Age of war

    ตอนที่ 34 ดีอ้อน และ เปอร์ไซด์กับแครอท

    ณ เวลาใกล้พลบค่ำของวันที่ 32 ของเกมส์แห่งสงคราม

    ***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

    “เปิดประตู พวกยักษ์มันไปหมดแล้ว”

    หลังจากที่พวกยักษ์ถอยทัพไปหมดแล้ว กองทัพของพวกเราก็สามารถเคลื่อนพลขึ้นมาถึง ณ ชั้นบนสุดของหอคอยบาเบลได้สำเร็จ

    แน่นอนว่ามีพวกบ้าที่เห็นเราเป็นศัตรู ก็เลยส่งพวกมันกลับบ้านเกิดไปหมดแล้ว แต่ก็มีบางส่วนที่เห็นพวกเราเป็นเหมือนพระผู้ช่วย เลยยอมทิ้งอาวุธไม่ขัดขวางอยู่บ้างเหมือนกัน

    และตลอดเส้นทางที่เดินผ่านมานี้ ยิ่งมีเส้นทางสูงมากขึ้นเท่าไหร หนทางก็จะคับแคบลงมากขึ้นเท่านั้น

    เส้นทางที่เดินเป็นวงกลมหมุนเกลียวแทงยอดขึ้นสู้ท้องฟ้านั้น น่าจะมีความสูงเทียบเท่าอาคารสี่สิบชั้นได้

    ช่างน่าสงสัยว่าพวกเขาสร้างของแบบนี้ได้อย่างไรในระยะเวลาสั้น ๆ แค่นี้

    พลังศรัทธาช่างน่ากลัวยิ่งนัก

    บนพื้นพรมสีแดงที่ทอดตัวยาวได้มาสิ้นสุดลงที่ประตูเหล็กหนาเคลือบทองคำสูงสามเมตร

    เส้นทางที่แคบลงจนเหลือความกว้างเพียงสามเมตรตรงหน้านี้ ได้แออัดไปด้วยกองทัพนาโต้ของพวกเรากับกองกำลังของพวกคลั่งเทพเจ้าที่ยอมรับในตัวพวกเรา

    “เราคือทอม ผู้นำแห่งกองทัพนาโต้ ตอนนี้ได้ขับไล่อริศัตรูไปแล้ว ทุกอย่างปลอดภัยแล้ว! ”

    ดูเหมือนว่าคุณทอมจะเปลี่ยนแผนการกลางคันหลังจากที่เห็นพวกเขาบางส่วนยอมวางอาวุธลง

    จากเดิมคือการลอบขโมย มาเป็นยึดป้อม แล้วตอนนี้ก็เป็นการสร้างบุญคุญกับเจ้าพวกคลั่งเหล่านี้แทน

    ฉันพอจะเข้าใจความคิดเขาอยู่นะ เพราะหากพิจารณาถึงอนาคตแล้ว การผูกมิตรให้อีกฝ่ายเป็นหนี้บุญคุณ ยังไงก็ดีกว่าการแยกเขี้ยวใส่กันนั่นละ

    “เปิด--”

    ในตอนนั้นเองที่ประตูตรงหน้าได้เปิดออก

    ไหน ขอดูหน่อยสิว่าผู้นำพวกคนคลั่งเหล่านี้จะพูดจารู้เรื่องมั้ยนะ?



    ***ผู้นำแห่งจิตใจ [ดีอ้อน]

    “เปิดต้อนรับผู้มีพระคุณเถิด เหล่าลูกศิษย์ของเรา”

    “ครับ! ”

    เราถอนหายใจอย่างอ่อนล้าภายในห้องบูชาขนาดเล็กบนชั้นยอดสุดของหอคอยบาเบล

    ภายในห้องหินสี่เหลี่ยมขนาดเล็กแห่งนี้ กำลังเต็มไปด้วยเหล่าผู้นำตามความเชื่อของทุกศาสนา

    พุทธ คริส อิสลาม รวมไปถึงพวกที่เชื่อในเทพเจ้า ผีสาง และซาตาน

    คงสงสัยใช่มั้ยว่าทำไมทุกความเชื่อถึงมารวมตัวกันได้อย่างเป็นมิตรแบบนี้นะ?

    มันเป็นเพราะได้เห็นสิ่งอัศจรรย์ด้วยตาตัวเองมาแล้วยังไงละ

    แสงจากเทพเจ้าไร้หน้า ไร้แขน และไร้ขาที่แสดงตัวตนในวันแรก มันทำให้ความเชื่อของพวกเราสั่นคลอน

    จิตใจมนุษย์มันเปราะบางยิ่งนัก ยิ่งได้เห็นปาฏิหาริย์ที่ขัดกับหลักความเชื่อของตัวเอง ก็จะยิ่งสับสนจนเป็นบ้าไป

    ยิ่งศรัทธามาก พอเจอความจริงตอกหน้า ก็ยิ่งเกิดความสับสนขัดแย้งขึ้นมา

    แล้วสุดท้ายความสับสนนั้นก็จะนำไปสู่การตีความคำสอนและความเชื่อที่บิดเบี้ยวไป

    เพื่อไม่ให้เจ้าพวกบ้านี้อาละวาด ดังนั้นเราจึงรวบรวมคนเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อคุมบังเหียนเอาไว้เสีย

    เราที่ไม่นับถือศาสนาใด แต่ได้ศึกษามาทุกความเชื่อนั้น จึงสามารถเข้าใจความคิดของแต่ละผู้ศรัทธาได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงไม่ทำให้ตัวเองเป็นบ้าไปก่อนด้วย

    เราใช้ความพยายามอย่างมากในการรวมจิตใจผู้คน บิดคำสอนเล็กน้อยแต่ไม่ให้แปลกจนเกินไป จนทำให้ทุกศาสนาเชื่อได้ว่าเทพเจ้าทั้งสาม คือผู้ส่งสารของศาสนาตนเอง

    ทำให้ทุกคนหลงเชื่อได้ว่าทุกสิ่งคือสิ่งเดียวกัน และสิ่งเดียวนั้นก็คือทุกสิ่ง

    มันยากมากเลยละที่จะกล่อมให้ทุกคนเชื่อได้ แต่สุดท้ายเราก็ทำมันได้

    บางทีอาจจะเป็นโชคดีที่สัดส่วนของผู้ที่เชื่อศรัทธาอย่างจริงจังมีเป็นส่วนน้อย เลยทำให้ความรู้สึกที่อยากรวมเป็นกลุ่มก้อนเพื่อความปลอดภัย มีชัยเหนือความศรัทธาของตนเองกระมั้ง?

    เพราะไม่ว่ายังไงมนุษย์ก็เป็นสัตว์สังคมอยู่ดี… แต่เราทำได้ดีสุดแค่นี้เท่านั้น

    ถึงจะรวมตัว สร้างวัตถุประสงค์ร่วมกัน รวมไปถึงสร้างสัญลักษณ์ยึดเหนี่ยวจิตใจให้เจ้าพวกนี้ได้ แต่กระนั้นก็ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมได้หมดทุกคน

    พวกเขาไม่อาจทำใจยอมรับคนนอกที่ไร้ซึ่งความศรัทธาได้ อีกทั้งยังเห็นเป็นศัตรูอีกต่างหาก

    ลงมือโดยพละการ ตั้งตัวเป็นศัตรูกับมนุษย์กันเอง แล้วยังคอยหาเรื่องทำสงครามกับเผ่าอื่นทุกวัน

    เราละแทบอยากจะให้เจ้าพวกนี้หยุดพฤติกรรมแบบนี้ได้เสียที

    ช่วยมีเหตุผลหน่อยเถอะขอร้อง ไม่คิดกันบ้างหรือว่าเราพยายามรวบรวมพวกเจ้าทั้งหมดให้อยู่ในกฏระเบียบเพื่ออะไร?

    นี่ขนาดแยกตัวออกมาแล้ว ก็เอาแต่สร้างปัญหาไปทั่ว

    ไม่น่าไปเผลอเอาคำพูดของพวกเทพเจ้าทั้งสามในวันแรกมาเป็นคำสอนหลักสูงสุดเลยให้ตายสิ

    แต่ถ้าไม่ทำแบบนั้น การจะให้ทุกคนคล้อยเชื่อตามก็ยากอยู่ดี

    การควบคุมจิตใจคนหมู่มากมันยากแบบนี้นั่นละ

    ดั่งที่ว่า [ขี่หลังเสือแล้วยากที่จะลงมาได้] เช่นนั้น

    “แต่โชคดีที่มีแสงสว่างในวิกฤตินี้”

    ด้วยสงครามครั้งนี้ที่เกือบพ่ายแพ้แบบหมดรูป ทำให้ทุกคนต่างหน้าซีดเซียวแล้วยอมรับพวกคนนอกได้ในท้ายที่สุด

    ถึงปากจะบอกว่า “ตายในสงครามเพื่อคำสั่งสอนของเทพเจ้า” แต่ภายในใจลึก ๆ ของพวกผู้นำก็หวาดกลัวความตายและความเจ็บปวดเหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไป

    เพราะแบบนั้นพวกเขาจึงยอมเปิดประตูรับแขกที่มาช่วยอย่างเต็มใจเช่นนี้

    และเราจะใช้โอกาศนี้คุมเจ้าพวกนี้ให้อยู่ในกรอบอีกครั้ง

    “เชิญเข้ามา เรา ตัวแทนของกลุ่ม [เมืองแห่งเทพ] ขอน้อมรับและกล่าวขอบคุณความช่วยเหลือจากทุกท่านครับผม”



    ณ เวลายามดึกของวันแห่งสงครามที่ 32

    ***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]

    “ออกไซด์ของหนู~”

    “ปี้~! ”

    ในที่สุดเขจ้าหนูก็ได้รับการปลอยตัว

    ตามพวกเขาคู่ที่สัญญาเอาไว้ หากหนูช่วยพวกเขาในสงคราม พวกเขาก็จะยอมปล่อยตัวเจ้าหนูออกมาให้

    เป็นเพราะหนูไม่ดีเองที่บื้อจนถูกพวกเขาคู่จับตัวได้ สุดท้ายเลยทำให้ชีวิตของเจ้าหนูออกไซด์เป็นอันตราย

    ฉันนะตายได้ไม่เป็นไร แต่ชีวิตของเจ้าหนูน้อยมันไม่ใช่แบบนั้น

    *แกร๊ก*

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงลั่นกุญแจดังขึ้นจากทางด้านหลัง

    “? ”

    หนูลองหันกลับไปดูที่ขาของตัวเอง

    ภายในที่กักขังกลางแจ้งแห่งนี้ มีสายโซ่เหล็กสีดำกำลังล่ามอยู่ที่ระหว่างขาของหนู กับเจ้าหนูน้อยออกไซด์เอาไว้

    ที่ปลายโซ่ของทั้งสองนั้น ได้ผูกติดกับลูกโลหะยักษ์สีดำที่หนักอึ้งอยู่

    เดียวจิ? ทำไมต้องมาล่ามโซ่หนูด้วยละคะ?

    “ข้าปล่อยตามสัญญาแล้ว ไม่ได้โกหกใช่มั้ยละ? แต่ไม่ได้บอกว่าจะจับอีกรอบเสียหน่อย”

    “ยัยมามาเรียม พลัม!? นี่เจ้า--”

    “บานา แกอย่าซื่อตรงไปหน่อยเลย นี่มันสงครามนะ แกก็เป็นเสียแบบนี้เสมอ บื้อจริง ๆ นอกจากบื้อเรื่องผู้หญิงแล้ว ยังจะบื้อเรื่องแบบนี้อีกเรอะ? ”

    “นี่เจ้าไม่มีศักดิ์ศรีของชาวยักษาเลยเรอะ! ”

    “แล้วศักดิ์ศรีมันทำให้ชนะสงครามมั้ย? ถึงพวกเราจะยังไม่เคยทำสงครามกับพวกตัวมีปีก แต่สักวันก็ต้องทำสงครามกันอยู่ดี เก็บข้อมูลให้มากที่สุด เหมือนที่ทำกับเชลยศึกของเผ่ายักษาน้อยที่แครอทเคยจับมาได้ดีกว่านะ”

    “อึ๊ก!? ”

    ลุงบานากับผู้หญิงอีกคนได้พูดคุยกัน

    ผู้หญิงคนนั้นตัวเล็กกว่าลุงบานา เธอสูงราวสองร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร มีผิวสีเขียวเข้ม ดวงตาสีเทา และมีผมทวินเทลสีฟ้า

    ชุดเกราะเกล็ดสีน้ำตาลได้ทอประกายสะท้อนคบเพลิงภายใต้ท้องฟ้าค่ำคืนอันมืดมิด

    ถึงจะคุยด้วยภาษาของพวกเขาคู่ แต่หนูยังฟังรู้เรื่องอยู่นะ

    ว่าแต่อะไรกันค่ะเนี่ย สรุปคือจะกลับคำพูดอย่างงั้นหรือคะ? นี่หนูอุตส่าห์ยอมเชื่อพวกคุณนะคะ!

    “บานา คนโกหก! ”

    หนูกรีดร้องทั้งน้ำตา

    ส่วนลุงบานาที่โดนพูดใส่แบบนั้น เขาก็วิ่งหนีไปทั้งน้ำตาทันที

    ร้องไห้ทำไมกันละนั่น?

    หลังจากนั้นสักพัก ยัยเขาคู่ที่กลับคำพูดก็ส่งยิ้มอันชั่วร้ายให้กับหนู ก่อนที่จะเดินออกไป

    ช่วยไม่ได้แฮะ ยังไงก็เป็นศัตรูกันนี่นะ

    เศร้าไปก็ไม่ได้อะไร งั้นขอตัวนอนก่อนละค่า~

    “Zzzz”

    “ปี้!? ”



    ***นักรบยันเดเระ [แครอท]

    “เอาละ บานากับยัยดอกทองมาเรียม-พลัมได้เดินออกไปแล้ว”

    ท่ามกลางความมืดมิดที่ไม่มีแสงจากคบเพลิงส่องถึง ได้มีเสียงพึมพำอันชั่วร้ายของฉันดังขึ้นมา

    ภายในมือขวาของฉันมีดาบเล่มโตถือเอาไว้อยู่

    สาเหตุเดียวที่ฉันมาที่กักขังเฉลยแห่งนี้ มันก็เพราะยัยนกตัวนั้น

    บานาต้องเป็นของฉันคนเดียว ดังนั้น ผู้หญิงคนอื่นที่กล้าเข้าใกล้บานา พวกมันจะต้องพบกับจุดจบที่น่าเศร้าทั้งหมด!

    จะว่าไป ยัยดอกทอง มาเรียม-พลัม เองก็ไม่น่าไว้ใจเหมือนกัน

    สายตาที่ยัยนั่นจ้องมองบานา มันเป็นของเด็กสาวที่กำลังมีความรักชัด ๆ

    “ให้ตายสิ มีหนอนแมลงเยอะจริง ๆ ”

    ฉันพึมพำกับตัวเองพร้อมกับหลบเลี่ยงสายตาของยามเข้าไปในลานกลางแจ้ง

    ที่ขังเชลยมันไม่มีอะไรมากไปกว่าลานกว้างโล่งหรอก

    แถมด้วยทักษะสโตกเกอร์ขั้นเทพที่ฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก (เหยื่อคือบานา) เลยทำให้ยามจำนวนมากพวกนี้ไม่อาจมีจำนวนพอรับมือฉันได้

    ฉันใช้เวลาเพียงสามสิบวินาทีในการหลบเลี่ยงเข้ามาใจกลางค่ายเชลยศึกได้โดยที่ไม่มีใครรู้

    “เจอแล้ว! ”

    ยัยดอกทองที่บังอาจใช้ใบหน้าอันน่ารักหลอกลวงบานา กำลังหลับปุ๋ยอย่างไร้เดียงสาอยู่ตรงหน้า

    นอนแบบไม่ระวังตัวหน่อยเลยหรือยะ!

    “หึ หึ หึ แต่ก็ดี จะได้แอบพาตัวออกไปทรมานง่ายหน่อย”

    ฉันเดินเข้าไปใกล้

    ที่ข้างตัวของเธอนั้น มีตัวอ่อนของอสูรปีกที่กำลังนอนอยู่ข้าง ๆ ตัวหนึ่ง

    ไม่สิ มันตื่นอยู่นี่หว่า

    “จุ จุ เงียบ ๆ นะ”

    ฉันรีบเก็บดาบลงแล้วยกสองมือขึ้น

    มันจับจ้องมาทางฉันแบบไม่วางตา

    ชิ ระวังตัวแจเลยนะแก

    “ไม่เป็นไร ฉันมาดีนะ~”

    “ปี้? ”

    ดีละ มันเริ่มคลายความระแวงแล้ว

    ฉันลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้พร้อมกับซ่อนมีดเอาไว้ที่เอวด้านหลัง

    และในตอนนั้นเองที่ฉันพบว่า---

    “ขนของยัยนี่มันนุ่มฟูน่าดูเลยนี่น่า”

    ---พบว่าขนของยัยดอกทองมันนุ่มมือมากเลยเจ้าค่ะ!

    ดูขนสีแดงสลับขาวที่ฟู ๆ ตรงนั้นสิ

    แถมผมสั้นที่มีเรด้าสีแดงยื่นยาวออกมานั่นอีก

    แล้วก็ใบหน้าเล็ก ๆ ที่ไร้เดียงสาน่ารักขนาดนี้

    พอรู้ตัวอีกที แทนที่ฉันจะเริ่มลงมือทรมานยัยนี่ ก็กลายเป็นว่าโยนมีดทิ้งไป แล้วเริ่มลงมือลูบหัวยัยนี่แทน

    นุ่มสุด ๆ! ไอความนุ่มนิ่มนี้คืออะไรกัน!?

    ทนไม่ไหวแล้ว!

    คราวนี้ฉันจับยัยนี่มากอดเลย

    อู้ว~ ทั้งอุ่น ทั้งนุ่มมือ ขนาดตัวก็เล็กน่ารักกำลังดีด้วย

    นุ่มนิ่ม นุ่มนิ่ม นุ่มนิ่ม

    ขอเอากลับบ้านได้มั้ยเนี่ย?

    “เอ๊? ใครงะ? ”

    เพราะกอดรุนแรงไป ยัยนี่เลยตื่นขึ้นมา

    แย่ละ เผลอตัวไปหน่อย

    สติ แครอท ตั้งสติหน่อย ยัยนี่คือศัตรูหัวใจที่จะมาแย่งบานาไปจากเธอนะ!

    ฉันรีบปล่อยเธอแล้วไปคว้ามีดขึ้นมา

    “ว้าย?! จะ… จะทำอะไรหนู ... อ๊ะ หรือว่าเปลี่ยนใจจะปล่อยหนูไปแล้วหรือคะ? ขอบคุณค่ะ! ”

    มองยังไงถึงได้เห็นคนถือมีดเข้าหาแล้วคิดเป็นแบบนั้นไปได้ยะ!?

    “ขอบคุณค่ะ! เพื่อเป็นการขอบคุณ หนูจะให้ลูบหัว ลูบขนได้ตามใจชอบเลยค่ะ”

    ว่าแล้วยัยนกนี่ก็เดินตรงหรีเข้าหาฉันอย่างไม่เกรงกลัวมีดในมือ

    แล้วก็ล้มหัวคว่ำเพราะถูกล่ามโซ่เอาไว้อยู่

    “...บ้าหรือเปล่านั่น? ”

    ส่วนอสูรปีกของเธอก็จ้องมาทางนี้พร้อมกับอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง ก่อนที่จะถอนหายใจยาวออกมา

    แกเองก็คงจะเหนื่อยน่าดูเลยสินะ?

    ความคิดที่อยากจะเชือดทรมานยัยนี่เริ่มปลิวหายไปเรื่อย ๆ

    “ลูบจิ ลูบจิ แล้วช่วยหนูทีน้า~”

    ยัยนี่ลุกขึ้นมาพร้อมกับทำเสียงออดอ้อนฉัน

    มันยื่นหัวกับปีกให้ฉันราวกับจะเสนอร่างกายให้

    น่ารักงะ เค้าอยากจะเอากลับบ้าน~

    ไม่ได้นะแครอท! อย่าถูกความน่ารักนั้น---

    “ไม่ได้หยอ~” (ทำสายตาวิงวอนอย่างซื่อบริสุทธิ์)

    “!!? ” (แครอทถูกสายตาอันน่ารักปักทะลุหัวใจ)

    ฉันเดินตรงเข้าไปหาเธอพร้อมกับเก็บมีดลง แล้วคว้าดาบยาวออกมาแทน

    ง้างสองมือที่จับด้ามดาบขึ้นฟ้าอย่างมั่นคงแข็งแรง แล้วใส่แรงฟาดฟันไปที่โซ่ซึ่งพันธนาการขาของยัยนกนี่เอาไว้

    *เคร๊ง*

    โซ่ที่ล่ามเธออยู่ได้หลุดออกมา

    รวมไปถึงโซ่ที่ล่ามเจ้าอสูรปีกตัวน้อยด้วย

    เจ้าอสูรปีกตัวน้อยเข้ามางับมือเบา ๆ เป็นการขอบคุณ ก่อนที่จะบินหนีขึ้นฟ้าไป

    ส่วนยัยนกนี่ก็---

    “ขอบคุณค่ะ! เพื่อเป็นการตอบแทน ลูบเลย ลูบหัวหนูได้เลยค่ะ! ”

    แทนที่จะบินหนี กลับมาเสนอตัวให้ลูบหัวจริง ๆ ตามที่พูดซะงั้น

    ตอนแรกก็แอบสงสัยว่าจะพูดออดอ้อนเพื่อหลอกฉันหรือเปล่า แต่ยัยนี่มันซื่อจนบื้อจริง ๆ ไม่มีแอบแฝง

    จะหนีก็หนีไปได้แล้วยะ! ไม่งั้นเดียวฉันเปลี่ยนใจจับมาทรมานตามเดิมหรอกนะยะ!

    “อ๊ะ? เดียวฉันร้องเพลงเป็นการตอบแทนให้ฟังเพลงหนึ่งด้วยนะคะ เอาละ หนึ่ง สอง---”

    เออ… ยัยนี่จะไหวมั้ยเนี่ย?

    ฉันหมดแรงที่จะทรมานยัยนี่แล้วละ สมงสมองมันปลิวไปหมดแล้ว

    แล้วคืนนั้นก็กลายเป็นว่าฉันต้องมานั่งลูบหัวยัยนี่ พร้อมกับนั่งฟังเพลงอันไพเราะของเธอทั้งคืน ก่อนที่ยัยนกนี่จะบินจากไปในตอนเช้า

    จะว่าไป แบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันแฮะ



    วันที่ 33 ของเกมส์แห่งสงคราม

    ณ เวลารุ่งอรุณของวัน

    ***ผู้นำแห่งจิตใจ [ดีอ้อน]

    “พวกเราดีใจที่สามารถปรับความเข้าใจกันได้ครับ คุณทอม”

    “ทางเราเองก็เช่นกัน พวกเราหวังว่าปัญหาความขัดแย้งของพวกเราจะหมดไปจากเหตุการณ์นี้ มาร่วมมือฝ่าฟันอุปสรรคไปพร้อมกันเถอะครับ”

    “เราจะพยายามพูดให้เหล่าผู้ศรัทธาเข้าใจเอง”

    “ทางเราเองก็จะแจ้งไปให้ทุกคนเข้าใจความต้องการพวกท่านเช่นกัน”

    หลังจากแลกเปลี่ยนความต้องการระหว่างสองผู้นำ ในที่สุดเรื่องราวทุกอย่างก็จบลง

    ยังมีอีกหลายเรื่องที่คงได้รับเสียงค้านมาจากเหล่าผู้ศรัทธา โดยเฉพาะข้อเรียกร้องที่ให้ย้ายคริสตัลแห่งชีวิตมาที่เมืองนี้ของผู้ศรัทธา อันนั้นคงทำไม่ได้หรอก มันไร้เหตุผลเกินไป

    แต่ถ้าเราชี้ประเด็นอื่นเบี่ยงเบนความสนใจของพวกผู้ศรัทธา บางทีก็น่าจะคุมบังเหียนพวกนี้ไม่ให้ลงมือทำบ้า ๆ ได้อยู่… ก็หวังว่าจะคุมอยู่ละนะ

    ตอนนี้ความร่วมมือต้องมาก่อน

    สถานการณ์ฝ่ายมนุษย์กำลังแย่ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราคงได้แพ้กันทั้งหมด

    ความจริงมันมีสาเหตุที่ทำให้พวกผู้ศรัทธาลอบไปขโมยแร่เหล็กกับของอีกหลายอย่างมาจากเมืองหลวงอยู่

    ทั้งหมดก็เพื่อสร้างอาวุธที่เรียกว่า [รถถัง] [เครื่องบิน]

    เห็นว่าเป็นอาวุธของคนยุคทศวรรษที่สิบเก้าอะไรเนี่ยแหละ

    ที่พวกเรามาเลือกสร้างเมืองตรงทางสามแพร่งของแม่น้ำ ไม่ใช่เป็นเพราะต้องการใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการบุกศัตรูหรอกนะ

    เพราะที่แห่งนี้แทบไม่มีทรัพยากรอะไรเลย อย่างมากก็มีแค่หิน ไม้ กับแร่โลหะอันน้อยนิดเท่านั้น

    แต่พวกเราดันเจอของแบบนี้แทนเนี่ยสิ เลยทำให้เจ้าพวกผู้ศรัทธาร้อนรนอยากได้วัตถุดิบอื่น ๆ จนเผลอไปขโมยจากเมืองอื่นมา

    “ถ้าอย่างงั้นขอผมไปดูหน่อยได้มั้ยครับ เจ้า [บ่อน้ำมัน] ที่ว่านะครับ”

    ใช่แล้ว ข้างใต้หอคอยบาเบลนะ มันมีบ่อน้ำมันดิบขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ด้วยยังไงละ

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน

    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    นิยาย แฟนตาซี
    787K 1107
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    9.93M 1273
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god) 混沌剑神

    เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god) 混沌剑神

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.63M 2739