เล้นรักในสวนน้อย

    ตอนที่ 35: การมาถึงของพยัคฆ์ร้าย

    ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปกคลุมจวนสกุลหลิว หลังเหตุการณ์งานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยความลับดำมืดและแรงปรารถนาที่ซ่อนเร้น บรรยากาศในยามบ่ายคล้อยของวันถัดมาก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมจากภายนอกกำแพงจวน ขบวนคาราวานขนาดใหญ่เคลื่อนเข้ามาอย่างช้าๆ ท่ามกลางฝุ่นดินที่คละคลุ้ง ม้าศึกตัวใหญ่หลายสิบตัวลากเกวียนบรรทุกสัมภาระ ตามมาด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์ร่างกำยำในชุดเกราะหนังสีเข้ม แต่ละคนมีใบหน้ากร้านแดดและแววตาคมกริบราวกับเหยี่ยว ขบวนนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของสมรภูมิรบ กลิ่นคาวเลือดและเหงื่อไคลที่ผสมผสานกับกลิ่นอายของดินแดนชายแดนอันห่างไกล

     

    เสียงกีบม้าที่กระทบกับพื้นดินแข็งดังก้องไปทั่วบริเวณ สร้างจังหวะที่หนักแน่นและน่าเกรงขาม เหล่าบ่าวไพร่ในจวนต่างแอบมองออกมาจากหน้าต่างและประตู ใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นผสมปนเปกับความหวาดกลัว พวกเขาไม่เคยเห็นขบวนที่ดูน่าเกรงขามเช่นนี้มาก่อน แตกต่างจากแขกผู้มีเกียรติที่มักจะมาเยือนจวนแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง

     

    ใจกลางขบวน มีชายผู้หนึ่งขี่ม้าสีดำทะมึนตัวใหญ่ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยหนวดเคราที่ดกดำและรอยแผลเป็นที่พาดผ่านโหนกแก้มซ้าย ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวที่จ้องมองเหยื่อ แฝงไปด้วยความมั่นใจอันแกร่งกล้าและพลังที่ยากจะต้านทาน ร่างกายของเขาสูงใหญ่กำยำราวกับหมีป่า กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ที่เห็นได้ชัดเจนภายใต้เสื้อเกราะหนังที่เปิดเผยให้เห็นรอยสักรูปพยัคฆ์คำรามที่แผงอกกว้างและแขนทั้งสองข้าง รอยสักเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการตกแต่ง แต่เป็นเครื่องหมายของนักรบผู้ผ่านการรบมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ละเส้นแต่ละขีดเล่าเรื่องราวของการต่อสู้ การเอาชีวิตรอด และการฆ่าฟันที่โหดร้าย

     

    นี่คือ "อาหรง" น้องชายแท้ๆ ของบิดาของหลิวเหมย ผู้ที่ถูกส่งไปประจำการที่ชายแดนตั้งแต่ยังหนุ่ม และบัดนี้เขากลับมายังเมืองหลวงอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปนานกว่าสิบปี อาหรงไม่ใช่บัณฑิตผู้สุภาพอ่อนโยนที่มักจะท่องบทกวีและจิบชาในเรือนพัก เขาคือพยัคฆ์ร้ายที่ถูกหล่อหลอมจากสมรภูมิรบ ความตาย และการเอาชีวิตรอดในดินแดนที่ไร้ซึ่งความปรานี ทุกย่างก้าวของเขามีพลังแฝงเร้น ทุกสายตาที่เขามองออกไปเต็มไปด้วยความมั่นใจและการประเมินสถานการณ์ ราวกับนักล่าที่กำลังสำรวจดินแดนใหม่และมองหาเหยื่อที่เหมาะสม

     

    การเดินทางจากชายแดนมายังเมืองหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับอาหรงแล้วมันเป็นเพียงการเดินทางธรรมดา เขาผ่านป่าเขาที่เต็มไปด้วยอันตราย ข้ามแม่น้ำที่เชี่ยวกราก และเผชิญหน้ากับโจรผู้ร้ายนับไม่ถ้วน แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเขา มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตที่เขาคุ้นเคยดี ชีวิตที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ทำให้เขามีเสน่ห์แบบดิบเถื่อนที่ผู้ชายในเมืองไม่มี

     

    เมื่อขบวนคาราวานหยุดลงหน้าจวน อาหรงกระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่วและสง่างาม แม้ร่างกายจะใหญ่โตแต่การเคลื่อนไหวของเขากลับปราดเปรียวราวกับสัตว์ป่า เขาปัดฝุ่นออกจากเสื้อเกราะเบาๆ ด้วยท่าทางที่มั่นใจและไม่ใส่ใจกับสายตาของคนรอบข้าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังประตูจวนที่เปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเหล่าบ่าวไพร่ที่ยืนเรียงรายต้อนรับด้วยความเกรงขาม ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือดด้วยความกลัว แต่ก็พยายามแสดงความเคารพตามมารยาท

     

    แต่สายตาของอาหรงไม่ได้หยุดอยู่แค่บ่าวไพร่ เขากวาดมองเข้าไปในจวนอย่างสำรวจ ตรึงสายตาไปที่กลุ่มสตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังสุด พวกนางคือหลิวเหมย หวังฟาง ซูหลิน และหมิงฮวา คุณหนูทั้งสี่ที่ยืนรวมกลุ่มกันด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดเล็กน้อยจากความตื่นเต้นและหวาดหวั่น พวกนางแต่งกายด้วยผ้าไหมสีสวยงาม ผมยาวเกล้าอย่างประณีต และเครื่องประดับที่ส่องแสงระยิบระยับ แต่ความงามภายนอกเหล่านี้กลับทำให้พวกนางดูเปราะบางและน่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นในสายตาของผู้ชายที่เต็มไปด้วยความดุร้าย

     

    อาหรงยิ้มมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเสน่ห์แบบดิบเถื่อน แตกต่างจากรอยยิ้มสุภาพของบุรุษในเมืองหลวง แววตาของเขาฉายแววที่เต็มไปด้วยความปรารถนา ราวกับพยัคฆ์ที่เพิ่งพบเหยื่ออันโอชะหลังจากอดอยากมานาน เขาไม่ใช่แค่กลับมาเยี่ยมญาติ แต่เขากลับมาพร้อมกับความปรารถนาที่ซ่อนเร้นและแผนการที่ไม่มีใครล่วงรู้ ปีเดียวที่ผ่านมาในชายแดนทำให้เขาขาดแคลนสิ่งที่ผู้ชายทุกคนต้องการ และตอนนี้เขาได้กลับมาสู่สถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้หญิงสวยงามและอ่อนโยน

     

    หลิวเหมย หวังฟาง ซูหลิน และหมิงฮวา ยืนเรียงกันอยู่ด้านหลังบิดาของหลิวเหมย ซึ่งกำลังเดินออกไปต้อนรับน้องชายที่หายหน้าไปนาน ใบหน้าของพวกนางซีดเผือดเล็กน้อยด้วยความประหม่าและตื่นเต้น การมาถึงของอาหรงสร้างความรู้สึกที่แปลกประหลาดให้กับพวกนาง ไม่เหมือนกับการมาเยือนของแขกคนอื่นๆ ที่เคยพบเจอ อาหรงไม่ได้มองพวกนางด้วยสายตาชื่นชมหรือสุภาพอ่อนโยนอย่างที่บุรุษทั่วไปพึงกระทำ แต่เป็นสายตาที่สำรวจ ตรึงแน่น และแฝงไปด้วยความมั่นใจที่น่าหลงใหล

     

    พวกนางรู้สึกราวกับถูกสัตว์ป่าจ้องมอง ความรู้สึกที่ทั้งน่ากลัวและน่าตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน หลิวเหมยรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในอากาศ บรรยากาศที่เคยสงบเงียบของจวนแห่งนี้กลับกลายเป็นที่ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและพลังงานที่เร่าร้อน หวังฟางกำมือแน่น พยายามควบคุมความรู้สึกที่ปั่นป่วนในใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงเสน่ห์แปลกใหม่ของชายผู้นี้ ซูหลินก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองชายแปลกหน้าที่เต็มไปด้วยพลังอันน่าเกรงขาม ส่วนหมิงฮวาก็รู้สึกถึงความหวาดกลัวที่คลื่นไส้ขึ้นมาในท้อง แต่ก็มีความรู้สึกอื่นๆ ที่ยากจะอธิบายได้ผสมปนเปอยู่ด้วย

     

    เมื่ออาหรงเดินเข้ามาใกล้ เขาโค้งคำนับบิดาของหลิวเหมยอย่างกระชับและรวดเร็ว ไม่ใช่การคำนับที่เต็มไปด้วยความเคารพอย่างที่คาดหวัง แต่เป็นการแสดงมารยาทเพียงเท่าที่จำเป็น ด้วยท่าทางที่มั่นใจและไม่ยอมใครง่ายๆ ก่อนจะหันมามองเหล่าคุณหนูทั้งสี่อีกครั้ง คราวนี้สายตาของเขาหยุดอยู่ที่หลิวเหมยเป็นคนแรก ดวงตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่ปิดบัง ราวกับกำลังประเมินค่าของนาง หลิวเหมยรู้สึกราวกับถูกเปลื้องผ้าด้วยสายตาของเขา ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาบนใบหน้า นางก้มหน้าลงเล็กน้อย พยายามซ่อนความรู้สึกอึดอัดและเขินอาย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงเสน่ห์ที่แปลกใหม่ของเขา

     

    "นี่คือหลิวเหมย บุตรสาวของข้า" บิดาของหลิวเหมยแนะนำด้วยรอยยิ้ม "และนี่คือหวังฟาง ซูหลิน และหมิงฮวา สหายสนิทของนาง"

     

    อาหรงพยักหน้ารับช้าๆ ด้วยท่าทางที่มั่นใจ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้ละไปจากพวกนางเลยแม้แต่น้อย เขาเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง จนพวกนางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายดิบเถื่อนของบุรุษเพศที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา กลิ่นเหงื่อไคลที่ผสมผสานกับกลิ่นดินและกลิ่นอายของป่าเขา เป็นกลิ่นที่แตกต่างจากกลิ่นหอมของเครื่องหอมที่บุรุษในเมืองหลวงนิยมใช้ มันเป็นกลิ่นที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณบางอย่างในตัวพวกนางให้ตื่นขึ้น

     

    "คุณหนูทั้งสี่งดงามราวกับเทพธิดา" อาหรงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แฝงไปด้วยความมั่นใจและเสน่ห์ที่เร่าร้อน "ไม่แปลกใจเลยที่บุรุษในเมืองหลวงจะหลงใหล"

     

    คำพูดของเขาทำให้พวกนางรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว โดยเฉพาะหวังฟางที่รู้สึกราวกับถูกไฟแผดเผา นางเงยหน้าขึ้นมองอาหรงด้วยแววตาที่ท้าทาย แต่ก็แฝงไปด้วยความสนใจใคร่รู้ อาหรงยิ้มมุมปากอีกครั้ง ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเสน่ห์แบบดิบเถื่อน ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังหวังฟางอย่างจงใจ ดวงตาของเขาหยุดอยู่ที่หน้าอกอวบอิ่มของนางที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ ก่อนจะเลื่อนลงไปที่สะโพกผายและเรียวขาที่ซ่อนอยู่ใต้กระโปรง

     

    หวังฟางรู้สึกราวกับถูกสายตาของเขาแทะโลม นางเม้มปากแน่น พยายามควบคุมอารมณ์ที่ปั่นป่วนภายในใจ แต่ความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบายก็เริ่มก่อตัวขึ้นในอกของนาง มันเป็นความรู้สึกที่ทั้งน่ากลัวและน่าตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน เสน่ห์ที่แปลกใหม่ของอาหรงทำให้นางรู้สึกสั่นคลอนในจิตใจ ซูหลินและหมิงฮวาก็ไม่ต่างกัน พวกนางรู้สึกถึงสายตาของอาหรงที่กวาดมองพวกนางอย่างช้าๆ ราวกับกำลังลิ้มรสอาหารอันโอชะ ซูหลินรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่แล่นขึ้นมาบนใบหน้า นางพยายามหลบสายตาของเขา แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองกลับไป ร่างกายของอาหรงที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและรอยสักนักรบ ทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ หมิงฮวาเองก็รู้สึกถึงความประหม่าที่เข้าเกาะกุม นางไม่เคยพบเจอบุรุษที่มีลักษณะเช่นนี้มาก่อน บุรุษที่เต็มไปด้วยพลังดิบเถื่อนและแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจเช่นนี้ มันเป็นความรู้สึกที่ทั้งน่ากลัวและน่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน นางกำมือแน่น พยายามระงับความรู้สึกที่แปลกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ

     

    "ข้าได้ยินมาว่าพวกเจ้าเป็นสหายสนิทกัน" อาหรงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความมั่นใจและเสน่ห์ที่เร่าร้อน "หวังว่าพวกเจ้าจะดูแลกันและกันเป็นอย่างดีในจวนแห่งนี้"

     

    คำพูดของเขาทำให้พวกนางรู้สึกราวกับถูกตอกย้ำถึงสถานะของพวกนางในจวนแห่งนี้ สถานะที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่คุณหนูผู้สูงศักดิ์ แต่เป็นเพียงเหยื่อที่กำลังรอคอยการล่าของพยัคฆ์ร้ายที่เพิ่งเดินทางมาถึง บิดาของหลิวเหมยหัวเราะเบาๆ "แน่นอนน้องชาย พวกนางเป็นเด็กดีและรักใคร่กันดี" แต่สายตาของอาหรงกลับไม่ได้คลายความปรารถนาลงเลยแม้แต่น้อย เขายังคงจ้องมองพวกนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเสน่ห์ที่ซ่อนเร้น ราวกับกำลังวางแผนการบางอย่างในใจ ความตึงเครียดในอากาศเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ พวกนางรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่บนปากเหว รอคอยว่าพยัคฆ์ร้ายตัวนี้จะกระโจนเข้าใส่พวกนางเมื่อใด ค่ำคืนนี้คงจะไม่ง่ายอย่างที่คิด…

     

    "ท่านอาหรงเพิ่งเดินทางมาถึง คงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง" หลิวเหมยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้เป็นปกติที่สุด "พวกเราจะจัดเตรียมที่พักและอาหารไว้ให้ท่าน"

     

    อาหรงยิ้มมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเสน่ห์ที่เร่าร้อน "ไม่เป็นไรคุณหนูหลิวเหมย ข้ายังไม่เหนื่อยง่ายถึงเพียงนั้น" เขาเน้นคำว่า 'คุณหนู' ด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหมาย "แต่หากมีสิ่งใดที่ทำให้ข้าผ่อนคลายได้ ข้าก็ยินดี"

     

    คำพูดของเขาทำให้หลิวเหมยรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัวอีกครั้ง นางรู้ดีว่าคำว่า 'ผ่อนคลาย' ของเขาไม่ได้หมายถึงการพักผ่อนธรรมดา สายตาของเขาที่กวาดมองร่างกายของนางอย่างไม่ปิดบัง ทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกหวาดหวั่นผสมปนเปกับความตื่นเต้นที่ยากจะอธิบายได้

     

    "ท่านอาหรงคงจะหิวแล้ว" หวังฟางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้เป็นปกติที่สุด "พวกเราจะจัดเตรียมอาหารมื้อค่ำไว้ให้ท่านอย่างดี"

     

    อาหรงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ด้วยท่าทางที่มั่นใจและเสน่ห์ "คุณหนูหวังฟางช่างมีน้ำใจนัก" เขาเน้นคำว่า 'น้ำใจ' ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหมาย "ข้าก็หวังว่าอาหารมื้อค่ำนี้จะถูกปากข้า"

     

    คำพูดของเขาทำให้หวังฟางรู้สึกราวกับถูกเปลื้องผ้าด้วยสายตาของเขา นางรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่แล่นขึ้นมาบนใบหน้า ความรู้สึกเหมือนถูกคุกคามแต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นกับสายตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเสน่ห์ของเขา

     

    บิดาของหลิวเหมยที่ยืนอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นความตึงเครียดที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไรมากนัก เขารู้เพียงว่าน้องชายของเขาเป็นคนตรงไปตรงมาและอาจจะดูห้าวหาญไปบ้างตามประสาคนชายแดน "เอาล่ะๆ พวกเจ้าคงจะเหนื่อยกันแล้ว" บิดาของหลิวเหมยเอ่ยขึ้น "อาหรง เจ้าตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปดูที่พัก"

     

    อาหรงพยักหน้ารับช้าๆ ด้วยท่าทางที่มั่นใจ แต่สายตาของเขาก็ยังคงกวาดมองเหล่าคุณหนูทั้งสี่อีกครั้ง ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และความมั่นใจ ก่อนจะเดินตามบิดาของหลิวเหมยเข้าไปในจวน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายดิบเถื่อนและความรู้สึกที่ปั่นป่วนในใจของพวกนาง เหล่าคุณหนูทั้งสี่มองตามหลังอาหรงไปจนลับตา ก่อนจะหันมามองหน้ากันเองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหมายที่ยากจะอธิบาย ความรู้สึกหวาดหวั่นผสมปนเปกับความตื่นเต้นที่ยากจะควบคุม ค่ำคืนนี้คงจะไม่ง่ายอย่างที่คิด…

    คล้ายกับเรื่องเล้นรักในสวนน้อย ที่คุณอ่าน