ตอนที่ 75 สตรีปริศนา
พอรุ่งเช้าเรือสำเภายักษ์ก็ได้แล่นออกจากท่าน้ำเมืองหนานทง แล้วมุ่งหน้าสู่ทะเลกว้างใหญ่เวิ้งว้างจนไม่ทราบว่าจุดสิ้นสุดของผืนน้ำนั้นอยู่ที่ใดกัน แม้มหาสมุทรนั้นจะดูลึกลับน่ากลัวยิ่งนัก โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่ผู้โดยสารทุกคนย่อมไม่ทราบว่ากำลังล่องลอยอยู่ส่วนใดของโลก แต่เด็กหนุ่มซึ่งอ่านสารานุกรมหย่งเล่อมาแล้วหลายเล่ม ย่อมรับทราบในศักยภาพของกองเรือต้าหมิงที่เคยผ่านดินแดนกว่า 30 ประเทศ จากเขตทะเลจีนใต้ไปจรดชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกาอันห่างไกลได้เป็นอย่างดี แล้วนับประสาอะไรกับการแล่นเรือสำเภาทะเลน้ำลึกในเขตอาณาจักรของตนเองเท่านี้เอง ? เมื่อไร้ความกังวลสงสัยใด ๆ หยางไคจึงใช้เวลาที่เหลือเวลาอีกนับสัปดาห์ของการเดินทางไกล ไปกับการบ่มเพาะตัวเองอย่างตั้งใจเป็นอันมาก ก็เนื่องด้วยตอนนี้ผลผลิตที่ออกมาจากสวนวิญญาณทุกวัน ย่อมเพียงพอต่อการใช้การได้เป็นอย่างดี มันจึงช่วยให้การฝึกฝนการควบคุมพลังลมปราณทั้งสายแข็งและสายอ่อนของเด็กหนุ่มนั้น มีความก้าวหน้าขึ้นตามลำดับโดยไม่หยุดนิ่งเช่นเดียวกันจนแม้แต่จางฉวนซึ่งเป็นผู้มอบกล่องพู่กันวิญญาณให้เอง ก็ไม่อาจคาดเดาผลลัพธ์ในระดับนี้ได้อย่างแน่นอน เพราะเนื่องจากคำพูดที่ได้เคยกำชับเอาว่า ‘หากมีเวลาจึงค่อยเปิดออก’ ย่อมหมายถึงหยางไคสมควรจะใช้เวลาร่วมเดือนเพื่อใช้พลังลมปราณเปิดกล่องออกให้ได้สำเร็จ ส่วนการฝึกซ้อมด้วยพู่กันวิญญาณให้ชำนาญได้นั้นย่อมใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี แต่อาจจะเป็นเพราะเด็กหนุ่มมีพืชพรรณอันบรรจุพลังวัตรมหาศาลนั่นเอง จึงทำเขาใช้เวลาแค่เพียงไม่กี่สัปดาห์กลับบรรลุถึงขั้นสามารถใช้ออกได้โดยอัศจรรย์ยิ่ง..…หยางไคได้ฝึกซ้อมการควบคุมพลังลมปราณ ตั้งแต่เวลาเช้าถึงเวลาเย็นอยู่เป็นประจำ จากนั้นก็หยิบกู่ฉินขึ้นไปดีดเล่นบนดาดฟ้าเรือเพื่อรับลมทะเลเย็น ๆ ให้สบาย และด้วยทักษะที่ได้จากการฝึกฝนนี่เอง จึงทำให้เขาสามารถดัดแปลงพลังวัตรมาใช้ในการบรรเลงเพลงได้อย่างไพเราะล้ำลึกขึ้นไปในทุกวัน ด้วยการผสมผสานลมปราณเข้าไปยังเส้นไหมในการดีดทุกครั้งด้วยความเคยชิน จึงส่งผลให้คลื่นเสียงที่สังเคราะห์ออกมานั้น มีทั้งจังหวะที่นิ่มนวลจนน่าลุ่มหลง แต่ในบางจังหวะกลับแข็งกล้าจนระทึกถึงดวงวิญญาณ ซึ่งล้วนแปรผันไปตามแต่อารมณ์ของศิลปินผู้บรรเลงเพลง ว่ามีจุดประสงค์ในการถ่ายทอดพลังความคิด หรืออารมณ์ใดออกมากันแน่ ? ติ่ง ติง ติ้ง ติง ติง♪ ♫ ♩ ♬♬。 ♫ ♫ ~ ♬ ♫ ~ ♬ ♪ ♩♬♪ ♫ ♩ ~ติ้ง ติง ติ่ง ติง ติ้ง.. ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังบรรเลงเพลงที่สุดแสนจะเข้าถึงอารมณ์แห่งความเงียบเหงาอยู่นั่นเอง กลับมีเสียงขลุ่ยคลอมาผสมเสียงกู่ฉินอย่างสอดรับเป็นอันมาก จนทำให้ความเหงาของเขา ก็ค่อย ๆ จางหายไปแล้ว♬♪ ♫ ♩ ~วี้ วี่ วี้ วูวู..♬ ~♬ ~♬ ♩♩♪ ♫ ♩ ♬..วู้ วู่ วู้ วู วู หยางไคลืมตาขึ้นก็พบว่าเสียงขลุ่ยนั้นก็เงียบสงบลงไปเช่นเดียวกัน จึงวางกู่ฉินลงแล้วพยายามมองไปจนทั่วทั้งดาดฟ้าเรือ แต่ก็พบเพียงความมืดมิดในยามค่ำคืนเท่านั้น ซึ่งอาจจะเพราะอีกฝ่ายมีวรยุทธ์ที่สูงส่งกว่าตนก็เป็นได้ จึงทำให้ไม่อาจพบเห็นร่องรอยของอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว พอวันถัด ๆ ไป ก็เกิดเหตุการณ์ซ้ำ ๆ อยู่เช่นนี้อยู่ทุกวันวนเวียน จนเด็กหนุ่มก็อดคิดมิได้ว่า เจ้าของเสียงขลุ่ยผู้นี้ คือใครกันแน่เหนอ ?และความสงสัยนั้นจึงค่อย ๆ พอกพูนทบทวีขึ้นไปในทุกวัน จนหยางไคให้ความสำคัญกับการแก้ไขปริศนานี้จนเกินความจำเป็นนัก ..เขาถึงกับพยายามแผ่พลังลมปราณไปพร้อมกับเสียงกู่ฉินที่ดีดออกไป จนสามารถส่งเสียงพร้อมพลังลมปราณออกไปได้ไกลขึ้น และขยายกว้างไกลยิ่งขึ้นไปในทุก ๆ วัน เช่นกัน จนในคืนหนึ่งหยางไคก็สัมผัสได้ว่าเจ้าของเสียงขลุยอยู่ตำแหน่งที่คาดไม่ถึงบนดาดฟ้าเรือนั่นเอง จึงรีบทะยานร่างตรงไปยังทางซ้ายมือซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทางลงจากดาดฟ้าเรือฝั่งกราบขวาเรือแต่อย่างใด..เฟี้ยววว …..ในความมืดมิดนั้นเอง เมื่อเป้าหมายปริศนาไม่ได้ยินเสียงกู่ฉินแล้ว จึงรีบลุกขึ้นยืนเพื่อจะเดินกลับลงไปที่ชั้นด้านล่างทางบันได แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่กำลังมุุ่งตรงเข้ามาที่ด้านขวามือ จึงรีบหันหน้ากลับหลังแล้วทะยานร่างไปยังบันไดโดยเร็วที่สุดแต่อีกฝ่ายนั้นรวดเร็วกว่าที่คิด หนำซ้ำยังใช้มือไม้ไขว่คว้าความมืดที่อยู่ตรงหน้าของตนอย่างรวดเร็วนัก จนเผอิญมือไม้ไปปัดโดนสิ่งสำคัญของเป้าหมาย จึงทำให้ปิ่นปักผมร่วงหล่นลงพื้นแล้วแตกหักลงไปเสียแล้ว …..ติ้งงง……. มวยผมดำสลวยที่เคยถูกเกล้าเข้าไว้อย่างเรียบร้อย ก็สยายลงมาที่บ่าในทันที พร้อมด้วยกลิ่นหอมจาง ๆ ของสตรีที่ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ. หยางไคเห็นเช่นนั้นก็ตกใจยิ่งนัก พลันได้สติแล้วคิดขึ้นว่า ‘บนดาดฟ้าเรือนั้นผู้ใดก็ย่อมเล่นดนตรีได้ แต่เหตุใดตัวเราจึงได้เสียมารยาทเช่นนี้เล่า ?’ แต่ด้วยความสงสัยและค้างคาใจมาตลอดหลายคืนนั่นเอง จึงทำให้เขากระทำผิดพลาดอย่างร้ายกาจนัก บัดนี้จึงได้แต่ต้องกล่าวคำขอโทษซ้ำไปซ็ำมาจนนับครั้งไม่ถ้วน และถึงแม้ดาดฟ้าจะมืดมิดอยู่เป็นอันมาก แต่ก็ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ต้องการปรากฏโฉมให้ใครเห็นเลยแม้แต่นิดเดียว หนำซ้ำยังไม่ยอมหันหน้ากลับมามองเลยสักครั้งหยางไคจึงก้มลงหยิบปิ่นหยกที่หักนั้นขึ้นมาถือไว้แล้วจึงคิดอะไรได้ ก็ล้วงเอาปิ่นปักผมที่ซื้อไว้ออกมา 1 ชิ้น จากนั้นส่งออกไปพร้อมกับกล่าวไปว่า“ปิ่นไม้เนื้อดีชิ้นนี้ย่อมไม่อาจทดแทนปิ่นหยกได้เลย แต่ข้าพเจ้าขอให้ท่านจงใช้เป็นการช่วงคราวไปก่อนเถิด” หญิงสาวจึงเอื้อมมือมารับปิ่นไม้เอาไว้ จากนั้นก็ทะยานร่างลงจากดาดฟ้าไปโดยไม่กล่าวว่าจากแม้แต่เพียงคำเดียว หยางไคนั้นรู้สึกผิดต่อนางนักจึงไม่คิดจะต่อแยอีก แต่เมื่อเห็นว่าปิ่นหยกที่หักนั้นยังอยู่ในมือของตนก็ตกใจจึงรีบวิ่งลงบันไดตามไปในทันทีแต่ไม่ทราบว่านางไปที่ใดแล้ว จึงได้แต่เก็บรักษาหยกชิ้นนี้เอาไว้ เพราะมันอาจจะมีความสำคัญต่อนาง และหากยังมีโอกาสได้พบเจอกันอีกสักครั้ง เขาย่อมสามามารถชดใช้และมอบกลับคืนไปก็เป็นได้ แต่ในคืนถัดไป หยางไคซึ่งได้มาเล่นกู่ฉินเช่นเดิม แต่ก็ไม่ปรากฏร่างหญิงสาวอีกเลยนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาจนผ่านไปอีก 2 วัน 2 คืน เรือสำเภาข้ามสมุทรก็เข้าเทียบท่าเรือเทียนจินได้โดยสวัสดิภาพ หยางไคจึงจำเป็นจะต้องลงจากเรือไปเพราะบัดนี้ได้ถึงที่หมายของตนแล้วพร้อมกับความรู้สึกผิดที่ยังติดค้างในใจเป็นอันมาก โดยหารู้ไม่ว่าหญิงสาวผู้นั้นก็ได้ลงจากเรือสำเภา ณ ท่าเรือแห่งนี้เช่นเดียวกัน จากนั้นนางก็ขึ้นรถม้าพร้อมด้วยผู้ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้ติดตามคอยอารักขา แล้วจึงมุ่งหน้าสู่นครเป่ยจิงอันเป็นที่ตั้งของสำนักกระยาจก ซึ่งถือเป็นสำนักใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินต้าหมิงในขณะนั้นเอง..