มหาศึกสัตว์ซาตาน โกลาหลปฐพี

    ตอนที่ 30 ในคืนจันทร์เพ็ญ

    คุณตาได้เล่าย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดสิบห้าปีก่อน เกิดสงครามแย่งชิงดินแดนระหว่างสองเมืองขึ้น ตาเทียนบอกว่าเวลานั้นท่านมีอายุเพียงแค่ห้าเดือน ในตอนนั้นพวกทหารของฝ่ายศัตรู บุกรุกมายังหมู่บ้านอย่างกะทันหัน ทำให้ชาวบ้านไม่มีทางเลือกมากนัก ทหารของอีกฝ่ายบุกเข้ามาในพื้นที่ รุกรานทำลายข้าวของและบ้านเรือน

     

    -- จนตรอก! สถานการณ์มันบีบบังคับให้เหล่าชาวบ้านต้องจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัว แต่พวกเขาหาได้ต่อกรกับกองทัพทหารของฝ่ายศัตรูไม่

     

    -- พวกเขาถูกทหารของอีกฝ่ายฆ่าตายเกลื่อน จะเหลือก็เพียงแค่ผู้ที่ยอมจำนนยอมถูกจับไปเป็นเชลยศึก ส่วนพวกคนที่ต่อต้านก็จะถูกฆ่าให้ตาย 

     

    -- ระหว่างที่พวกมันไล่เข่นฆ่าเหล่าชาวบ้านที่ต่อต้านอย่างเพลิดเพลินอารมณ์ มีทหารอาวุธครบมือสองคนบังเอิญเดินไปเจอเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่ง นางนั่งอุดอู้เนื้อตัวสั่นเทาอยู่ภายในกระท่อมเล็กๆ ในอ้อมกอดของนางมีทารกน้อยกำลังร้องไห้เสียงดัง และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ทหารทั้งสองหาทั้งคู่เจอ

     

    -- หญิงร่างบางถูกฉุดกระชากลากดึงอย่างรุนแรง ถูกบังคับให้ออกมาจากกระท่อมหลังเก่าทรุดโทรม นางก็พยายามขัดขืนอย่างทุลักทุเล แต่ก็มิอาจจะสู้แรงของชายฉกรรจ์ได้ พวกมันทำทุกวิถีทางที่จะดึงเอาทารกน้อยออกมาจากอ้อมแขน แต่ผู้เป็นแม่ก็ไม่ยอมปล่อยลูกของตนไปง่ายๆ นางกอดรัดเอาไว้แน่น ทารกน้อยส่งเสียงร้อง ยิ่งร้องดังลั่นมากขึ้นกว่าเดิมจากแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากการยื้อยุดฉุดกระชาก

     

    -- ฝ่ายตรงข้ามจึงเริ่มชักจะหมดความอดทน พวกมันจึงตัดสินใจดึงเอาอาวุธแหลมคมออกมา หมายจะปลิดชีพทั้งสองแม่ลูกให้ตายตกลงไปซะ ซึ่งเป็นการกระทำที่ง่ายดายมากสำหรับพวกมัน ในขณะที่คมดาบเรียวยาวกำลังจะเหวี่ยงสะบั้น ในฉับพลันทันใดก็มีเสียงหนึ่งลอยขึ้นมากระทบหูของทุกคน 

     

    ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ! 

     

    ถี่รัวไม่มีการเว้นช่องว่าง

     

    เสียงอุ้งเท้าตะปบพื้นจนเกิดแรงสั่นสะเทือนที่สามารถสัมผัสได้ 

     

    ปรากฏเห็นเป็นสิงโตตัวเมียขนาดใหญ่กระโดดทะยานพุ่งเข้าตะปบหยุดยั้งสองทหารชั่วพร้อมกันในคราเดียว เล่นเอาซะพวกมันนอนจมกองเลือดแน่นิ่งไม่ไหวติง 

     

    สิ้นใจดับอนาถในวินาทีนั้น

     

    -- สภาพจิตใจสิ้นหวังบนใบหน้าที่อาบน้ำตาของหญิงสาว นางเห็นเพียงแค่ภาพรางๆ จากทางด้านหลังของสิงโตเพศเมีย มันสง่างามและน่าเกรงขาม แสงแห่งความหวังที่จะมีชีวิตรอดต่อไปก็กลับมาหาสองแม่ลูกอีกครั้ง

     

    “นับตั้งแต่วันนั้นแม่ของข้าก็อุทิศทั้งชีวิต เพื่อสวดสรรเสริญให้กับสัตว์ซาตานและเทพเจ้าสูงสุด ผู้ที่ดลบันดาลให้สัตว์ประเสริฐเหล่านี้มาช่วยเหลือชีวิตลูกชายของนาง”

    การเดินทางไปยังป่ามรกตของวารุตล่วงเลยมาแล้วกว่าสามวัน สามวันที่เวลาส่วนใหญ่ของเขาต้องนั่งก้นด้านอยู่บนท้ายรถเกวียน จะเว้นก็แต่ตอนจอดหาอาหารเพื่อประทังชีวิต และตอนที่จอดให้เจ้าควายได้นอนพักบ้างเป็นครั้งคราว

     

    ในตอนนี้อยู่ช่วงเวลาพลบค่ำแสงสว่างจากพระอาทิตย์มืดสนิท แต่พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งแสงสว่างจากคบเพลิงเหมือนกับสองสามคืนก่อนที่ผ่านมา เนื่องด้วยว่าราตรีนี้ลำแสงเปล่งประกายเจิดจรัสของดวงจันทร์ได้ทอแสงยาวสว่างไสวไปทั่วทั้งผืนแผ่นดิน จนสามารถมองเห็นได้ทุกอย่างราวกับตอนกลางวันก็มิปาน

     

    ระหว่างที่วารุตนั่งห้อยขาโตงเตงอยู่ทางด้านหลังของรถเกวียน ขณะที่เขากำลังนั่งชมนกชมไม้ชมหมู่ดวงดาวอย่างเพลิดเพลินอารมณ์ รถลากเกวียนที่ไม่ได้หยุดนิ่งมานาน จนถึงบัดนี้มันได้หยุดลง คำพูดของตาเทียนปลุกให้วารุตตื่นขึ้นมาจากภวังค์

     

    “ถึงแล้ว!” 

     

    ตาเทียนเอ่ยสั้นๆ พลางแหงนหน้าขึ้นมองพระจันทร์เต็มดวง ในแววตาของคุณตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้มหัวใจ

     

    วารุตกระโดดลงมาจากท้ายรถเกวียน กลับตัวหันมองไปยังฝั่งตรงข้าม เขารู้สึกตื่นเต้น หัวใจเต้นแรง แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับแข็งทื่อ เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเจอกับสิ่งที่น่าตะลึงงันเช่นนี้

     

    ผืนป่าทั้งแถบที่อยู่ตรงหน้าเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ยักษ์หลายสิบต้นตั้งสูงตระหง่านฟ้า ทำให้วารุตแอบคิดว่ามันเป็นเสมือนเสาที่คอยค้ำจุนท้องฟ้าทั้งผืนเอาไว้ไม่ให้ร่วงหล่นลงมา ประมาณการจากสายตาที่เห็นคงจะต้องใช้คนจำนวนคนหลายสิบคนจึงจะสามารถโอบกอดต้นไม้เหล่านี้ทั้งต้นได้ 

     

    แสงของพระจันทร์เต็มดวงทำให้วารุตมองเห็นทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้ากับบรรยากาศที่หน้าตกตะลึง

     

    “ตระการตาใช่ไหม ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์” 

     

    เสียงแหบพร่าของ ตาเทียนเอ่ยออกมาอย่างภาคภูมิใจ

     

    “มานี้สิ ถึงเวลาที่พวกเราจะต้องทำพิธีกันแล้ว”

     

    ณ บริเวณลานโล่งกว้าง ในพื้นที่ด้านหน้าของป่ามรกต ตาเทียนกำลังจัดแจงสถานที่และสิ่งต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทำพิธี โดยมีวารุตเด็กหนุ่มที่ไม่ค่อยรู้ตาสีตาสาในเรื่องแบบนี้คอยช่วยเหลือ วารุตขนข้าวของลงมาจากท้ายรถเกวียนและนำไปวางในพื้นที่ที่ตาเทียนกำหนดเอาไว้ให้ ซึ่งก็วางเรียงรายอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลนัก

     

    มันช่างเป็นการทำพิธีที่ออกจะดูพิกลในความคิดของวารุต เนื่องด้วยว่าบริเวณรอบๆ นี้ไม่เห็นจะมีใครมาทำพิธีไหว้เทพเจ้าเหมือนกับคุณตาเลยสักคน หรือแม้แต่ร่องรอยของการบวงสรวงก่อนหน้านี้ก็ไม่มี ไม่เห็นจะมีเศษดอกไม้ธูปเทียน หรือกองข้าวของเส้นไหว้ที่อาจจะวางอย่างเกลื่อนกลาด

     

    ท่ามกลางผืนป่าอันกว้างใหญ่ มีเพียงแค่สามชีวิตที่ปรากฏตัวอยู่ตรงนี้ ชายแก่หนึ่งคนกับเด็กหนุ่มและก็ควายหนึ่งตัว ขณะที่มันนอนกะพริบตาปริบๆ อยู่ข้างกัน จู่ ๆ ตาเทียนก็พนมมือขึ้นทำท่าทางเหมือนว่ากำลังจะเริ่มพิธีโดยไม่ได้นัดแนะใคร 

     

    วารุตนั่งยืดสันหลังเหยียดตรงตามสัญชาตญาณ เหล่หางตามองไปที่ตาเทียนอย่างประหม่าเหมือนกับคนที่ตั้งตัวไม่ทัน เขารีบพนมมือขึ้นด้วยท่าทาง เก้ ๆ กัง ๆ เพราะความไม่เคย ต่อมาไม่นานน้ำเสียงแหบพร่าของตาเทียนก็ดังกึกก้อง