(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 62 อย่าหวังว่าข้าจะมีเมตตาละ

            สองพี่น้องตระกูลตง ไม่ใช่เพียงนักเรียนธรรมดาในมหาวิทยาลัยเทพอสูร พวกเขาเป็นนักล่ามังกรหน้าใหม่ที่มีศักยภาพและพรสวรรค์โดดเด่นจนได้รับการจับตามองตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่รั้วสถาบันนักล่ามังกรแห่งนี้


            ภายในชั้นปีหนึ่ง หากไม่คนที่มีพรสวรรค์ระดับเดียวกัน ทั้งตงฟางและเยวี่ยหลิงย่อมถูกยกย่องว่าแข็งแกร่งที่สุดโดยไม่ต้องสงสัย


            เพราะพวกเขาเป็นนักล่ามังกรระดับสองขั้นกลางตั้งแต่อายุยังน้อย


            ความก้าวหน้าที่รวดเร็วเช่นนี้ทำให้ชื่อเสียงของทั้งคู่แผ่ขยายไปทั่วมหาวิทยาลัยในเวลาอันสั้น


            ยังรวมถึงการปลุกเจตจำนงระดับสูงขึ้นมาได้อีกด้วย


            ตงฟาง ผู้เป็นพี่ชายฝาแฝด ปลุกเจตจำนงธาตุไฟระดับสูงอย่าง “ร่างมหาเพลิง” ขึ้นมาได้


            เพียงแค่ปลดปล่อยแรงกดดันออกมาเล็กน้อย ก็สามารถทำให้อากาศรอบกายร้อนระอุจนผู้คนถอยหนี


            ขณะที่ตงเยวี่ยหลิง ผู้เป็นน้องสาวฝาแฝด กลับปลุกเจตจำนงธาตุน้ำระดับสูงอย่าง “ร่างมหาวารี” ได้เช่นกัน พลังของนางมิได้ร้อนแรง หากลึกซึ้งและเยือกเย็นราวมหาสมุทรที่ไร้ขอบเขต คลื่นพลังของนางสามารถโอบล้อมและกดทับศัตรูอย่างต่อเนื่องจนหมดหนทางต่อต้าน


            เจตจำนงระดับสูงเช่นนี้ต่อให้จะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งในประวัติศาสตร์นักล่ามังกร


            แต่พวกมันก็ถือเป็นพลังที่แข็งแกร่งและน่าครั่นคร้ามอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่นักเรียนปีหนึ่งที่ยังไม่ทันตั้งตัว


            และเมื่อทั้งสองถูกยั่วยุโดยคำพูดของชายหนุ่มผมสีฟ้าสว่าง สีหน้าและแววตาของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนไปในทันที


            “แกว่ายังไงนะ!”


            รอยยิ้มยั่วยวนบนใบหน้าของตงเยวี่ยหลิงจางหาย เหลือเพียงความเย็นชาที่ชัดเจน ดวงตาของนางวาววับด้วยประกายโกรธเกรี้ยว


            นางก้าวเข้ามาข้างหน้า ยกฝ่ามือขึ้นอย่างรวดเร็ว หมายจะตบลงบนใบหน้าของหวงเยี่ยโดยไม่ลังเล


            “หยุด!”


            ทว่าในวินาทีสุดท้าย ตงฟางกลับยื่นมือออกมาจับข้อมือของน้องสาวเอาไว้


            การเคลื่อนไหวของเขาเรียบง่ายแต่เด็ดขาด ทำให้ฝ่ามือของนางหยุดชะงักกลางอากาศ


            ตงเยวี่ยหลิงหันไปมองพี่ชายด้วยแววตาไม่พอใจเล็กน้อย แต่ตงฟางเพียงหรี่ตาลง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชา


            “ไปด้านนอก!”


            นักเรียนรอบข้างต่างพากันหลบสายตา บรรยากาศตึงเครียดราวกับสายธนูที่ถูกดึงจนสุด


            อย่างไรก็ตาม หวงเยี่ยกลับไม่ได้สนใจ เขาก้มหน้าลงอีกครั้ง คีบอาหารเข้าปากอย่างไม่เร่งรีบ ราวกับคำสั่งเมื่อครู่มิได้เกี่ยวข้องกับตน


            ท่าทีเมินเฉยนั้นยิ่งทำให้ความเย็นชาบนใบหน้าของตงฟางเข้มข้นขึ้น


            ทันใดนั้น เขายกขาขึ้นแล้วเตะเข้าใส่โต๊ะยาวอย่างแรง


            “ปัง—!”


            โต๊ะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อาหารที่วางกองสูงพลิกคว่ำ กระจายไปทั่วพื้นและเสื้อผ้าของหวงเยี่ย ชามจานบางส่วนแตกกระจาย เสียงกระทบพื้นดังสะท้อนก้องไปทั่วโรงอาหาร


            “ข้าบอกให้ไปด้านนอก!”


            เสียงแผดร้องของตงฟางก้องกังวาน แรงกดดันจากเจตจำนงมหาเพลิงแผ่ซ่านออกมา ทำให้อากาศรอบด้านร้อนวูบขึ้นอย่างฉับพลัน


            การกระทำครั้งนี้รุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าอย่างเห็นได้ชัด ถึงขั้นทำลายข้าวของและสร้างความเสียหายภายในโรงอาหาร


            นักเรียนหลายคนถึงกับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว บางคนเบือนหน้าหนี ไม่กล้ามองภาพที่เกิดขึ้น


            ใบหน้าของหวงเยี่ยเปรอะเปื้อนไปด้วยเศษอาหาร ซุปบางส่วนไหลลงมาตามแก้มและปลายคาง เสื้อผ้าของเขาเลอะเทอะจนดูน่าสงสาร


            เขามองกองอาหารที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นอย่างนิ่งงัน สายตาฉายแววเสียดายอย่างเห็นได้ชัด


            ความเงียบปกคลุมช่วงเวลานั้นราวกับทุกคนกำลังรอการระเบิดของพายุ


            แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับแตกต่างจากที่คาดคิด


            หวงเยี่ยถอนหายใจเบาๆ


            “เฮ้อ.. ข้าออกไปข้างนอกก็ได้ แต่อย่าหวังว่าข้าจะมีเมตตาละ”


            คำกล่าวของเขาเปี่ยมไปด้วยความเฉยชา ไม่มีความโกรธเกรี้ยว ไม่มีความตื่นตระหนก มีเพียงความนิ่งลึกที่ยากจะหยั่งถึง


            นักเรียนรอบข้างรู้สึกหนาวสะท้านโดยไม่รู้สาเหตุ ทว่าสองพี่น้องกลับมิได้แสดงความหวั่นไหวแม้แต่น้อย


            ตงฟางปล่อยมือจากข้อมือน้องสาว ก่อนจะหันหลังเดินออกจากโรงอาหารโดยไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม ก้าวเดินของเขามั่นคงและสง่างามราวกับผู้ที่มั่นใจในชัยชนะล่วงหน้า


            ตงเยวี่ยหลิงปรายตามองหวงเยี่ยเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นอีกครั้งบนริมฝีปาก ก่อนจะหมุนตัวตามพี่ชายออกไป


            ผู้คนเปิดทางให้ทั้งสองอย่างเงียบงัน


            หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ หวงเยี่ยจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ของตนอย่างช้าๆ


            เขายกมือขึ้นเสยผมที่เปรอะเปื้อนอาหารออกจากหน้าผาก ท่าทีของเขาดูหัวเสียเล็กน้อย


            สายตาของเขากวาดมองเศษอาหารที่กระจัดกระจายอีกครั้ง ราวกับยังคงเสียดายมื้อค่ำที่ยังไม่ทันได้ลิ้มรสจนหมด


            จากนั้นเขาจึงก้าวเดินออกจากโรงอาหารไปตามเส้นทางเดียวกับสองพี่น้องตระกูลตง


            บรรยากาศภายในโรงอาหารยังคงเงียบงัน นักเรียนจำนวนมากมองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มผมสีฟ้าสว่างด้วยความรู้สึกหลากหลาย


            บางคนคิดว่าเขากำลังเดินไปสู่ความพ่ายแพ้ บางคนกลับรู้สึกว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะปะทุขึ้นในไม่ช้า


            และภายใต้ท้องฟ้ายามเย็นของมหาวิทยาลัยเทพอสูร


            การเผชิญหน้าระหว่างนักล่ามังกรอัจฉริยะกับชายหนุ่มผู้ไม่ยอมก้มหัว กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


            ...


            ที่ด้านนอกบริเวณลานกว้างแห่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยเทพอสูร พื้นหินสีเทากว้างใหญ่ทอดยาวไปสุดสายตา รายล้อมด้วยอาคารสูงสง่าและเสาธงที่โบกสะบัดอยู่ใต้ท้องฟ้าสีครามอันปลอดโปร่ง ทว่าบรรยากาศในยามนี้กลับตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง


            นักเรียนหลายร้อยคนยืนล้อมเป็นวงกลมอย่างมีระเบียบ สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังจุดศูนย์กลางราวกับกำลังรอชมเหตุการณ์สำคัญ


            ตรงกลางลาน หวงเยี่ยยืนประจันหน้ากับสองพี่น้องตระกูลตง เสื้อผ้าของเขายังคงเปอะเปื้อนคราบอาหารที่แห้งกรังบางส่วนติดอยู่ตามชายเสื้อและเส้นผมสีฟ้าสว่าง ดวงหน้าหล่อเหลาดูยุ่งเหยิงไปบ้างจากเหตุการณ์ก่อนหน้า


            ตรงกันข้าม ตงฟางผู้เป็นพี่ชายยืนตัวตรง สีหน้าของเขาแข็งกร้าว คิ้วกระตุกอย่างเห็นได้ชัด เส้นเอ็นบริเวณขมับเต้นระริก สะท้อนอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่านอยู่ภายใน


            เยวี่ยหลิงก้าวขึ้นมาข้างหน้าเล็กน้อย เส้นผมของนางปลิวไหวตามแรงลมอ่อน


            นัยน์ตาเยียบเย็นจับจ้องไปยังหวงเยี่ยอย่างไร้ความปรานี ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทางที่เหยียดหยาม


            “จัดการมันซะพี่ชาย ให้มันทรมานจนเหมือนตกนรกทั้งเป็น กล้าดียังไงถึงได้มาปฏิเสธคำเชิญชวนที่น่ายินดีของข้า!”


            “น่าเสียดายใบหน้าหล่อๆ และเส้นผมสีฟ้าสว่างที่งดงามนั้นจริงๆ”


            ตงฟางมิได้ตอบรับด้วยคำพูด เขาเพียงแผดร้องออกมาเสียงหนึ่ง เสียงนั้นกึกก้องสะท้อนทั่วลาน


            ในชั่วพริบตา พลังอำนาจแห่งเจตจำนงถูกระเบิดออกมาอย่างเต็มกำลัง


            เปลวเพลิงสีส้มโชติช่วงปะทุขึ้นจากทั่วร่างของเขา ลุกโชนดุจดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แสงสว่างแผ่กระจายจนพื้นหินโดยรอบสะท้อนประกายร้อนแรง ร่างมหาเพลิงถูกกระตุ้นอย่างสมบูรณ์ เปลวไฟพวยพุ่งสูงตระหง่านเหนือศีรษะ ราวกับเสาเพลิงที่ทะลุทะลวงท้องฟ้า


            อุณหภูมิในบริเวณนั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นักเรียนหลายคนที่ยืนอยู่ใกล้ต้องถอยหลังโดยไม่รู้ตัว


            บางคนยกแขนขึ้นบังใบหน้า บางคนกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก


            “นั่นคือเจตจำนงธาตุไฟระดับสูง ร่างมหาเพลิงละ ไม่ผิด!”


            “ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก!”


            “ผิดกับเจตจำนงธาตุไฟระดับกลางของข้าอย่างลิบลับเลย!”


            “ซวยแล้ว! ถ้าเจ้านั้นไม่อยากจะถูกเผาจนสาหัส ต้องเอ่ยขอโทษพวกเขาแล้วใช่ไหมละ”


            เสียงพูดคุยดังขึ้นเป็นระลอกทั่วลาน คล้ายคลื่นที่กระทบฝั่งอย่างต่อเนื่อง ความตื่นตะลึงและความหวาดหวั่นปะปนกันอยู่ในทุกถ้อยคำ


            ทว่าในศูนย์กลางของเปลวเพลิงนั้น หวงเยี่ยกลับยืนอย่างนิ่งเฉย เพียงเงยหน้ามองร่างมหาเพลิงด้วยรอยยิ้มบางเบา แววตาสีเข้มสะท้อนแสงไฟโดยไร้ความหวาดกลัว เหมือนกำลังชมทิวทัศน์ที่น่าสนใจมากกว่าจะเผชิญภัยคุกคาม


            ท่าทีเช่นนั้นทำให้คิ้วของตงฟางกระตุกอีกครั้ง ความหงุดหงิดแล่นผ่านสีหน้าอย่างชัดเจน


            “ข้าให้โอกาสขอโทษต่อน้องสาวข้า”


            “คุกเข่าลงต่อหน้านางซะ แล้วข้าจะให้อภัยในสิ่งที่เจ้าต่อว่านาง!”


            คำประกาศนั้นดังก้องไปทั่วลานกว้าง ราวกับคำตัดสินจากผู้พิพากษา


            หวงเยี่ยยกมือขึ้นปาดคราบอาหารที่ติดอยู่ข้างแก้มออกช้าๆ จากนั้นถอนหายใจอีกครั้ง


            เขากวักมือเรียกอย่างไม่ใส่ใจ สีหน้าไม่แสดงความตื่นตระหนกเลยซักนิด


            “จะสู้ก็เข้ามา อย่าพล่ามมากจนหน้ารําคาญ!”


            “แล้วบอกใช่ไหมว่าข้าจะไม่มีเมตตาน่ะ ในเมื่อกฎของมหาวิทยาลัยเทพอสูรบอกเอาไว้ว่าห้ามฆ่ากันเพราะจะถูกบทลงโทษที่ร้ายแรง!”


            “แต่ต่อให้ไม่ตาย พวกแกทั้งสองก็คงต้องอับอายไปชั่วชีวิต!”


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน