สาบคน

    บทที่ 36 ของขลัง

          บทที่ 36 ของขลัง

            “เตรียมรับมือตัวสั่นประมาณร้อยกว่า มีตัวโดดและตัวดันด้วย มันตามมาแล้ว” ฝนที่แบกหนึ่งวิ่งตามหลังมาตะโกนบอก

            “ได้กลิ่นมาตั้งนานแล้ว คนพร้อม อาวุธพร้อม เอ็งสบายใจได้! ” ออดบอกฝนพร้อมดูอาการของหนึ่ง

            ไนซ์เข้ามารับร่างหนึ่งที่ร่างอาบเลือด บาดแผลเหวอะหวะบางแห่งลึกถึงกระดูก เขาหมดสติไปนานแล้ว  ส่วนกานต์รับร่างของสองที่สภาพยับเยินเช่นกัน ลงจากหลังของปุ๊ก 

            “ไนซ์ ธุครับหลวงอายัง!” สองที่คอพับคออ่อนยังคงตะเบ็งเสียง ไนซ์ได้แต่ยกมือไหว้เอาใจ สองผงกหัวหงึกๆ

            “ดีๆ! หลวงอาจะให้ของขลัง” เขาพยายามผงกหัวขึ้น ชี้ให้ดูมือของหนึ่งที่กำหูหิ้วของกล่องสีดำ ยาวเมตรกว่าไว้แน่นแม้สลบไปแล้ว

            “นั่นแหละ ผลงานของหลวงอาเชียวนะ แต่โยมเฮียหนึ่งพ่อของเอ็งมันอยากได้หน้า คิดจะเอามาให้เอ็งกับมือ เลยโดนไอ้ตัวโดดรุมซะเละเลย ….” สองคอพับสลบไปทั้งที่ยังอยากพูดต่อ

            ไนซ์มองรอบๆหมู่บ้าน เสียงโห่ร้อง เสียงคำราม เสียงปะทะกันของคนนับร้อย กับพวกตัวสั่นจำนวนใกล้เคียงกัน ยังไม่ได้ยินเสียงปืน เพราะแกนนำหลายคนออกไปรับมือกับพวกตัวโดดและตัวดันที่ตามมาไม่มากนัก สถานการณ์โดยรวมยังไม่น่าวิตกกังวล

            เฉินกวางหมิงเข้ามาตรวจดูอาการทั้งคู่อย่างเร่งรีบ ทั้งยังเก็บตัวอย่างเลือดของสองหน้าตาเฉยต่อหน้าทุกคน เขาให้ความเห็นว่าหนึ่งเสียเลือดมาก แต่ร่างกายแข็งแรง จึงไม่น่าเป็นอะไร ส่วนสอง เหมือนจะแค่เหนื่อยล้า แผลไม่ฉกรรจ์นัก  จากนั้นให้ยาและทำแผลให้กับทั้งคู่ 

            เสียงการต่อสู้รอบๆเริ่มเงียบลงแล้ว มีชาวกุ้ยโจวได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยสองสามคน ซึ่งเฉินกวางหมิงก็ได้ทำแผลและให้ยาอย่างแข็งขัน

            ฝนและปุ๊กเล่าว่า พี่น้องคู่นี้ลอบเข้าไปในค่ายทหารพรานร้างที่บ้านหนองกอก ค่ายนี้อยู่กลางชุมชนใหญ่ โดยให้ฝนและปุ๊กซุ่มรออยู่ข้างนอก หนึ่งบังคับให้สองเข้าไปค้นหาของบางอย่าง พวกเขาสองคนสื่อสารกันด้วยจิตสำนึกร่วม เมื่อรู้ตำแหน่งและได้ของที่ต้องการ ขณะกำลังจะถอนตัวออกมา สองก็เผชิญเข้ากับตัวโดดที่มีความฉลาด เครื่องแบบมันเป็นชุดดำรุ่งริ่งของทหารพราน มันไม่ได้มองสองเป็นพืชหญ้าเหมือนที่ควรจะเป็น สองปล่อยสารระเหยของพืชจากตัวเขาออกไปจนหมดสิ้น จึงพรางตัวจากพวกมันส่วนใหญ่ได้ แต่เจ้าตัวโดดคนนั้นกลับเข้ามาขย้ำเขาจนบาดเจ็บ เมื่อมีเลือดออกเขาก็ไม่สามารถพรางตัวจากพวกมันได้อีก  หนึ่งจึงบุกเข้าไปช่วยสองออกมาส่งให้ปุ๊กพาหนี ส่วนหนึ่ง เก็บของที่สองนำออกมาไว้กับตัวเอง เพราะกังวลว่าจะเป็นภาระทำให้สองหนีไม่ทัน เขาจึงต้องสู้ด้วยมือเพียงข้างเดียว เมื่อปุ๊กพาสองออกมาได้ เขาจึงถอยหนีออกมาด้วยสภาพสาหัส และเจ้าตัวโดดคนนั้นยังแหกปากร้องเรียกพวกตามมาอีกเป็นร้อย

            ไนซ์ดูสภาพปืน AKM ของหนึ่งที่ดาบปลายปืนเกรอะกรังไปด้วยเลือดที่ข้นหนืดเพราะเริ่มแห้งแล้ว กระสุนถูกยิงจนหมดเกลี้ยง แม้แต่ปืนพก Sig Sauer P320 ก็ไม่เหลือกระสุนสักนัดเช่นกัน

            เขามองกล่องที่หนึ่งกำหูหิ้วมันไว้แน่น มันเป็นกล่องสีดำ ยาวเมตรเศษ มีคำว่า Pelican Case ติดไว้ที่กล่อง

            “มันหมดไประลอกหนึ่งแล้ว แต่ยังมีคุมเชิงอยู่ข้างนอกอีก ยังไม่ยอมบุกเข้ามาว่ะ” ออดส่ายจมูกทำเสียงฟุดฟิด

            “ให้พวกเราออกไปล่ามันดีกว่าครับ ” ฮ่าวจางอาสา

            “อย่าเพิ่งออกไป จับคลื่นสั่นสะเทือนได้ว่า พวกมันกำลังมาสมทบเรื่อยๆ ตอนนี้เกือบร้อยอีกแล้ว มีตัวดันกับตัวโดดเพิ่มมาด้วย” นุชรายงาน 

            “เตรียมตั้งรับตามแผน ถ้าจำนวนร้อยกว่าก็ยังสบาย แต่ถ้าถึงสองร้อยก็ต้องใช้ปืนเก็บตัวโหดๆ ไปก่อนบ้าง” ออดสั่ง

            “ให้มันมาเยอะๆ เรื่อยๆ ก็ดีครับ ถึงคราวบุกบ้านหนองกอก พวกมันจะได้เหลือน้อยลงหน่อย” ไนซ์เอ่ยเรียบๆ

            “พวกมันเยอะมาก น่าจะเกือบสองพัน ถ้าเห็นรวมตัวได้เป็นร้อยแล้ว ต้องออกไปบุกมัน อย่าให้มันรวมตัวได้มากกว่านั้น เราจะเสียเปรียบ” หนึ่งสั่งผ่านจิตสำนึกร่วมโดยที่ยังไม่ลืมตา เขายื่นกล่องที่เคยกำเอาไว้แน่นส่งให้ไนซ์

            “อาสองเสี่ยงตายเอาออกมาให้ไนซ์ เปิดดูสิ คราวนี้จะยิงหลายนัดหน่อย กระบอกเก็บเสียงก็ไม่ร้อนแล้ว”

            กล่องโพลีเมอร์หนาสีดำสนิทที่มีความยาวร่วมสี่ฟุต ถูกวางลงบนโต๊ะไม้กลางโรงซ่อม แสงไฟทังสเตนที่พ่วงระบบตัวต้านทานใหม่ของโจวต้าซาน ทอดแสงสีส้มสว่างนิ่งสะท้อนลงบนผิวกล่องที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนแห้ง และคราบเลือดสีเข้มของหนึ่ง แบรนด์ PELICAN ตัวอักษรนูนต่ำสีขาวที่ประทับอยู่ เป็นเครื่องยืนยันถึงความสมบุกสมบันระดับที่กองทัพสหรัฐฯ ไว้วางใจ

            ไนซ์สูดหายใจเข้าลึก กลิ่นคาวเลือดของพ่อยังคงอบอวล เขาปลดตัวล็อกบานพับขนาดใหญ่ทั้งสี่จุด แกนนำทุกคนต่างขยับเข้ามามุงดูด้วยความสนใจ

            ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทุกคน ภายใต้ฝากล่องนั้น คือแผ่นโฟมรังไข่ความหนาแน่นสูงสีดำสนิท ซึ่งถูกเจาะช่องด้วยใบมีดความร้อนตามรูปทรงของวัตถุภายในอย่างประณีตราวกับงานศิลปะ และชิ้นส่วนที่นอนสงบนิ่งอยู่ตรงกลางคือ ราชาแห่งปืนสนามระยะปานกลางที่นักซุ่มยิงทุกคนใฝ่ฝัน

            KAC SR-25 Stoner Rifle-25 ในรหัสประจำการ M110 SASS

            ตัวปืนเคลือบผิวด้วยสีทะเลทราย สลับกับชิ้นส่วนกลไกเหล็กกล้าสีดำด้าน โครงปืนส่วนบนและส่วนล่างถูกขึ้นรูปด้วยอะลูมิเนียมเกรดอากาศยาน ประกบกันแน่นสนิทไร้ซึ่งช่องว่าง ช่องเจาะบนรางระบบรีซีฟเวอร์แบบยาว เผยให้เห็นลำกล้องเหล็กกล้าสีดำขนาด 20 นิ้วแบบตัดร่องระบายความร้อน ซึ่งถอดแบบมาจากปืนแข่งขันระดับโลก

            "พระเจ้าช่วย..." โจวต้าซานครางแผ่วในลำคอ ดวงตาของวิศวกรวัย 47 ปีเบิกกว้างเมื่อได้เห็นชิ้นงานวิศวกรรมที่เหนือชั้นกว่าปืนเหล็กปั๊มอย่าง Type 56 ลิบลับ นิ้วหยาบกร้านของเขาไล่ไปตามแนวรางพิคาทินนีอย่างหลงใหล

            ไนซ์ยกตัวปืนขึ้นมา น้ำหนักปืนรวมเกือบเจ็ดกิโลกรัม เขาดึงคันรั้งลูกเลื่อนรูปตัว T ที่ท้ายโครงปืน เสียงกลไกเหล็กภายในครูดผ่านสปริงลำเลื่อนดังลื่นไหลและหนักแน่น

            "น้องไนซ์ ดูนี่สิ..." กานต์ชี้ไปที่ช่องด้านข้างในกล่อง

            ในช่องนั้นมีกล้องเล็งระยะไกลขนาดมหึมา Leupold Mark 4 3.5-10x40mm พร้อมขารัดกล้อง ถัดไปคือขาทราย Harris Bipod และที่สะดุดตาที่สุดคือ วัตถุรูปทรงกระบอกเรียวยาวสีดำด้าน ที่นอนอยู่ในช่องโฟมแถบล่างสุด

            มันคือ KAC Suppressor ท่อเก็บเสียงเฉพาะตัวของ SR-25 ที่มีความยาวเกือบหนึ่งฟุต จุดเด่นของมันคือระบบล็อกเร็ว โดยไม่ต้องหมุนเกลียว และที่ผิวท่อถูกหุ้มด้วยปลอกฉนวนกันความร้อนคาร์บอนไฟเบอร์

            นี่ก็คือสิ่งที่หนึ่งกล่าวถึง ปลอกฉนวนตัวนี้จะช่วยกระจายความร้อนจากการเผาไหม้ของกระสุนขนาด 7.62x51mm NATO ไม่ให้แผ่ขึ้นมาบดบังทัศนียภาพในกล้องเล็ง และป้องกันอาการลำกล้องขยายตัวจนวิถีกระสุนเพี้ยน ต่อให้ไนซ์จำเป็นต้องยิงกดดันอย่างรวดเร็วต่อเนื่องเป็นสิบนัด กระบอกเก็บเสียงนี้ก็จะยังคงรักษาความเย็นและความแม่นยำเอาไว้ได้

            นอกจากนี้ ในมุมกล่องยังมีแม็กกาซีนเหล็กหน้าตัดตรงขนาด 20 นัด บรรจุกระสุนหัวมนปลายตัด อัดแน่นอยู่อีก 4 อัน พร้อมชุดสายสะพายหนาพิเศษ และกล่องเครื่องมือประแจปอนด์ขนาดเล็กสำหรับซ่อมบำรุง

            "ปืนกระบอกนี้ใช้กระสุน M60 ที่เรามีอยู่ได้พอดีเลย" กานต์เดินเข้ามาหยิบตลับกระสุนขึ้นมาเทียบ 

            "7.62x51 มม. เท่ากัน เจอแบบนี้ตัวดันก็ร่วง"

            ไนซ์ไม่พูดอะไร เขาวางตัวปืนลงอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหยิบท่อเก็บเสียงสีดำด้านขึ้นมา สวมเข้าที่ปลายลำกล้อง กดหมุดล็อก  ชิ้นส่วนทั้งหมดประสานกันแน่นหนาจนปืนยาวกระบอกนี้ดูน่าเกรงขามขึ้นอีกเท่าตัว

            เขายกปืนขึ้นประทับเล็งผ่านช่องหน้าต่างโรงซ่อมออกไปในความมืด 

            "สองพันตัวข้างนอกนั่น..." ไนซ์เปรยขึ้น "วันนี้ก็คงลดจำนวนลงไปเยอะ" 

            ไนซ์ลุกขึ้นยืน เขาคว้า M16A1 ที่ติดสโคป และท่อเก็บเสียงทำมือกระบอกเดิม และสะพาย SR-25 กระบอกใหม่ ที่สองบอกว่าเป็นของขลัง เดินกลืนหายไปในความมืดโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ แม้แต่ ดอก และอ้อนที่ใช้การมองด้วยรังสีความร้อนก็ยังหาเขาไม่เจอ

            “แม่ของผมจะเป็นคนสั่งการทางเครือข่ายจิตสำนึกร่วม ผ่านฟีโรโมน จะเข้าถึงทุกคนได้ง่ายและเร็วที่สุดครับ อาไข่ พี่กานต์ ย่าดอก อาอ้อน สายพรางตัวช่วยติดระเบิดสังหารไว้คนละลูกนะครับ วันนี้เราอาจเล่นใหญ่สักหน่อย ตอนเราไปขนปูนซีเมนต์และเข้าเคลียร์ค่ายทหารพรานร้าง จะได้เบาแรงมากขึ้น”

            ความมืดมิดเบื้องหลังแนวต้นยางพาราเก่า เงียบสงัดจนน่ากลัว ลมราตรีพัดเอากลิ่นคาวเลือดข้นและกลิ่นสาบแห้งอันเป็นเอกลักษณ์ของฝูงตัวสั่นโชยมาตามลม ไนซ์ทรุดกายลงนอนคว่ำในร่องดิน ขาทราย Harris Bipod ถูกกางออกค้ำยันกับพื้นอย่างมั่นคง พานท้ายปืนสีทะเลทรายของ SR-25 กดเข้ากับร่องไหล่ขวาอย่างแนบสนิท

            ภาพที่เห็นผ่านกล้องเล็ง Leupold Mark 4 ประกอบกับสายตาพวกรอดที่มองเห็นในความมืดได้ดี บนเนินดินห่างออกไปราว 580 เมตร ร่างของ ตัวโดด ในชุดทหารพรานสีดำขาดรุ่งริ่งกำลังนั่งยองอยู่บนตอไม้ใหญ่ มันหันซ้ายหันขวาอย่างรวดเร็ว ปากที่อ้ากว้างขยับเพื่อส่งเสียงคลื่นความถี่ต่ำ สั่งการฝูงตัวสั่นเกือบร้อยตัวที่หมอบคลานอยู่รอบๆ

            ด้านหลังของมันมี ตัวดัน ร่างยักษ์สองคน คอยคุมเชิงอยู่

            “ไนซ์... ทุกหน่วยประจำจุดแล้ว ระเบิดสังหารก็พร้อมแล้ว” เสียงของฝนดังขึ้นในจิตสำนึกร่วม กระแสจิตของเธออ่อนโยนทว่านิ่งสนิท ราวกับเครือข่ายใยแมงมุมที่เชื่อมทุกคนเข้าด้วยกันในความมืด

            “รับทราบครับแม่... เปิดฉากละนะ”

            ไนซ์สูดหายใจเข้าลึก ผ่อนออกครึ่งหนึ่งแล้วกั้นลมหายใจ นิ้วชี้ขวาแตะเข้าที่ไกปืน เส้นเล็งกากบาทของกล้อง Mark 4 ทาบเข้าที่กลางขมับของตัวโดดชุดทหารพรานอย่างเที่ยงตรง มันคือตัวการที่ขย้ำอาสอง และพ่อของเขาจนปางตาย