ณ เวลาใกล้พลบค่ำของวันที่ 32 ของเกมส์แห่งสงคราม
***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
“เปิดประตู พวกยักษ์มันไปหมดแล้ว”
หลังจากที่พวกยักษ์ถอยทัพไปหมดแล้ว กองทัพของพวกเราก็สามารถเคลื่อนพลขึ้นมาถึง ณ ชั้นบนสุดของหอคอยบาเบลได้สำเร็จ
แน่นอนว่ามีพวกบ้าที่เห็นเราเป็นศัตรู ก็เลยส่งพวกมันกลับบ้านเกิดไปหมดแล้ว แต่ก็มีบางส่วนที่เห็นพวกเราเป็นเหมือนพระผู้ช่วย เลยยอมทิ้งอาวุธไม่ขัดขวางอยู่บ้างเหมือนกัน
และตลอดเส้นทางที่เดินผ่านมานี้ ยิ่งมีเส้นทางสูงมากขึ้นเท่าไหร หนทางก็จะคับแคบลงมากขึ้นเท่านั้น
เส้นทางที่เดินเป็นวงกลมหมุนเกลียวแทงยอดขึ้นสู้ท้องฟ้านั้น น่าจะมีความสูงเทียบเท่าอาคารสี่สิบชั้นได้
ช่างน่าสงสัยว่าพวกเขาสร้างของแบบนี้ได้อย่างไรในระยะเวลาสั้น ๆ แค่นี้
พลังศรัทธาช่างน่ากลัวยิ่งนัก
บนพื้นพรมสีแดงที่ทอดตัวยาวได้มาสิ้นสุดลงที่ประตูเหล็กหนาเคลือบทองคำสูงสามเมตร
เส้นทางที่แคบลงจนเหลือความกว้างเพียงสามเมตรตรงหน้านี้ ได้แออัดไปด้วยกองทัพนาโต้ของพวกเรากับกองกำลังของพวกคลั่งเทพเจ้าที่ยอมรับในตัวพวกเรา
“เราคือทอม ผู้นำแห่งกองทัพนาโต้ ตอนนี้ได้ขับไล่อริศัตรูไปแล้ว ทุกอย่างปลอดภัยแล้ว! ”
ดูเหมือนว่าคุณทอมจะเปลี่ยนแผนการกลางคันหลังจากที่เห็นพวกเขาบางส่วนยอมวางอาวุธลง
จากเดิมคือการลอบขโมย มาเป็นยึดป้อม แล้วตอนนี้ก็เป็นการสร้างบุญคุญกับเจ้าพวกคลั่งเหล่านี้แทน
ฉันพอจะเข้าใจความคิดเขาอยู่นะ เพราะหากพิจารณาถึงอนาคตแล้ว การผูกมิตรให้อีกฝ่ายเป็นหนี้บุญคุณ ยังไงก็ดีกว่าการแยกเขี้ยวใส่กันนั่นละ
“เปิด--”
ในตอนนั้นเองที่ประตูตรงหน้าได้เปิดออก
ไหน ขอดูหน่อยสิว่าผู้นำพวกคนคลั่งเหล่านี้จะพูดจารู้เรื่องมั้ยนะ?
***ผู้นำแห่งจิตใจ [ดีอ้อน]
“เปิดต้อนรับผู้มีพระคุณเถิด เหล่าลูกศิษย์ของเรา”
“ครับ! ”
เราถอนหายใจอย่างอ่อนล้าภายในห้องบูชาขนาดเล็กบนชั้นยอดสุดของหอคอยบาเบล
ภายในห้องหินสี่เหลี่ยมขนาดเล็กแห่งนี้ กำลังเต็มไปด้วยเหล่าผู้นำตามความเชื่อของทุกศาสนา
พุทธ คริส อิสลาม รวมไปถึงพวกที่เชื่อในเทพเจ้า ผีสาง และซาตาน
คงสงสัยใช่มั้ยว่าทำไมทุกความเชื่อถึงมารวมตัวกันได้อย่างเป็นมิตรแบบนี้นะ?
มันเป็นเพราะได้เห็นสิ่งอัศจรรย์ด้วยตาตัวเองมาแล้วยังไงละ
แสงจากเทพเจ้าไร้หน้า ไร้แขน และไร้ขาที่แสดงตัวตนในวันแรก มันทำให้ความเชื่อของพวกเราสั่นคลอน
จิตใจมนุษย์มันเปราะบางยิ่งนัก ยิ่งได้เห็นปาฏิหาริย์ที่ขัดกับหลักความเชื่อของตัวเอง ก็จะยิ่งสับสนจนเป็นบ้าไป
ยิ่งศรัทธามาก พอเจอความจริงตอกหน้า ก็ยิ่งเกิดความสับสนขัดแย้งขึ้นมา
แล้วสุดท้ายความสับสนนั้นก็จะนำไปสู่การตีความคำสอนและความเชื่อที่บิดเบี้ยวไป
เพื่อไม่ให้เจ้าพวกบ้านี้อาละวาด ดังนั้นเราจึงรวบรวมคนเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อคุมบังเหียนเอาไว้เสีย
เราที่ไม่นับถือศาสนาใด แต่ได้ศึกษามาทุกความเชื่อนั้น จึงสามารถเข้าใจความคิดของแต่ละผู้ศรัทธาได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงไม่ทำให้ตัวเองเป็นบ้าไปก่อนด้วย
เราใช้ความพยายามอย่างมากในการรวมจิตใจผู้คน บิดคำสอนเล็กน้อยแต่ไม่ให้แปลกจนเกินไป จนทำให้ทุกศาสนาเชื่อได้ว่าเทพเจ้าทั้งสาม คือผู้ส่งสารของศาสนาตนเอง
ทำให้ทุกคนหลงเชื่อได้ว่าทุกสิ่งคือสิ่งเดียวกัน และสิ่งเดียวนั้นก็คือทุกสิ่ง
มันยากมากเลยละที่จะกล่อมให้ทุกคนเชื่อได้ แต่สุดท้ายเราก็ทำมันได้
บางทีอาจจะเป็นโชคดีที่สัดส่วนของผู้ที่เชื่อศรัทธาอย่างจริงจังมีเป็นส่วนน้อย เลยทำให้ความรู้สึกที่อยากรวมเป็นกลุ่มก้อนเพื่อความปลอดภัย มีชัยเหนือความศรัทธาของตนเองกระมั้ง?
เพราะไม่ว่ายังไงมนุษย์ก็เป็นสัตว์สังคมอยู่ดี… แต่เราทำได้ดีสุดแค่นี้เท่านั้น
ถึงจะรวมตัว สร้างวัตถุประสงค์ร่วมกัน รวมไปถึงสร้างสัญลักษณ์ยึดเหนี่ยวจิตใจให้เจ้าพวกนี้ได้ แต่กระนั้นก็ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมได้หมดทุกคน
พวกเขาไม่อาจทำใจยอมรับคนนอกที่ไร้ซึ่งความศรัทธาได้ อีกทั้งยังเห็นเป็นศัตรูอีกต่างหาก
ลงมือโดยพละการ ตั้งตัวเป็นศัตรูกับมนุษย์กันเอง แล้วยังคอยหาเรื่องทำสงครามกับเผ่าอื่นทุกวัน
เราละแทบอยากจะให้เจ้าพวกนี้หยุดพฤติกรรมแบบนี้ได้เสียที
ช่วยมีเหตุผลหน่อยเถอะขอร้อง ไม่คิดกันบ้างหรือว่าเราพยายามรวบรวมพวกเจ้าทั้งหมดให้อยู่ในกฏระเบียบเพื่ออะไร?
นี่ขนาดแยกตัวออกมาแล้ว ก็เอาแต่สร้างปัญหาไปทั่ว
ไม่น่าไปเผลอเอาคำพูดของพวกเทพเจ้าทั้งสามในวันแรกมาเป็นคำสอนหลักสูงสุดเลยให้ตายสิ
แต่ถ้าไม่ทำแบบนั้น การจะให้ทุกคนคล้อยเชื่อตามก็ยากอยู่ดี
การควบคุมจิตใจคนหมู่มากมันยากแบบนี้นั่นละ
ดั่งที่ว่า [ขี่หลังเสือแล้วยากที่จะลงมาได้] เช่นนั้น
“แต่โชคดีที่มีแสงสว่างในวิกฤตินี้”
ด้วยสงครามครั้งนี้ที่เกือบพ่ายแพ้แบบหมดรูป ทำให้ทุกคนต่างหน้าซีดเซียวแล้วยอมรับพวกคนนอกได้ในท้ายที่สุด
ถึงปากจะบอกว่า “ตายในสงครามเพื่อคำสั่งสอนของเทพเจ้า” แต่ภายในใจลึก ๆ ของพวกผู้นำก็หวาดกลัวความตายและความเจ็บปวดเหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไป
เพราะแบบนั้นพวกเขาจึงยอมเปิดประตูรับแขกที่มาช่วยอย่างเต็มใจเช่นนี้
และเราจะใช้โอกาศนี้คุมเจ้าพวกนี้ให้อยู่ในกรอบอีกครั้ง
“เชิญเข้ามา เรา ตัวแทนของกลุ่ม [เมืองแห่งเทพ] ขอน้อมรับและกล่าวขอบคุณความช่วยเหลือจากทุกท่านครับผม”
ณ เวลายามดึกของวันแห่งสงครามที่ 32
***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]
“ออกไซด์ของหนู~”
“ปี้~! ”
ในที่สุดเขจ้าหนูก็ได้รับการปลอยตัว
ตามพวกเขาคู่ที่สัญญาเอาไว้ หากหนูช่วยพวกเขาในสงคราม พวกเขาก็จะยอมปล่อยตัวเจ้าหนูออกมาให้
เป็นเพราะหนูไม่ดีเองที่บื้อจนถูกพวกเขาคู่จับตัวได้ สุดท้ายเลยทำให้ชีวิตของเจ้าหนูออกไซด์เป็นอันตราย
ฉันนะตายได้ไม่เป็นไร แต่ชีวิตของเจ้าหนูน้อยมันไม่ใช่แบบนั้น
*แกร๊ก*
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงลั่นกุญแจดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“? ”
หนูลองหันกลับไปดูที่ขาของตัวเอง
ภายในที่กักขังกลางแจ้งแห่งนี้ มีสายโซ่เหล็กสีดำกำลังล่ามอยู่ที่ระหว่างขาของหนู กับเจ้าหนูน้อยออกไซด์เอาไว้
ที่ปลายโซ่ของทั้งสองนั้น ได้ผูกติดกับลูกโลหะยักษ์สีดำที่หนักอึ้งอยู่
เดียวจิ? ทำไมต้องมาล่ามโซ่หนูด้วยละคะ?
“ข้าปล่อยตามสัญญาแล้ว ไม่ได้โกหกใช่มั้ยละ? แต่ไม่ได้บอกว่าจะจับอีกรอบเสียหน่อย”
“ยัยมามาเรียม พลัม!? นี่เจ้า--”
“บานา แกอย่าซื่อตรงไปหน่อยเลย นี่มันสงครามนะ แกก็เป็นเสียแบบนี้เสมอ บื้อจริง ๆ นอกจากบื้อเรื่องผู้หญิงแล้ว ยังจะบื้อเรื่องแบบนี้อีกเรอะ? ”
“นี่เจ้าไม่มีศักดิ์ศรีของชาวยักษาเลยเรอะ! ”
“แล้วศักดิ์ศรีมันทำให้ชนะสงครามมั้ย? ถึงพวกเราจะยังไม่เคยทำสงครามกับพวกตัวมีปีก แต่สักวันก็ต้องทำสงครามกันอยู่ดี เก็บข้อมูลให้มากที่สุด เหมือนที่ทำกับเชลยศึกของเผ่ายักษาน้อยที่แครอทเคยจับมาได้ดีกว่านะ”
“อึ๊ก!? ”
ลุงบานากับผู้หญิงอีกคนได้พูดคุยกัน
ผู้หญิงคนนั้นตัวเล็กกว่าลุงบานา เธอสูงราวสองร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร มีผิวสีเขียวเข้ม ดวงตาสีเทา และมีผมทวินเทลสีฟ้า
ชุดเกราะเกล็ดสีน้ำตาลได้ทอประกายสะท้อนคบเพลิงภายใต้ท้องฟ้าค่ำคืนอันมืดมิด
ถึงจะคุยด้วยภาษาของพวกเขาคู่ แต่หนูยังฟังรู้เรื่องอยู่นะ
ว่าแต่อะไรกันค่ะเนี่ย สรุปคือจะกลับคำพูดอย่างงั้นหรือคะ? นี่หนูอุตส่าห์ยอมเชื่อพวกคุณนะคะ!
“บานา คนโกหก! ”
หนูกรีดร้องทั้งน้ำตา
ส่วนลุงบานาที่โดนพูดใส่แบบนั้น เขาก็วิ่งหนีไปทั้งน้ำตาทันที
ร้องไห้ทำไมกันละนั่น?
หลังจากนั้นสักพัก ยัยเขาคู่ที่กลับคำพูดก็ส่งยิ้มอันชั่วร้ายให้กับหนู ก่อนที่จะเดินออกไป
ช่วยไม่ได้แฮะ ยังไงก็เป็นศัตรูกันนี่นะ
เศร้าไปก็ไม่ได้อะไร งั้นขอตัวนอนก่อนละค่า~
“Zzzz”
“ปี้!? ”
***นักรบยันเดเระ [แครอท]
“เอาละ บานากับยัยดอกทองมาเรียม-พลัมได้เดินออกไปแล้ว”
ท่ามกลางความมืดมิดที่ไม่มีแสงจากคบเพลิงส่องถึง ได้มีเสียงพึมพำอันชั่วร้ายของฉันดังขึ้นมา
ภายในมือขวาของฉันมีดาบเล่มโตถือเอาไว้อยู่
สาเหตุเดียวที่ฉันมาที่กักขังเฉลยแห่งนี้ มันก็เพราะยัยนกตัวนั้น
บานาต้องเป็นของฉันคนเดียว ดังนั้น ผู้หญิงคนอื่นที่กล้าเข้าใกล้บานา พวกมันจะต้องพบกับจุดจบที่น่าเศร้าทั้งหมด!
จะว่าไป ยัยดอกทอง มาเรียม-พลัม เองก็ไม่น่าไว้ใจเหมือนกัน
สายตาที่ยัยนั่นจ้องมองบานา มันเป็นของเด็กสาวที่กำลังมีความรักชัด ๆ
“ให้ตายสิ มีหนอนแมลงเยอะจริง ๆ ”
ฉันพึมพำกับตัวเองพร้อมกับหลบเลี่ยงสายตาของยามเข้าไปในลานกลางแจ้ง
ที่ขังเชลยมันไม่มีอะไรมากไปกว่าลานกว้างโล่งหรอก
แถมด้วยทักษะสโตกเกอร์ขั้นเทพที่ฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก (เหยื่อคือบานา) เลยทำให้ยามจำนวนมากพวกนี้ไม่อาจมีจำนวนพอรับมือฉันได้
ฉันใช้เวลาเพียงสามสิบวินาทีในการหลบเลี่ยงเข้ามาใจกลางค่ายเชลยศึกได้โดยที่ไม่มีใครรู้
“เจอแล้ว! ”
ยัยดอกทองที่บังอาจใช้ใบหน้าอันน่ารักหลอกลวงบานา กำลังหลับปุ๋ยอย่างไร้เดียงสาอยู่ตรงหน้า
นอนแบบไม่ระวังตัวหน่อยเลยหรือยะ!
“หึ หึ หึ แต่ก็ดี จะได้แอบพาตัวออกไปทรมานง่ายหน่อย”
ฉันเดินเข้าไปใกล้
ที่ข้างตัวของเธอนั้น มีตัวอ่อนของอสูรปีกที่กำลังนอนอยู่ข้าง ๆ ตัวหนึ่ง
ไม่สิ มันตื่นอยู่นี่หว่า
“จุ จุ เงียบ ๆ นะ”
ฉันรีบเก็บดาบลงแล้วยกสองมือขึ้น
มันจับจ้องมาทางฉันแบบไม่วางตา
ชิ ระวังตัวแจเลยนะแก
“ไม่เป็นไร ฉันมาดีนะ~”
“ปี้? ”
ดีละ มันเริ่มคลายความระแวงแล้ว
ฉันลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้พร้อมกับซ่อนมีดเอาไว้ที่เอวด้านหลัง
และในตอนนั้นเองที่ฉันพบว่า---
“ขนของยัยนี่มันนุ่มฟูน่าดูเลยนี่น่า”
---พบว่าขนของยัยดอกทองมันนุ่มมือมากเลยเจ้าค่ะ!
ดูขนสีแดงสลับขาวที่ฟู ๆ ตรงนั้นสิ
แถมผมสั้นที่มีเรด้าสีแดงยื่นยาวออกมานั่นอีก
แล้วก็ใบหน้าเล็ก ๆ ที่ไร้เดียงสาน่ารักขนาดนี้
พอรู้ตัวอีกที แทนที่ฉันจะเริ่มลงมือทรมานยัยนี่ ก็กลายเป็นว่าโยนมีดทิ้งไป แล้วเริ่มลงมือลูบหัวยัยนี่แทน
นุ่มสุด ๆ! ไอความนุ่มนิ่มนี้คืออะไรกัน!?
ทนไม่ไหวแล้ว!
คราวนี้ฉันจับยัยนี่มากอดเลย
อู้ว~ ทั้งอุ่น ทั้งนุ่มมือ ขนาดตัวก็เล็กน่ารักกำลังดีด้วย
นุ่มนิ่ม นุ่มนิ่ม นุ่มนิ่ม
ขอเอากลับบ้านได้มั้ยเนี่ย?
“เอ๊? ใครงะ? ”
เพราะกอดรุนแรงไป ยัยนี่เลยตื่นขึ้นมา
แย่ละ เผลอตัวไปหน่อย
สติ แครอท ตั้งสติหน่อย ยัยนี่คือศัตรูหัวใจที่จะมาแย่งบานาไปจากเธอนะ!
ฉันรีบปล่อยเธอแล้วไปคว้ามีดขึ้นมา
“ว้าย?! จะ… จะทำอะไรหนู ... อ๊ะ หรือว่าเปลี่ยนใจจะปล่อยหนูไปแล้วหรือคะ? ขอบคุณค่ะ! ”
มองยังไงถึงได้เห็นคนถือมีดเข้าหาแล้วคิดเป็นแบบนั้นไปได้ยะ!?
“ขอบคุณค่ะ! เพื่อเป็นการขอบคุณ หนูจะให้ลูบหัว ลูบขนได้ตามใจชอบเลยค่ะ”
ว่าแล้วยัยนกนี่ก็เดินตรงหรีเข้าหาฉันอย่างไม่เกรงกลัวมีดในมือ
แล้วก็ล้มหัวคว่ำเพราะถูกล่ามโซ่เอาไว้อยู่
“...บ้าหรือเปล่านั่น? ”
ส่วนอสูรปีกของเธอก็จ้องมาทางนี้พร้อมกับอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง ก่อนที่จะถอนหายใจยาวออกมา
แกเองก็คงจะเหนื่อยน่าดูเลยสินะ?
ความคิดที่อยากจะเชือดทรมานยัยนี่เริ่มปลิวหายไปเรื่อย ๆ
“ลูบจิ ลูบจิ แล้วช่วยหนูทีน้า~”
ยัยนี่ลุกขึ้นมาพร้อมกับทำเสียงออดอ้อนฉัน
มันยื่นหัวกับปีกให้ฉันราวกับจะเสนอร่างกายให้
น่ารักงะ เค้าอยากจะเอากลับบ้าน~
ไม่ได้นะแครอท! อย่าถูกความน่ารักนั้น---
“ไม่ได้หยอ~” (ทำสายตาวิงวอนอย่างซื่อบริสุทธิ์)
“!!? ” (แครอทถูกสายตาอันน่ารักปักทะลุหัวใจ)
ฉันเดินตรงเข้าไปหาเธอพร้อมกับเก็บมีดลง แล้วคว้าดาบยาวออกมาแทน
ง้างสองมือที่จับด้ามดาบขึ้นฟ้าอย่างมั่นคงแข็งแรง แล้วใส่แรงฟาดฟันไปที่โซ่ซึ่งพันธนาการขาของยัยนกนี่เอาไว้
*เคร๊ง*
โซ่ที่ล่ามเธออยู่ได้หลุดออกมา
รวมไปถึงโซ่ที่ล่ามเจ้าอสูรปีกตัวน้อยด้วย
เจ้าอสูรปีกตัวน้อยเข้ามางับมือเบา ๆ เป็นการขอบคุณ ก่อนที่จะบินหนีขึ้นฟ้าไป
ส่วนยัยนกนี่ก็---
“ขอบคุณค่ะ! เพื่อเป็นการตอบแทน ลูบเลย ลูบหัวหนูได้เลยค่ะ! ”
แทนที่จะบินหนี กลับมาเสนอตัวให้ลูบหัวจริง ๆ ตามที่พูดซะงั้น
ตอนแรกก็แอบสงสัยว่าจะพูดออดอ้อนเพื่อหลอกฉันหรือเปล่า แต่ยัยนี่มันซื่อจนบื้อจริง ๆ ไม่มีแอบแฝง
จะหนีก็หนีไปได้แล้วยะ! ไม่งั้นเดียวฉันเปลี่ยนใจจับมาทรมานตามเดิมหรอกนะยะ!
“อ๊ะ? เดียวฉันร้องเพลงเป็นการตอบแทนให้ฟังเพลงหนึ่งด้วยนะคะ เอาละ หนึ่ง สอง---”
เออ… ยัยนี่จะไหวมั้ยเนี่ย?
ฉันหมดแรงที่จะทรมานยัยนี่แล้วละ สมงสมองมันปลิวไปหมดแล้ว
แล้วคืนนั้นก็กลายเป็นว่าฉันต้องมานั่งลูบหัวยัยนี่ พร้อมกับนั่งฟังเพลงอันไพเราะของเธอทั้งคืน ก่อนที่ยัยนกนี่จะบินจากไปในตอนเช้า
จะว่าไป แบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันแฮะ
วันที่ 33 ของเกมส์แห่งสงคราม
ณ เวลารุ่งอรุณของวัน
***ผู้นำแห่งจิตใจ [ดีอ้อน]
“พวกเราดีใจที่สามารถปรับความเข้าใจกันได้ครับ คุณทอม”
“ทางเราเองก็เช่นกัน พวกเราหวังว่าปัญหาความขัดแย้งของพวกเราจะหมดไปจากเหตุการณ์นี้ มาร่วมมือฝ่าฟันอุปสรรคไปพร้อมกันเถอะครับ”
“เราจะพยายามพูดให้เหล่าผู้ศรัทธาเข้าใจเอง”
“ทางเราเองก็จะแจ้งไปให้ทุกคนเข้าใจความต้องการพวกท่านเช่นกัน”
หลังจากแลกเปลี่ยนความต้องการระหว่างสองผู้นำ ในที่สุดเรื่องราวทุกอย่างก็จบลง
ยังมีอีกหลายเรื่องที่คงได้รับเสียงค้านมาจากเหล่าผู้ศรัทธา โดยเฉพาะข้อเรียกร้องที่ให้ย้ายคริสตัลแห่งชีวิตมาที่เมืองนี้ของผู้ศรัทธา อันนั้นคงทำไม่ได้หรอก มันไร้เหตุผลเกินไป
แต่ถ้าเราชี้ประเด็นอื่นเบี่ยงเบนความสนใจของพวกผู้ศรัทธา บางทีก็น่าจะคุมบังเหียนพวกนี้ไม่ให้ลงมือทำบ้า ๆ ได้อยู่… ก็หวังว่าจะคุมอยู่ละนะ
ตอนนี้ความร่วมมือต้องมาก่อน
สถานการณ์ฝ่ายมนุษย์กำลังแย่ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราคงได้แพ้กันทั้งหมด
ความจริงมันมีสาเหตุที่ทำให้พวกผู้ศรัทธาลอบไปขโมยแร่เหล็กกับของอีกหลายอย่างมาจากเมืองหลวงอยู่
ทั้งหมดก็เพื่อสร้างอาวุธที่เรียกว่า [รถถัง] [เครื่องบิน]
เห็นว่าเป็นอาวุธของคนยุคทศวรรษที่สิบเก้าอะไรเนี่ยแหละ
ที่พวกเรามาเลือกสร้างเมืองตรงทางสามแพร่งของแม่น้ำ ไม่ใช่เป็นเพราะต้องการใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการบุกศัตรูหรอกนะ
เพราะที่แห่งนี้แทบไม่มีทรัพยากรอะไรเลย อย่างมากก็มีแค่หิน ไม้ กับแร่โลหะอันน้อยนิดเท่านั้น
แต่พวกเราดันเจอของแบบนี้แทนเนี่ยสิ เลยทำให้เจ้าพวกผู้ศรัทธาร้อนรนอยากได้วัตถุดิบอื่น ๆ จนเผลอไปขโมยจากเมืองอื่นมา
“ถ้าอย่างงั้นขอผมไปดูหน่อยได้มั้ยครับ เจ้า [บ่อน้ำมัน] ที่ว่านะครับ”
ใช่แล้ว ข้างใต้หอคอยบาเบลนะ มันมีบ่อน้ำมันดิบขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ด้วยยังไงละ