บทที่ 30 ชีวิตใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
“ช้าก่อน” ชิวหลินรุ่ยพูดด้วยท่าทีเคร่งขรึม “พวกเจ้าไปค้นหาตามสถานที่ห่างไกล ทั้งป่า วัดร้าง และตรอกซอกซอยหาให้ทั่ว”
เหล่าองครักษ์ไม่เข้าใจ แต่ก็ยังคงรับคำสั่งและถอยกลับไป
ไม่ใช่ว่าชิวหลินรุ่ยรู้จักเซี่ยมู่ดี แต่ความคิดของคนทั้งสองกลับเหมือนกัน เซี่ยมู่คิดว่าการซ่อนตัวอยู่ในตรอกซอกซอยนั้นปลอดภัยที่สุด ชิวหลินรุ่ยก็คิดว่าเป็นไปได้ที่จะอยู่ในตรอกซอกซอยเช่นกัน
ตรอกมืดด้านทิศตะวันออกของจวนอ๋องรุ่ยเป็นตรอกยาวที่ถูกทิ้งร้าง มีบ้านร้างหลายหลัง ไม่มีแสงไฟส่องสว่างในตอนกลางคืน ดูเงียบสงัดและวังเวง มีหมอกบาง ๆ ปกคลุม เหมือนตรอกผีสิงที่มักปรากฏในละคร
อีกเดี๋ยวก็คงมีซอมบี้ในชุดขุนนางสมัยราชวงศ์ชิงโผล่ออกมาจากส่วนลึกของตรอก ลู่จือฉิงยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวแทบจะหดเข้าไปในกำแพงข้าง ๆ แล้ว ส่วนเซี่ยมู่กลับยังลืมตากว้างไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้คนยากที่จะทนได้ ไม่มีอะไรทำแต่ก็นอนไม่หลับ เพราะตอนนี้ทั้งคู่เป็นผู้หลบหนี ต้องหวาดกลัวและหวาดผวานั่งรอจนฟ้าสาง
เซี่ยมู่มองไปข้างหน้าไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันเพียงแต่มองตรงไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย ทันใดนั้นหูขวาของเซี่ยมู่ก็กระตุกเบา ๆ
เซี่ยมู่รีบเอ่ยกับลู่จือฉิงอย่างระแวดระวัง “แย่แล้ว มีคนมา”
ลู่จือฉิงไม่ได้ยินอะไรเลย แต่นางจะไม่สงสัยในความสามารถของเซี่ยมู่ หูของเซี่ยมู่ดีเยี่ยมมาตั้งแต่เด็ก เขาบอกว่ามีคนมาต้องได้ยินเสียงอะไรบางอย่างแน่นอน
ลู่จือฉิงไม่ใช่คนใจร้อนแต่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ จิตใจของคนก็ถูกผลักดันไปถึงขีดสุด ลู่จือฉิงตื่นตระหนกไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
ตำแหน่งของพวกเขาในตอนนี้มีเพียงถนนด้านหน้าและด้านหลัง แม้ว่าด้านข้างจะมีบ้านร้างอยู่ แต่แม้จะร้างแล้วประตูก็ยังถูกปิดล็อกด้วยแม่กุญแจทองเหลืองขนาดใหญ่ ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่จึงเข้าไปไม่ได้
หากทั้งคู่วิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง เสียงนั้นจะต้องทำให้คนที่เข้ามาได้ยิน ใครจะรู้ว่าเป็นผู้ที่ไล่ตามทั้งคู่มาหรือไม่ หากพวกเขาเดินช้า ๆ แน่นอนว่าจะสู้ความเร็วของคนข้างหลังไม่ได้
ในตอนที่กำลังลำบากใจอยู่นั้นเซี่ยมู่ก็เอ่ยขึ้นว่า “ตามข้ามา”
ลู่จือฉิงก้มหน้าเดินตามเขาไป ไม่รู้ว่าเซี่ยมู่หมายความว่าอย่างไร ได้แต่เลือกที่จะเชื่อใจเขา เดินไปไม่ถึงห้าสิบก้าว ลู่จือฉิงก็เห็นตะกร้าไม้ไผ่สานใบใหญ่
หลังจากมองดูอยู่นานลู่จือฉิงก็เข้าใจว่านี่คือถังขยะในยุคปัจจุบัน นางไม่คิดว่าสมัยโบราณจะมีสิ่งนี้ ที่หมู่บ้านต้าซู่ลู่จือฉิงไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
ด้านบนมีกองขยะเต็มไปหมด ในความมืดมองไม่เห็นว่าเป็นอะไรกันแน่ แต่กลิ่นเหม็นที่ลอยมาจากด้านบนนั้นลู่จือฉิงได้กลิ่นอย่างชัดเจน
เซี่ยมู่บอกให้ลู่จือฉิงทิ้งขยะ แล้วก็หาแผ่นไม้มาจากที่ไหนสักแห่ง บอกให้ลู่จือฉิงเอาขยะมากองไว้บนแผ่นไม้
จากนั้นก็มุดเข้าไปแล้วนั่งยอง ๆ อยู่ที่ก้นตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ แล้วเรียกลู่จือฉิงให้ไปซ่อนในถังขยะด้วย
ถึงแม้ลู่จือฉิงจะรู้สึกว่ามันสกปรก แต่เด็กอย่างเซี่ยมู่ยังทนได้ นางจะทนไม่ได้ได้อย่างไร จึงกลั้นใจมุดเข้าไปโดยไม่พูดอะไร
เพื่อไม่ให้ใครพบเห็นก็มีแต่วิธีนี้เท่านั้น
ลู่จือฉิงซ่อนอยู่ในตะกร้า ศีรษะของนางรองรับแผ่นไม้ที่เต็มไปด้วยขยะนั่น ดูเหมือนเป็นถังขยะเต็ม ๆ ใบหนึ่ง คงไม่มีใครคาดคิดว่าข้างในนี้จะซ่อนคนอยู่ถึงสองคน
โชคดีที่เซี่ยมู่ยังเป็นเด็กส่วนลู่จือฉิงก็ผอมบาง ถ้าเป็นคนอื่นไม่แน่ว่าจะลงไปได้
พวกเขาเพิ่งจะซ่อนตัวได้ไม่นานคนที่ไล่ตามมาก็ตามมาทัน ลู่จือฉิงและเซี่ยมู่ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ พวกเขาได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านนอกตะกร้าอย่างชัดเจน
เป็นกลุ่มคนอย่างน้อยยี่สิบคน เดินอย่างเป็นระเบียบพร้อมในมือถือตะเกียงสว่างจ้า หยุดอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังตามหาใครบางคน มีคนพูดขึ้นว่า “ท่านอ๋องรุ่ยคิดผิดหรือไม่ พวกเขาจะมาซ่อนตัวในที่แบบนี้ได้อย่างไรกัน?”
ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ต่างกลั้นหายใจพร้อมกัน ที่แท้ก็เป็นคนของชิวหลินรุ่ยโชคดีจริง ๆ ที่ทั้งคู่ซ่อนตัวได้ทัน ชิวหลินรุ่ยรู้ที่นี่ได้อย่างไรกันเขาและเซี่ยมู่คิดอะไรเหมือนกันเพียงนั้นเลยหรือ ลู่จือฉิงรู้สึกประหลาดใจอีกครั้ง
เหล่าองครักษ์รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ที่ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่จะซ่อนตัวอยู่ที่นี่ และลู่จือฉิงก็ซ่อนตัวอย่างมิดชิด ดังนั้นไม่นานตะเกียงสีแดงก็หายไปในตรอกลึก เมื่อมองผ่านช่องว่างของตะกร้า ด้านนอกก็มืดมิดอีกครั้ง
ผ่านไปนานทั้งสองคนจึงคลานออกมาจากตะกร้าตัวเหม็นไปหมด แต่ก็คุ้มค่าที่สามารถหลบหนีการไล่ล่าของอ๋องรุ่ยได้
หลังจากหลบหนีการไล่ล่าในครั้งนี้ได้ ทั้งสองคนจึงค่อยสบายใจขึ้น ที่นี่ไม่น่าจะมีทหารมาไล่ล่าเป็นครั้งที่สองแน่ เซี่ยมู่ยังเป็นเด็ก ต่อให้เจ้าเล่ห์เพียงใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเขาเพิ่งอายุห้าขวบ
ลู่จือฉิงรู้สึกทั้งเศร้าและสงสาร เซี่ยมู่ต้องลำบากเพราะนางมากมาย ห้าปีมานี้ไม่เคยได้รับความสุขสบาย นางจึงกอดเซี่ยมู่ไว้แนบอกเบา ๆ แล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรแล้ว นอนเถอะ”
เซี่ยมู่เองก็เหนื่อยมาก เด็กน้อยจึงล้มตัวลงซบอกของลู่จือฉิงแล้วค่อย ๆ ผล็อยหลับไป คืนนี้ช่างสั้นและยาวนานเหลือเกิน
ลู่จือฉิงคิดว่าจากนี้ไปนางจะสามารถออกไปจากชีวิตของชิวหลินรุ่ยได้อย่างถาวร และจะไม่ได้พบกันอีก
เช้าวันรุ่งขึ้น
หัวหน้าองครักษ์ฝีมือดีทั้งห้าคนที่ถูกส่งออกไปจากจวนได้กลับมาแล้ว ชิวหลินรุ่ยนั่งอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ด้วยใบหน้าบึ้งตึง ชุดคลุมยังคงเป็นชุดเดิมจากเมื่อวาน ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน
ทั้งห้าคนคุกเข่าอยู่กลางห้องโถง ตัวสั่นเทิ้มทุกครั้งที่องค์ชายรุ่ยไม่พูดอะไรออกมา นั่นเป็นช่วงเวลาที่องครักษ์ทุกคนหวาดกลัวที่สุด
คนมากกว่าร้อยคนออกไปตามหาหญิงผู้อ่อนแอกับเด็กคนหนึ่ง แต่กลับไม่พบร่องรอยใด ๆ ตลอดทั้งคืนเหมือนกับว่าคนทั้งสองหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เหล่าองครักษ์ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป
เมื่อชิวหลินรุ่ยฟังรายงานจากองครักษ์เสร็จ สีหน้าของเขาก็ยิ่งบึ้งตึงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้วยชาเคลือบสีเขียวในมือของเขาดูเหมือนจะถูกบีบจนแตกละเอียดด้วยมือที่ขาวซีดของเขา
ลู่จือฉิงคนนี้ช่างบังอาจนัก กล้าที่จะเล่นตลกกับเขาถึงสามครั้ง เขาต้องตามหาตัวลู่จือฉิงให้พบ และทำให้ทั้งนางและคนที่อยู่เบื้องหลังได้รับผลกรรมที่สาสม
ชิวหลินรุ่ยวางถ้วยชาลงอย่างแรง เสียงถ้วยเคลือบกระทบกับโต๊ะไม้ดังสนั่น ชาที่อยู่ในถ้วยกระฉอกออกมาไหลผ่านขอบถ้วยราวกับหยดน้ำตาที่ไหลรินลงมา
ชิวหลินรุ่ยลุกขึ้นยืนพูดกับหัวหน้าองครักษ์ที่กำลังตัวสั่นอยู่ข้างล่างว่า
“ภายในสามวัน ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม พวกเจ้าต้องนำตัวสายลับมาให้ข้า มิฉะนั้น…”
เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่เหล่าองครักษ์เข้าใจความหมายดี พวกเขายกมือขึ้นคำนับและรับคำสั่งเสียงดังฟังชัดว่า “ขอรับ!”
ลู่จือฉิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นางไม่รู้ว่าเมื่อคืนเผลอหลับไปตอนไหน นางหลับไปพร้อมกับเซี่ยมู่ ซุกตัวอยู่ในมุมหนึ่งของตรอกร้างตลอดทั้งคืน
เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วนางก็รู้สึกปวดหลังและเอว ขาไม่เหมือนของตัวเองอีกต่อไป ยืดตัวให้ตรงไม่ได้ ลู่จือฉิงขยับตัวเบา ๆ เซี่ยมู่ก็ตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นตัว
พอเห็นว่าเป็นท่านแม่ที่ตื่นขึ้นมา เขาก็กลับไปซุกตัวนอนต่ออย่างเกียจคร้าน แม้แต่ในที่แบบนี้ก็ยังขี้เซาได้นางรู้สึกทึ่งกับเด็กแสบคนนี้เสียจริง
ลู่จือฉิงไม่คิดจะปลุกเขา ตอนนี้น่าจะพักที่โรงเตี๊ยมได้แล้ว ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดผ่านพ้นไปแล้ว การค้นหารอบต่อไปคงจะยังมาไม่ถึงเร็ว ๆ นี้
ลู่จือฉิงเตะขาเบา ๆ แล้วอุ้มเซี่ยมู่เดินไปที่ปากทางของตรอก แสงยามเช้าส่องลงบนร่างของสองแม่ลูก เงาทอดยาวออกไปเป็นสีทองที่ปากตรอก
ชีวิตใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
การเข้าพักไม่ใช่เรื่องยาก ลู่จือฉิงพันผ้าโพกหัว ทำให้ใบหน้าของนางดูมอมแมม ภายใต้แสงสลัวในห้องโถงของโรงเตี๊ยม ไม่มีใครจำได้ว่านางคือคนที่มีหน้าตาเหมือนกับพระชายารุ่ย
นางขอห้องที่เงียบสงบที่สุด ทันทีที่เข้าไปก็วางเซี่ยมู่ลงบนเตียงไม้ ลู่จือฉิงนอนไม่หลับ จึงเอนกายพิงขอบเตียงพลางคิดหาวิธีต่อไป
ตอนนี้กลัวว่าคงจะอยู่ในเมืองหลวงต่อไปไม่ได้แล้ว พวกนางควรจะออกจากเมืองหลวงโดยเร็วที่สุด หนีไปยังที่ที่ไม่มีใครรู้จัก ตราบใดที่
ชิวหลินรุ่ยยังมีชีวิตอยู่ นางก็จะไม่กลับมาเมืองหลวงอีก
ไม่นานนักเซี่ยมู่ก็ตื่นขึ้น ลู่จือฉิงสั่งให้เด็กรับใช้ยกขนมและน้ำชาขึ้นมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้ถึงแม้ดวงอาทิตย์จะขึ้นสูงแล้วแต่ก็นับเป็นเช้าวันแรกที่พวกนางหนีออกมาได้