน
หม่าซูซิน : “ นั่งคุยกันตั้งนาน ข้าเพิ่งสังเกตเห็นว่าสหายท่านหายไปไหน? ”
หม่าเสียนเย่ทำสีหน้างุนงง
หม่าซูซิน : “ เถ้าแก่ซูไง เขาบอกจะเลี้ยงเหล้าท่านอยู่ไม่ใช่เหรอ? ”
หม่าเสียนเย่ : “ เมื่อครู่ก็มัวยุ่ง ลืมนึกถึงเขาไปเลย ”
ครั้นพูดเรื่องผู้ที่ลืมนึกถึง หม่าเสียนเย่ก็เริ่มสงสัย
หม่าเสียนเย่ : “ ซูซิน ”
หม่าซูซิน : “ หือ.. อะไร? ”
หม่าเสียนเย่ : “ ข้ากำลังคิดว่า เขาจะเกี่ยวด้วยไหม? ”
หม่าซูซิน : “ หา! ”
ครั้นหม่าซูซินได้ฟัง นางจึงเริ่มเอะใจ
หม่าซูซิน : “ จริงด้วย ลืมเขาไปได้ไง ตอนที่เกิดเรื่อง ข้ากลับไม่เห็นเขาเลย ท่านล่ะ?”
หม่าเสียนเย่ส่ายหน้า
หม่าซูซิน : “ ว่ากันตามจริง คนที่เพิ่งปรากฏตัวในหนานจิ้งช่วงไม่กี่เดือนมานี้หนึ่งในนั้นก็คือเขา ฮึ่ย! ว่าแล้วเชียว คนคนนี้มันไว้ใจไม่ได้ ”
หม่าเสียนเย่ : “ อย่าเพิ่งด่วนสรุป เรื่องนี้ยังต้องพิสูจน์ เราจับตาดูเขาไปก่อน”
หม่าซูซิน : “ คอยดูนะ ข้าจะจับตาดูเจ้าแบบไม่ให้คลาดสายตาเลยทีเดียว ซูหมิงเยว่”
ทันใดนั้น
“ ไม่ทันไร คุณหนูรองหม่าก็คิดถึงข้าแล้วเหรอ? ”
เหมือนคำกล่าวที่ว่าพูดถึงโจโฉ โจโฉก็มาเสียงของกับซูหมิงเยว่ลอยมาแต่ไกล ทำให้คุณหนูรองถึงกับด่าในใจ .. “ ตายยากจริง ”..
หม่าซูซิน : “ เฮอะ! ใครคิดถึงเจ้ากัน แล้วนี่เจ้าหายไปไหนมา? ”
ซูหมิงเยว่ : “ ยังมีหน้ามาถาม พวกเจ้าคนนึงไปซ้าย คนนึงไปขวาไม่รู้จะวิ่งเร็วไปไหน ไม่สงสารข้าบ้าง แม้ข้าพอมีวรยุทธ์อยู่บ้าง แต่วิชาแยกร่างข้าไม่ได้เรียน เลยมารออยู่ที่เนี่ย แล้วเป็นไง จับได้ไหม? ”
หม่าเสียนเย่มองหน้าซูหมิงเยว่ที่ทำทีเหมือนไม่รู้อะไรจากนั้นก็ส่ายหน้าตอบ
หม่าเสียนเย่ : “ ตายแล้ว ”
ซูหมิงเยว่ : “ ฮะ! วิ่งตามแทบตาย กลับคว้าน้ำเหลวเสียได้ สืบได้เรื่องอะไรบ้าง? ”
ซูหมิงเยว่แสร้งถาม ทว่าหม่าเสียนเย่ไม่ทันได้ตอบเพราะเวลานั้น หม่าซูซินมองไปเห็นคนสำคัญ นางจึงส่งเสียงเรียกด้วยความดีใจ
หม่าซูซิน : “ เพ่ยเพ่ย ”
เสียงเรียกของนางทำให้ทุกคนหันมองตามกัน ใบหน้าของคุณชายหม่าค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้มในตาเป็นประกาย และยังทำให้ผู้คนทั่วทั้งบริเวณให้ความสนใจไปด้วย
“ นั่นองค์หญิง เป็นองค์หญิงจริงด้วย นางมาแล้ว ช่างงดงามเหลือเกินเป็นบุญของข้ายิ่งนัก ”
เสียงอื้ออึงไม่ขาดสายล้วนแต่เป็นการชื่นชมหลินเพ่ยหนิงปรากฏตัวในชุดผ้าไหมสีแดงปักลวดลายเรียบหรู คลุมทับด้วยชุดผ้าคลุมสีแดงตกแต่งขนสีขาวเครื่องประดับเรือนทองฝังมุกบนศีรษะ แม้ดูน้อยชิ้น หากแต่งดงามเลอค่าสมเป็นนาง อีกทั้งอาชาคู่กายก็เป็นม้าชั้นเลิศขนสีขาวสะอาดตา ท่วงท่าสง่าประดับบารมี เบื้องหลังมีลั่วชีชีพร้อมกองทหารอารักขาเดินเท้าติดตามไม่ห่าง
หม่าเสียนเย่ : “ ข้าหม่าเสียนเย่ ตัวแทนสกุลหม่า ”
หม่าซูซิน : “ ข้าหม่าซูซิน และผู้ใต้บังคับบัญชา ”
หม่าเสียนเย่ / หม่าซูซิน : “ น้อมต้อนรับองค์หญิง ”
สองพี่น้องจวนหม่าไม่ละเลยต่อธรรมเนียมคุกเข่าคารวะท่ามกลางฝูงชนพร้อมเหล่าบริวาร นำพาชาวบ้านคุกเข่าลงตามกัน ทั้งยินดีและปลาบปลื้มทว่าซูหมิงเยว่นั้นแตกต่าง คุณชายซูยืนมองสตรีผู้นั่งอยู่บนหลังม้าด้วยแววตาอึ้ง
เสี่ยวชง : “ คุณชาย คุณชายขอรับ ”
ซูหมิงเยว่ไม่ได้ฟังเสียงเรียกของคนสนิท เขามองดูหลินเพ่ยหนิงด้วยความสนใจกระทั่งหม่าซูซินกระตุกชายผ้าของเขาเพื่อให้คุกเข่าลง
หม่าซูซิน : “ ทำอะไรของเจ้า คุกเข่าลงสิ ”
และในตอนนั้นเอง
“ นั่น! นั่นจอมยุทธไป๋นี่ ”
เสียงตะโกนของชายคนหนึ่งดึงดูดความสนใจของผู้คนให้ลุกขึ้นยืนหันมองไปบนหลังคาบุคคลในอาภรณ์ขาว มือถือเกาทัณฑ์คู่กายปกปิดใบหน้า ท่วงท่าคล้ายจอมยุทธไป๋ยืนมองขบวนเดินทางด้วยแววตานิ่งจอมยุทธเพียงมองว่าที่ผู้นำแห่งหนานจิ้ง ก่อนจะก้มศีรษะคำนับ แล้วจากไปเฉย ๆการแสดงออกที่ประจักษ์ต่อสายตา ทำให้เกิดเสียงลือไปในทางเดียวกันว่า
“ จอมยุทธไป๋เป็นคนขององค์หญิงนี่เอง ที่แท้เป็นองค์หญิงที่ปกป้องเรามาตลอดขอบคุณองค์หญิง ”
“ ขอบคุณองค์หญิง ขอบคุณองค์หญิง ”
เรื่องราวก่อนหน้านี้ทำให้ผู้ที่ไม่รู้ต่างพากันเข้าใจว่าจอมยุทธไป๋ก่อเหตุร้ายและเป็นภัยต่อองค์หญิง ทว่าไม่ทันข้ามคืนก็กำจัดความแคลงใจไปได้อย่างหมดสิ้นทั้งยังยกคุณความดีให้กับหลินเพ่ยหนิง แม้เจ้าตัวจะแอบสงสัยกับเหตุการณ์นี้ แต่เมื่อมองไม่เห็นหูจิงนางก็พอที่จะเดาได้ เพราะไม่มีทางเลยที่จอมยุทธไป๋จะปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนโดยเฉพาะต่อหน้านาง บัดนี้ เสียงกล่าวขานโจษจันไปทั่ว กระทั่งฝีเท้าม้าอีกหนึ่งตัวเยื้องย่างเข้ามาเคียงคู่
กุบ.. กับ.. กุบ.. กับ...
เสียงอื้ออึงที่มีพลันสงบนิ่ง ผู้คนหันไปให้สนใจบุรุษผู้นั่งอยู่บนหลังม้าท่วงท่าผ่าเผยในชุดอาภรณ์ขาว
“ นั่นใครกันน่ะ?! หรือว่าจะเป็น.. องค์ชายเฉิน ”
“ ใช่ที่ไหนเล่า เจ้าเมืองน้อยเฉินต่างหาก ”
“ ใช่เขาจริง ๆ เหรอ รูปงามอะไรปานนี้ ”
“ นั่นสิ รูปงามเหลือเกิน เหมาะสมกันยิ่งนัก ”
สมการรอคอยเมื่อได้ประจักษ์ บุรุษรูปร่างสง่าใบหน้าหล่อเหลา สวมอาภรณ์ขาวปักดิ้นเงินคลุมทับด้วยผ้าคลุมสีโปรด ในดวงตามีลักษณะพิเศษทำให้หม่าเสียนเย่พลันหุบยิ้มลงทันที ทว่าดึงดูดให้ซูหมิงเยว่ต้องเงยหน้าขึ้นมามองพร้อมกับความรู้สึกหวาดหวั่นที่เกิดขึ้นเองอย่างไร้สาเหตุ.. “ คนคนนี้ ” .. เพียงได้เห็นท่าทางอันสุขุมกับดวงตาคู่นั้น ซูหมิงเยว่รู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง.. “ เขาเนี่ยเหรอ เฉินเสวี่ยหยาง? ” ..
วิ้ง..
จู่ ๆ โสตประสาทก็พลันอื้อ ถือพัดในมือด้วยใจที่ไม่นิ่งซูหมิงเยว่เริ่มไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง เป็นเพราะความสับสนความประหลาดใจ หรือหวั่นเกรงกันแน่ เหงื่อเป็นเม็ดค่อย ๆไหลผ่านขมับลงมาถึงข้างแก้ม
เสี่ยวชง : “ คุณชาย คุณชาย! เป็นอันใดไปขอรับ? ”
เสี่ยวชงสังเกตเห็นความผิดปกติของผู้เป็นนายจึงได้เอ่ยถาม
ซูหมิงเยว่ : “ เปล่า ไม่มีอะไร ”
คำตอบบนสีหน้าซีดของซูหมิงเยว่ ทำให้เสี่ยวชงไม่คิดที่จะเชื่อทางด้านเฉินเสวี่ยหยางผู้นั่งมองบรรดาคนที่มารอต้อนรับ สายตาพลันมาหยุดอยู่ที่ซูหมิงเยว่ราวกับมีบางสิ่งดึงดูดเขารู้สึกว่าคนผู้นี้มีบางสิ่งบางอย่างแตกต่างจากคนทั่วไป แต่สีหน้าแววตาของเจ้าเมืองน้อยเฉินยังคงสุขุมเรียบเฉยผิดกับซูหมิงเยว่ที่ไม่อาจมองหน้าหรือสบตาเขาตรง ๆ ด้านหลังของเจ้าเมืองน้อยเฉินมีองครักษ์ผู้ติดตามก็คือเฟยฉีจากนั้นไม่นาน เฟยหมิงและหูจิงก็ติดตามมาภายหลัง
เฟยฉี : “ พี่ใหญ่หู อาหมิง พวกเจ้าไปกันนานจัง ”
เฟยหมิง : “ เตรียมของขวัญให้องค์หญิงน่ะ ”
เฟยฉี : “ นั่นคงเป็นคุณชายซูสินะ ไม่น่าเชื่อว่าอายุน้อยขนาดนี้จะมีความสามารถบริหารกิจการตั้งหลายแห่ง ดู ๆ ไปแล้วข้าว่าเขาเหมือนนักต้มตุ๋นมากกว่า ”
หูจิง : “ พวกตีสองหน้า ”
เฟยฉี : “ เอ๋.. พี่ใหญ่หู ทำไมวันนี้ดูแรงล่ะ? ”
เฟยฉีเห็นท่าทางผิดปกติของคุณชายซู จึงอดไม่ได้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์แต่ครู่เดียวที่เฉินเสวี่ยหยางละความสนใจ ซูหมิงเยว่และเสี่ยวชงก็หายไปจากที่นั่น เมื่อได้เวลาอันเหมาะสมผู้นำอาวุโสสกุลหม่า หม่าจิ่นเทาก็เดินออกมาที่หน้าขบวน
หม่าจิ่นเทา : “ ท่านเจ้าเมืองมีเรื่องจะประกาศ ”
เขากางม้วนกระดาษ แล้วอ่านมันต่อหน้าทุกคน
หม่าจิ่นเทา : “ เทศกาลดอกไม้ไฟจัดขึ้นทุกปี และปีนี้เป็นปีที่พิเศษ เพื่อเสริมขวัญกำลังใจให้แก่ราษฎรบุตรีข้า หลินเพ่ยหนิงถึงวัยอันเหมาะสม ทั้งยังสร้างคุณงามความดี ช่วยเหลือผู้คน ข้าจึงถือโอกาสนี้ประกาศต่อใต้หล้าในฐานะท่านเจ้าเมือง ขอแต่งตั้งให้นางขึ้นรับตำแหน่งเจ้าเมืองน้อยแห่งหนานจิ้ง รอวันขึ้นสืบบัลลังก์มีผลนับแต่บัดนี้ไป ”
ราวกับมีคนจับของยัดใส่มือ ขณะที่ผู้นำหม่าถอยออกจากหัวขบวนหลินเพ่ยหนิงทั้งสงสัยและแปลกใจ เพราะนี่ไม่ใช่ถ้อยแถลงในงานทั่วไปหากแต่เป็นโองการที่ผ่านความเห็นชอบ .. “ เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้? ” .. นางครุ่นคิดอยู่ลำพังแม้แต่หม่าเสียนเย่และหม่าซูซินก็แปลกใจไม่น้อย แต่สีหน้าแววตาของพวกเขาเป็นไปด้วยความยินดีต่างจากท่าทีของเฉินเสวี่ยหยางและผู้นำหม่าที่สงบนิ่งราวกับรู้อยู่ก่อนแล้ว
ติดตามตอนต่อไป