หลังจากลี่หงเดินหายเข้าไปในประตูสีทองทั้งสามก็ได้แต่ตะลึงค้างไปหลายสิบลมหายใจ
“นะ นั่นมันอะไรกัน เมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้นละ แล้วหงเอ๋อร์หายไปไหน” เป็หลิวหลี่เฉินที่ตั้งสติได้ก่อนใครเพื่อน พูดขึ้นมาด้วยความตกตะลึง
“ทะ ท่านพี่ มะ เมื่อครู่มัน ปะ ประตูมิติใช่ประตูมิติที่มีบันทึกไว้ในตำรารึเปล่า ยะ อย่าบอกนะว่าอาจารย์ของหงเอ๋อร์ ปะ เป็ผู้สร้างขึ้นมา”เมื่อได้สติคืนมา จ้าวลี่ฮวาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทั้งตกตะลึง ใ แปลกใจตื่นเต้นและดีใจในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่เพียงจ้าวลี่ฮวาเท่านั้น หลิวหลี่เฉินและลี่หยางก็มีอาการไม่ต่างกัน
ตอนนี้ทั้งสามคนได้แต่จ้องมอง ไปยังจุดที่เคยปรากฏประตูมิติสีทองด้วยแววตาเปล่งประกาย
ไม่แปลกที่ทั้งสามจะใและมีอาการแบบนั้นเนื่องจากเคล็ดวิชาที่เกี่ยวกับมิติธาตุระดับสูงได้สูญหายจากโลกใบนี้ไปนานนับหมื่นปีแล้วหลงเหลือก็เพียงแค่เคล็ดวิชาการสร้างอุปกรณ์มิติจำพวกแหวนและกำไลมิติเท่านั้น
แต่ที่ทุกคนเห็นตรงหน้านั้นหาใช่อุปกรณ์มิติไม่แต่เป็ประตูมิติขนาดใหญ่ที่สามารถเคลื่อนย้ายผู้คนได้ ประตูมิติที่เคยปรากฏแต่ในบันทึกหรือเล่าขานกันในอดีตเท่านั้นครั้งสุดท้ายที่มีบันทึกถึงผู้ใช้มิติธาตุระดับสูง ทั้งยังสามารถสร้างประตูมิติหรือสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายทางไกลได้ก็ผ่านมานานหลายหมื่นปีแล้ว
“ทะ ท่านพ่อ อะอาจารย์ของหงเอ๋อร์ ปะ เป็ เป็ผู้ใช้อักขระใช่ไหมขอรับ” ลี่หยางที่หายตกตะลึงพูดขึ้นมาด้วยความสงสัย
หากเป็จริงดั่งที่ตนคิด แสดงว่าอาจารย์ของน้องสาวตนนอกจากจะเป็ผู้ใช้มิติธาตุแล้วยังเป็ถึงผู้ใช้อักขระระดับสีทอง ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์หรือบันทึกใด
แม้แต่ในตำราที่บันทึกระดับของผู้ใช้อักขระมีบันทึกถึงตัวตนของผู้ใช้อักขระไว้เพียงสิบขั้นเท่านั้น ได้แก่ผู้ใช้อักขระระดับสีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า สีน้ำเงิน สีม่วงหรือระดับจักรพรรดิ สีดำหรือระดับราชันย์ สีเทาหรือระดับราชันย์จักรพรรดิ และสุดท้ายระดับสีขาวหรือระดับตำนานเพียงเท่านั้น
แต่มีผู้ใช้อักขระระดับสูงบางคนเคยกล่าวไว้ว่าระดับสูงสุดของผู้ใช้อักขระที่แท้จริงนั้นยังมีอีกหนึ่งระดับ ระดับที่อยู่เหนือกว่าระดับตำนานก็คือผู้ใช้อักขระระดับสีทองหรือเซียนอักขระแต่ก็ไม่มีบันทึกไว้ในตำราใดๆ ด้วยระดับสูงสุดที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติก็คือผู้ใช้อักขระระดับตำนานแต่นั่นก็เป็เื่ราวเมื่อหลายพันหลายหมื่นปีมาแล้ว
ปัจจุบันนี้ผู้ใช้อักขระที่มีระดับสูงที่สุดที่ปรากฏตัวออกมาให้ผู้คนได้พบเห็นคือผู้ใช้อักขระระดับสีม่วงหรือผู้ใช้อักขระระดับจักรพรรดิที่เป็ถึงเ้าสำนักฝึกยุทธอันดับหนึ่งของทวีปปราณฟ้าแห่งนี้
“ระ หรือว่าอาจารย์ของหงเอ๋อร์ ปะเป็ผู้ใช้อักขระขั้นสีทอง ซะ เซียน เซียนอักขระในตำนานงั้นรึ!” หลิวหลี่เฉินเมื่อได้สติกลับคืนมาครบสมบูรณ์ก็พิจารณาเื่ราวที่เกิดขึ้นก่อนที่จะโพลงขึ้นมาด้วยความใ
“ฮึก ฮึก ขอบคุณ์ขอบคุณ์ ขอบคุณ์ที่ยังไม่ทอดทิ้งหงเอ๋อร์” หลังจากรับรู้ถึงตัวตนของผู้เป็อาจารย์ของบุตรสาวจ้าวลี่ฮวาก็หลั่งน้ำตาออกมาด้วยความดีใจ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า หงเอ๋อร์ของข้าสุดยอดไปเลย” เมื่อได้สติกลับคืนมาครบถ้วนทั้งสามก็โห่ร้องดีใจกันยกใหญ่
เนื่องจากบุตรสาวของตนนั้นได้เป็ถึงศิษย์ของเซียนผู้สูงส่งที่แม้จะพลิกแผ่นดินก็ยากยิ่งที่จะได้พบเจอ ทั้งยังเป็ถึงผู้ใช้อักขระและผู้ใช้พลังมิติธาตุที่หาได้ยากยิ่ง
ด้วยตัวตนระดับเซียนที่ไม่เคยปรากฏออกมาให้ผู้คนได้พบเห็นนับพันปีนับหมื่นปีแต่วันนี้พวกตนทั้งสามกลับได้พบเจอ แม้เพียงแค่ได้ยินเสียงพูด แค่นี้ย่อมทำให้ทั้งสามตื่นเต้นไม่น้อยแล้วและไหนจะรับบุตรสาวของตนเป็ศิษย์อีกด้วยแบบนี้จะไม่ให้พวกตนตื่นเต้นดีใจได้ยังไง
ในระหว่างที่ทั้งสามคนยืนยิ้มดินดีปรีดากันอยู่ทางด้านลี่หงก็ได้รับการต้อนรับจากท่านมหาเทพอย่างอบอุ่นเช่นกัน
“ฮึ่ม!ยัยเด็กแสบ ยัยเด็กปลิ้นปล้อน ยัยเด็กกะล่อน ยัยเด็กจอมโกหก...” ทันทีที่ลี่หงเดินเข้าประตูมาก็มาโผล่ยังสถานที่แห่งหนึ่ง แต่ไม่ทันจะได้พูดอะไรก็พบกับท่านมหาเทพ ที่กำลังจ้องมองมายังตนด้วยสายตาอำมหิตพร้อมกับพรั่งพรูคำพูดมากมาย
เนื่องจากตัวลี่หงนั้นได้กล่าวอ้างว่าตนเป็อาจารย์ซึ่งขัดต่อกฎที่บัญญัติไว้ ว่าห้ามให้เหล่าทวยเทพระดับตนเข้ามาข้องเกี่ยวกับโลกใบนี้
“ฮึ่ม! เ้ารู้ไหมว่าเ้าทำอะไรลงไปการที่เ้าพูดออกไปแบบนั้น ทั้งยังกล่าวอ้างว่าข้าเป็อาจารย์ของเ้า มันทำให้ข้าผิดต่อกฎ์ที่บัญญัติไว้เ้า! เ้าเข้าใจที่ข้าพูดไหมยัยเด็กแสบ” แม้จะพูดแบบนั้น แต่ลี่หงก็หาได้ให้ความสนใจกับท่านมหาเทพไม่เพราะเ้าตัวกำลังตกตะลึงกับสถานที่ที่ตนอยู่ในตอนนี้มากกว่า
เดิมทีลี่หงคิดว่าท่านมหาเทพคงพาตนไปยังสถานที่ที่พบเจอกันครั้งก่อนแต่ไม่เลยเพราะภาพที่ตนเห็นในตอนนี้ จากพื้นที่สีขาวโพลนกลับกลายเป็ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาทั้งยังมีสายลมพัดอ่อนๆ ทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นสบายเหมาะสำหรับการพักผ่อนเป็อย่างยิ่ง
ตอนนี้สายตาของลี่หงกวาดมองไปยังยอดหญ้าที่พลิ้วไหวตามสายลมที่พัดพาจากนั้นจึงจ้องมองไปยังูเาเล็กใหญ่สลับซับซ้อนที่อยู่ไกลลิบที่ล้อมรอบทุ่งหญ้าที่ตนกำลังยืนอยู่เป็วงกลม
ทั้งยังมีน้ำตกสูงใหญ่หากคาดจากสายตาก็มีความสูงกว่าร้อยเมตรลดหลั่นกันลงมาหลายสิบชั้นกลายเป็ม่านน้ำตกที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม
แต่ในขณะที่ลี่หงกำลังเพลิดเพลินกับทัศนียภาพรอบตัวจู่ๆ ก็มีเสียงเย็นะเืดังขึ้นทำให้เ้าตัวต้องขนลุกชัน
กลับมาปัจจุบัน ในขณะที่ลี่หงกำลังหูทวนลมฟังเสียงบ่นของท่านมหาเทพเ้าตัวก็รู้สึกสงสัยในคำพูดบางคำของท่านมหาเทพเป็อย่างมาก
“เอ่อ! ท่านมหาเทพเ้าคะหากท่านทำผิดกฎแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ” ได้ยินดังนั้นท่านมหาเทพก็หยุดชะงักก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“หากทำผิดกฎ โทษสถานเบาคือปิดผนึกพลังหนึ่งหมื่นปีโทษสถานหนักก็คือกลับคืนสู่สายธารแห่งกาลเวลาพูดง่ายๆ ก็คือตายยังไงล่ะ” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งหากเป็จริงอย่างที่ท่านมหาเทพพูดตนก็ถือว่าทำผิดพลาดอย่างร้ายแรง แต่เมื่อนึกสิ่งหนึ่งขึ้นได้ลี่หงก็พูดขึ้น
“ท่านมหาเทพเ้าคะ แล้วตอนนี้พลังของท่านถูกผนึกรึเปล่าเ้าคะ”เมื่อได้ยินคำถามของลี่หง มหาเทพก็เหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นได้
“จริงด้วยพลังข้ายังอยู่เหมือนเดิมไม่หายไปแม้แต่น้อย” เมื่อไม่พบความผิดปกติใดๆ กับร่างกายของตนท่านมหาเทพก็พูดขึ้นด้วยความแปลกใจ พลางจ้องมองมายังลี่หงด้วยสายตาฉงน
“แปลกมาก ทั้งๆ ที่ข้าทำก็ผิดกฎ์แต่ก็ไม่เกิดสิ่งใดขึ้นกับข้าเลย แปลก แปลกจริงๆ” ในขณะที่ท่านมหาเทพกำลังครุ่นคิดลี่หงต้องแอบถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายใจ
“ท่านลืมอะไรไปรึเปล่าเ้าคะท่ามหาเทพท่านบอกเองว่าตัวข้าไม่เหมือนคนอื่น บางทีกฎเกณฑ์ของเหล่าทวยเทพอาจใช้กับข้าไม่ได้ผลก็ได้”เมื่อได้ยินคำพูดลี่หง ท่านมหาเทพก็ครุ่นคิดอีกครั้งเพราะอาจเป็อย่างที่ลี่หงพูดก็ได้เดิมทีก็เป็เพราะตนที่ทำให้ลี่หงต้องไปเกิดในโลกใบอื่น แต่ก็ไม่มีสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้นกับตนแม้แต่น้อย
“อย่างนี้เองสินะ บางทีก็อาจเป็ไปได้เอาล่ะมาเข้าเื่ของเราดีกว่า ข้าจะให้เ้าพักผ่อนก่อนสักชั่วยาม จากนั้นข้าจะเริ่มหลอมรวมเส้นชีพจรให้เ้าใหม่”พูดจบท่านมหาเทพก็หายไปทันที ทิ้งให้ลี่หงยืนอ้าปากค้างกับการกระทำของท่านมหาเทพ
เมื่อท่านมหาเทพหายจากไปแล้ว ลี่หงก็มองไปยังพื้นที่โดยรอบอีกครั้งพลางถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจเพราะท่านมหาเทพไม่ได้บอกกล่าวอะไรถึงสถานที่แห่งนี้เลย
แต่แม้จะไม่บอกอะไร เ้าตัวก็ตัดสินใจสำรวจดูด้วยตัวเองคิดได้ดังนั้นลี่หงเริ่มจากน้ำตกขนาดใหญ่เป็ที่แรก
เมื่อมาถึงก็ไม่รอช้าลี่หงจึงถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก จากนั้นก็ะโลงแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านล่างน้ำตกทันที
วู๊ว!!! เสียงร้องของลี่หงดังขึ้น พร้อมกับร่างน้อยๆ ะโลอยอยู่บนฟากฟ้าก่อนจะตกกระทบผืนน้ำ
ตู้ม!! ซ่า!!เสียงร่างน้อยๆ ตกกระทบผืนน้ำดังก้อง พร้อมกับสายน้ำที่สาดกระเซ็นไปทุกทิศทาง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า สุดยอดไปเลยไม่ได้เล่นน้ำแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ อยู่จวนก็ทำอะไรมากไม่ได้ โดนเสี่ยวหงขัดใจไปซะทุกอย่าง”ลี่หงพูดขึ้นด้วยความสนุกสนาน
แม้ร่างนี้จะเป็ดรุณีน้อยผู้งดงามเรียบร้อยอ่อนหวาน ชอบเรียนรู้ แต่ิญญาภายในกลับเป็เด็กชายผู้งดงาม แสบซน รักอิสระและร่าเริงดังนั้นเมื่อทั้งสองได้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกัน ความแก่นแก้วของทั้งสองจึงหลอมรวมกลายเป็หนึ่ง
แม้ทั้งสองจะผ่านเื่ราวมามากมายแต่เมื่อทั้งสองกลับกลายเป็หนึ่งนิสัยและความคิดของทั้งสองจึงหลอมรวมเข้าด้วยกัน จากดรุณีน้อยผู้งดงามเรียบร้อย อ่อนหวานก็เพิ่มความแสบซน ร่าเริงและรักอิสระเข้าไป
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทั้งสองเหมือนกันคือความรักที่มีให้แก่คนในครอบครัว ที่แม้แต่ความตายก็ไม่สามารถพรากความรักที่ทั้งสองมีต่อครอบครัวได้
ทางด้านจวนตระกูลหลิว หลังจากที่ตกตะลึงกับเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อได้สติกลับคืนมาหลิวหลี่เฉินก็หันไปกำชับภรรยาและบุตรชายของตนให้เก็บเื่ราวที่เกิดขึ้นเป็ความลับโดยเฉพาะเื่ที่บุตรสาวของตนเป็ศิษย์ของเซียนอักขระ
เมื่อกลับมาถึงเรือน หลิวหลี่เฉินที่ยังคงตื่นเต้นดีใจจนนอนไม่หลับจึงมุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือเพื่อค้นหาบันทึกเกี่ยวกับตัวตนระดับเซียน ผู้ใช้อักขระและผู้ใช้มิติธาตุมาอ่าน
เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ตนได้พบเห็นเป็จริงอย่างที่ตำราบันทึกไว้หรือไม่เมื่ออ่านได้ไม่นานหลิวหลี่เฉินก็รู้สึกถึงแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
“หืม! ลมอะไรหอบเอาท่านหัวหน้าองครักษ์หลวงมาเยี่ยมเยือนข้าถึงจวนในเวลานี้ได้” หลิวหลี่เฉินพูดโดยไม่หันไปมอง แม้ตนจะไม่สามารถใช้ลมปราณได้แต่ด้วยประสบการณ์ของแม่ทัพใหญ่ที่เจนศึกมานานกว่ายี่สิบปีมีหรือแค่นี้จะไม่รู้ว่ามีคนแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามาในห้องหนังสือของตน ที่สำคัญแขกที่เข้ามาก็ไม่ได้คิดจะปกปิดตัวตนแต่อย่างใด
“ข้าจะมาเยี่ยมเยือนสหายไม่ได้รึไงท่านแม่ทัพใหญ่หลิวหลี่เฉิน” ชายที่หลิวหลี่เฉินเรียกว่าหัวหน้าองครักษ์หลวงไม่พูดเปล่าทั้งยังถือวิสาสะเดินเข้ามานั่งเก้าอี้โดยเ้าของจวนไม่ได้เชื้อเชิญ
“ฮึ่ม! ตอนนี้ข้าหาใช่แม่ทัพใหญ่ไม่ท่านหัวหน้าองครักษ์หลวงไป๋อี้เหอ” หลิวหลี่เฉินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ตนไม่เข้าใจว่าเหตุใดสหายผู้นี้ถึงไม่ยอมเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกขานตนสักทีทั้งที่ตนก็ไม่ได้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่มานานกว่าห้าปีแล้ว
“หึ! เรียกข้าซะเต็มยศเลยนะฮ่า ฮ่า ฮ่า” ไป๋อี้เหอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงล้อเลียน แม้ว่าสหายของตนจะลาออกจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แล้วแต่ตนก็ยังนับถือในความเก่งกาจของสหายไม่เสื่อมคลาย
“เ้าอย่ามาเล่นลิ้นดึกดื่นป่านนี้แล้วไม่หลับไม่นอนพึ่งกลับจากหอกระจ่างฟ้ารึไง”เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวหลี่เฉิน ไป๋อี้เหอถึงกับสะอึกพลางพ่นลมหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด
“ฮึ่ม! นี่เ้าอยากให้จวนข้าแตกรึไงที่ข้ามาก็เพราะคิดถึงเ้าหรอกน่า อีกอย่างฝ่าามีเื่ไหว้วานให้ข้ามาสอบถามเ้าเท่านั้น”ได้ยินหลิวหลี่เฉินก็ขมวดคิ้วมุ่น
“เื่อะไรกัน สำคัญถึงกับให้เ้ามาสอบถามข้าด้วยตัวเองเลยงั้นรึ”หลิวหลี่เฉินพูดขึ้นด้วยความแปลกใจ เพราะตนรู้ดีว่าฝ่าาหรือสหายสูงศักดิ์ของตนเป็คนเอาแต่ใจมากแค่ไหน
เมื่อคิดจะทำอะไรก็ต้องทำ เมื่ออยากได้อะไรก็ย่อมได้ทั้งเื่ที่อยากได้บุตรสาวตนเป็สะใภ้ก็ทำการหมั้นหมายระหว่างบุตรสาวของตนกับองค์ชายรองโดยไม่บอกกล่าวหรือสอบถามตนแม้แต่คำเดียว ด้วยเื่นี้ทำให้ตนและอีกหลายคนหัวเสียไม่น้อย
“ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร แค่เื่หมั้นหมายของบุตรสาวเ้ากับองค์ชายรองน่ะ”
ปั่ง! ทันทีที่ได้ยินคำพูดของสหายหลิวหลี่เฉินก็ตบโต๊ะเสียงดังลั่นด้วยความเดือดดาล
“เ้าจะบอกว่าเื่ของบุตรสาวข้าไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรงั้นรึ! แล้วอย่าได้พูดถึงเ้าเด็กบัดซบนั่นให้ข้าได้ยินอีก”หลิวหลี่เฉินพูดขึ้นด้วยโทสะ จนสหายสนิทอย่างไป๋อี้เหอต้องส่ายหัวกับนิสัยของสหายตน
หากเปลี่ยนเป็ตน ตนก็คงมีอาการไม่ต่างจากสหายเท่าไหร่ยังดีที่ตนมีเพียงบุตรชายคนเดียวเท่านั้น ทำให้ตนรอดพ้นจากสหายผู้สูงศักดิ์จอมเอาแต่ใจได้
“เ้าก็อย่าไปแค้นเคืองมากนักเลย องค์ชายรองยังเด็กนักเื่ความรักมันไม่เข้าใครออกใครอีกอย่างที่ข้ามาก็เพราะเื่นี้แหละ ฝ่าารู้สึกผิดที่บังคับให้บุตรสาวเ้าหมั้นหมายกับองค์ชายรองโดยไม่มาสอบถามเ้าก่อนทั้งองค์ชายรองเองยังเป็ฝ่ายมาขอหมั้นหมายและมาขอยกเลิกงานหมั้นด้วยตัวเองฝ่าาเลยให้ข้ามาสอบถามเ้าว่าจะเอายังไง....” ไม่ทันที่ไป๋อี้เหอจะพูดจบหลิวหลี่เฉินก็พูดแทรกขึ้นมาทันที
“ยังจะถามอีก ยกเลิก! ให้ฝ่าาออกราชโองการยกเลิกการหมั้นหมายได้เลยข้าไม่ขอรับค่าชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น ที่สำคัญออกมันซะคืนนี้เลยยิ่งดี” หลิวหลี่เฉินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งจนไป๋อี้เหอไม่สามารถรับรู้ถึงอารมณ์ของสหายตนในตอนนี้ได้
“เอ่อ! เ้าไม่ถามความเห็นจากลูกสาวเ้าก่อนรึ หากราชโองการประกาศออกมาเป็บุตรสาวเ้านะที่จะเสียหายอีกอย่างบุตรสาวเ้าชอบพออยู่กับองค์ชายรองอยู่ไม่ใช่รึ” ได้ยินดังนั้นหลิวหลี่เฉินก็แค่นเสียงออกมา
“หึ! รักงั้นรึข้าอยากหัวเราะจนฟันหัก หากไม่ใช่เพราะราชโองการนั่นมีหรือบุตรสาวข้าจะชายตามององค์ชายรองให้เ้านั่นรีบยกเลิกราชโองการบ้าๆ นั่นซะ เร็วๆ ด้วยล่ะ ได้พรุ่งนี้เช้าเลยยิ่งดี”แม้จะงุนงงกับคำพูดและท่าทีของสหาย แต่ไป๋อี้เหอก็ไม่คิดมากอะไร พลางสอบถามถึงอาการของหลานสาวของตน
“แล้วอาการของบุตรสาวเ้าเป็อย่างไรบ้าง”เมื่อได้ยินดังนั้นหลิวลี่เฉินก็ถอนหายใจออกมา
“เฮ้อ! ฟื้นแล้วล่ะแต่อาการก็กลับมาทรุดอีกครั้ง ตอนนี้ฮวาเอ๋อร์กำลังดูแลอยู่” เมื่อได้ยินดังนั้นไป๋อี้เหอก็โล่งใจ
ด้วยความที่ตนไม่มีบุตรสาว ทำให้ตนและภรรยาเอ็นดูลี่หงกับสองแฝดเหมือนบุตรสาวคนหนึ่งตอนเกิดเหตุตนและภรรยาก็มาร่วมงานด้วย จึงได้เห็นหลานสาวเป็ลมล้มพับไปกับตา
จากนั้นหลิวหลี่เฉินและไป๋อี้เหอก็พูดคุยกันอีกสองสามเื่ก่อนที่ไป๋อี้เหอจะขอตัวกลับเพราะเกรงว่าหากอยู่นานกว่านี้อีกนิด คืนนี้ตนคงต้องนอนนอกห้องแล้ว