ตอนที่35 ข้าถาม เจ้าตอบ
กัสตามเจสันไปผ่านประตูไปอีกก็เจอกับพื้นที่ร้านจริงๆ ด้านในสุดมีชั้นวางของที่น่าสนใจและหลายอย่างค่อนข้างจะคลุมเครือแต่ของพวกนี้กัสเห็นมาจนชินแล้ว
ถ้าจะให้เปรียบเทียบในสายตาของกัสมันก็แค่ของเกรดต่ำที่กองทัพไม่ได้ใช้งานกันเท่านั้น
เจสันสังเกตท่าทางของกัสและก็แอบสงสัยว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ใช่พวกธรรมดาเลยแล้วเขามาที่นี่เพราะต้องการอะไรกันแน่
ด้านในสุดมีกลุ่มคนอยู่แต่พวกนั้นไม่สนใจเจสันที่พาคนเข้ามา กระทั้งมาถึงด้านในสุดที่เถ้าแก่อยู่เจสันก็อธิบายสั้นๆ ให้ฟังเหมือนกับทุกครั้งเพียงแต่เพิ่มเติมขึ้นมาเล็กน้อยเกี่ยวกับกัสที่ดูเหมือนเด็กหนุ่มอายุน้อยคนนี้
“เจ้าหนุ่มเข้าใจกฏดีสินะ”
“แน่นอนเข้าเรื่องกันเลยฉันต้องการของอย่างหนึ่ง ส่วนนี่คือราคาอย่าต่อรอง เพราะมันเหมาะสมแล้ว”กัสกลับไม่สนใจว่าใครเป็นเจ้าบ้านและใครเป็นแขกกัน กลับเข้าเรื่องตรงๆ
การวางท่าของกัสทำเอาคนในห้องอดที่จะตกตะลึงไม่ได้หลายคนต่างก็เหลือบมองเถ้าแก่รอคำสั่งให้อัดไอ้หนุ่มที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนนี้เพื่อสั่งสอนเรื่องมารยาท
เถ้าแก่เองก็รู้สึกไม่พอใจสายตาแต่ว่าก็ยังเลือกจะมองดูกระดาษที่กัสเขียนกับราคาที่ใส่ไว้พอเห็นตัวเลขและความแม่นยำนั้นแล้ว เถ้าแก่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
สุดท้ายด้วยการหักห้ามใจก็เลือกจะไม่เอาเรื่องแต่ถึงอย่างนั้นการซื้อขายย่อมไม่อาจจะให้อีกฝ่ายมาข่มได้แบบนี้
“เพิ่มอีก ไม่งั้นก็ไสหัวไป” ตอนแรกเถ้าแก่คิดว่าจะทำให้เด็กคนนี้ยอมเพิ่มเงินขึ้นมาอีกตามคำขอหรือไม่อย่างน้อยก็มาเจรจาต่อลองกัน
แต่ว่ากัสกลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครเชื่อ
กัสลุกขึ้นยืนและเตรียมเดินจากไปโดยไม่มีความลังเลอยู่แม้แต่น้อย
“เดี๋ยว เจ้าหนู นายรู้ไหมว่าของนี้หายากแค่ไหน ถ้าอยากได้ก็มีแค่ที่ร้านฉันร้านเดียว”
“เฮ้ ไอ้หนูหยุดเอามาเพิ่มอีกแค่หนึ่งส่วนก็ได้ไม่สิครึ่งส่วนของราคาเดิม”
เถ้าแก่ตะโกนไล่หลังไปแต่ว่ากัสก็ยังไม่ยอมหยุด
“ขวางมันไว้” สุดท้ายเถ้าแก่ก็โบกมือสั่งลูกน้องขวางกัสไว้
“เข้ามาแล้วจะออกไปง่าย ๆ เหรอ คิดว่าที่นี่มันที่ไหน”เถ้าแก่รู้สึกหงุดหงิดกับเด็กคนนี้มากสุดท้ายยิ่งพอโดนปฏิเสธแบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกเสียหน้า
กัสหยุดลงเหลือบมองพวกที่ขวางทางเขาไว้ก่อนจะหันกลับไปและพูดอย่างใจเย็น
“มีของนั่นในอีก 3 ร้าน ราคาไม่แตกต่างกัน”
คำพูดของกัสทำเอาเถ้าแก่และคนนำทางเจสันชะงักไปเพราะไม่คิดว่ากัสจะรู้ถึงละเอียดขนาดนี้ โดยเพราะจำนวนร้านเพราะพวกเขรู้แค่ว่ามันมี 2 ร้าน แล้วไอ้ร้านที่สามใครมันขายกัน
“แล้วยังไง เข้ามาที่นี่คิดจะกลับไปได้ง่าย ๆเหรอ”
“เถ้าแก่โลกใบนี้มีกฏ ที่นี่ก็หนีไม่พ้นเช่นกันคิดว่าตัวเองเป็นผู้คุมกฏหรือยังไง”
คำพูดของกัสทำเอาเถ้าแก่ร้านและคนนำทางอย่างเจสันตกใจเล็กน้อยส่วนคนอื่น ๆ กลับไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร
“ใจเย็นน้องชาย ร้านเราก็แค่ร้านเล็ก ๆขายของที่นี่เท่านั้น มา ๆ มานั่งคุยกันก่อน” เถ้าแก่ร้านเชิญกัสมานั่งด้วยท่าทางยิ้มแย้มแต่ในใจก็กำลังประเมินว่าตัวเองเจอกับใครเข้า
“ไปเอาของมา” เถ้าแก่หันไปสั่งให้คนนำทางไปเอาของ
หลังจากนั้นการซื้อขายก็เสร็จสิ้นสิ่งที่ต้องจ่ายในตอนนี้คือราคาของหอคอยโลกาวินาศไม่ใช่เงินเครดิตอีกต่อไป
กฏนี้กัสรู้ดีและเตรียมมาแล้วด้วยแก่นพลังงาน
“ของนี่อันตราย ระวังในการใช้งานด้วยถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา...”
“ผมไม่เคยมาที่นี่และไม่รู้ว่าคุณจะพูดถึงเรื่องอะไร”กัสกล่าวแทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นและเดินจากไปทันที
เถ้าแก่มองหลังของกัสที่จากไปก่อนจะโบกมือเรียกผู้นำทางมา
...
ออกมาจากร้านกัสก็รู้สึกได้ว่ามีคนติดตามมาน่าจะเป็นคนจากร้านที่อยากรู้อยากเห็น แต่ว่ากัสก็ไม่ตื่นตระหนกเขาเดินไปแถมพื้นที่คนพลุกพล่านไม่นานก็หายไปในฝูงชน
คนที่ติดตามมาคาดสายตาไปแล้วก็ได้แต่กลับไปรายงานตามตรงเท่านั้น
กัสมาโผล่อีกครั้งก็บนรถประจำทางเตรียมจะกลับไปยังที่พักแล้วอันที่จริงเขาบอกกับที่บ้านเรื่องเดินทางไปที่หอคอยโลกาวินาศว่าจะเข้าไปตั้งแต่เย็นแล้วนั่นคือความเข้าใจของครอบครัว
ส่วนเขาตอนนี้กลับนั่งรถกลับมาตัวเปล่าเพราะของทั้งหมดเก็บไว้ในจี้หินดำแล้ว
เขาเดินเข้ามาในห้องเช่าที่เงียบสงบด้านในไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆ นอกจากเครื่องส่งที่วางอยู่อย่างเงียบ ๆ ไม่มีสายต่อไปยังที่ไหนเพราะเครื่องใช้พลังงานแหล่งอื่นนอกจากไฟฟ้าได้
นั้นคือแก่นพลังงานกัสเหลือก่อนพลังงานไม่มากนัก เขาใส่แก่นพลังงานหนึ่งชิ้นเข้าไปที่ช่องพลังงานค่าพลังงานก็เพิ่มขึ้นมาเต็มและก็เปิดใช้งานได้ในทันที
เครื่องส่งไม่กินพลังงานมากนักแก่นพลังงานหนึ่งก้อนใช้มันได้อย่างยาวนาน
หลังจากนั้นกัสก็เริ่มออกเดินทางเข้าสู่หอคอยโลกาวินาศเป็นครั้งที่สอง
“หอคอยโลกาวินาศออนไลน์”
...
ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งกัสก็มาอยู่ที่ห้องทำงานของตัวเองแล้วพอเดินออกมาจากห้องประตูก็เปิดขึ้นเป็นฮันน่าที่เดินเข้ามาเพื่อแสดงความเคารพ
กัสพบว่าเธอแทบไม่แตกต่างจากเดิมราวกับว่ายืนรอเขาอยู่ที่นี่
แน่นอนว่ามีงานมากมายให้กับพวกเธอและทหารมืดทำกันตอนที่กัสไม่อยู่โลกใบนี้ก็ยังดำเนินไปด้วยตัวเองเขาเป็นนักเดินทางไม่ใช่เจ้าของโลกใบนี้
มันไม่ได้สำคัญว่าเขาจะมาหรือไป ตายหรืออยู่กัสเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี
หลังจากการมาถึงของกัสอีกครั้งทั้งค่ายก็เหมือนกับมีจิตวิญญาณกลับคืนมาอย่างเต็มที่และทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
แต่ว่าการไม่มีลอร์ดอยู่ก็เหมือนกับการไม่มีจิตวิญญาณอยู่ที่นี่
พอกัสกลับมาทหารมืดทุกนายก็รู้สึกยินดีอารมณ์ยินดีปรากฏขึ้นมาจากซอมบี้ถ้าพูดไปคนอื่นอาจจะหาว่าบ้าแต่ว่ามันเกิดขึ้นที่นี่
ทหารมืดต่างก็ถูกเรียกมารวมตัวกันเพื่อให้กัสได้ตรวจสอบ
มีงานมากมายให้กัสต้องจัดการทรัพยากรเข้ามาในค่ายมีอะไรบ้าง มีประชากรเพิ่มเท่าไหร่ รายการยาวหลายหน้ากระดาษโชคดีที่ยังมีลิชและอมีเรียคอยจัดการด้านทรัพยากรของค่ายโดยเฉพาะ
ทำให้ทุกอย่างเป็นระเบียบและตรวจสอบได้รวดเร็วมาก
“ไม่เสียแรงที่ให้ความสนใจด้านการจัดการทรัพยากรก่อนจะออกไป”
ในเรื่องการบริหารกัสไม่ได้เก่ง เขาเป็นทหารแต่เขาก็มีความสามารถหนึ่ง นั่นก็คือการรู้จักใช้ผู้คนให้ถูกกับงานไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ได้เริ่มเป็นครูฝึก
การฝึกทหารไม่ใช่แค่การฝึกให้ทำตามคำสั่งหรือฝึกการต่อสู้เท่านั้นแต่ยังต้องรู้จักทหารของตัวเองว่าถนัดสิ่งใดและจะสอนอะไรให้ได้นี่ต่างหากคือความหมายของครูฝึก
ค่ายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทรัพยากรที่ทหารมืดนำกลับมาก็มากขึ้นและรวดเร็วกว่าค่ายทั่วไปหลายเท่ามากนักลิชและอมีเรียจึงจำเป็นที่จะต้องทำงานมากขึ้น
“คงต้องสร้างฝ่ายคลังและขนส่งขึ้นมาแล้ว”กัสกำลังคิดถึงการสร้างคลังของค่ายและฝ่ายขนส่งขึ้นมาเพราะแบบนั้นจะทำให้ค่ายของเขาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
แต่ขณะที่เขากำลังคิดอะไรอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้นฮันน่าก็กล่าวขัดขึ้นมา
“นายท่าน ตอนที่ท่านไม่อยู่มีเรื่องเกิดขึ้น”
“เรื่อง?”
กัสเกิดความสงสัยฮันน่ารีบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเริ่มจากการบุกมาของฟอสเตอร์ การต่อสู้การโจมตีและอื่น ๆ ทำให้กัสเริ่มสงสัยในเรื่องของฟอสเตอร์ทันที
“ไปเรียกลิชมา”
ลิชคือคนที่ฉลาดที่สุดและเข้าใจสถานการณ์แถมยังรับผิดชอบสอบสวนฟอสเตอร์หลังจากจับกุมได้ ซึ่งไม่ต้องรอคำสั่งของกัสกัสจึงไม่ต้องเสียเวลาลงมือเอง เลยเรียกลิชมาสอบถามข้อมูลของฟอสเตอร์
ใช้เวลาไม่กี่นาทีลิชก็รีบเข้ามาพบกับกัสก่อนจะเริ่มเล่าในสิ่งที่ตัวเองได้ฟังมาจากปากของฟอสเตอร์
หลังจากกัสฟังก็เงียบไปอยู่สักพักหนึ่งเขาจึงลุกขึ้นยืน
“พาฉันไปหาเจ้านั่น”
ลิชรีบนำทางไปในทันทีโดยมีฮันน่าและทหารองครักษ์ติดตามมาด้วยตอนที่อยู่ในค่ายทหารองครักษ์ก็ยังติดตามกัสอยู่หนึ่งหน่วยอย่างใกล้ชิด
ส่วนอีกหน่วยได้ไปพักผ่อนและทำอย่างอื่น
กัสมาพบกับฟอสเตอร์แต่สภาพของเขาแทบจะไม่ใช่มนุษย์แล้วมันเหมือนกับซอมบี้ที่อดอาหารมานานจนใกล้จะแห้งตาย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล
ถึงอย่างนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่
ฟอสเตอร์ถูกจับล่ามโซ่ไว้ทั้งแขนขาสภาพนอนกองอยู่กับพื้นที่เย็นเฉียบ
ฟอสเตอร์ที่แทบจะสิ้นสติแล้วกลับเห็นว่ามีมนุษย์เป็นๆ ก็รู้สึกเหมือนมีความหวังขึ้นมาอีกตั้งแต่ที่ลิชเข้ามาสอบสวนฟอสเตอร์ก็รู้สึกมาตลอดว่าลิชและคนในค่ายไม่ใช่มนุษย์
พวกเขาราวกับปีศาจร้ายไม่มีผิด
“ช่วยด้วย...” ฟอสเตอร์พยายามยื่นมือเข้าไปหากัสแต่ว่ากลับถูกฮันน่าคว้ามือไว้และบีบอย่างแรง
ฟอสเตอร์ไม่มีแรงแม้แต่จะดึงมือกลับไปปากได้แต่กรีดร้องอย่างอ่อนแรงเท่านั้น
กัสยกมือห้ามฮันน่าไว้ไม่อย่างนั้นยังไม่ทันทำอะไรด้วยร่างกายที่แทบจะหมดพลังชีวิตฟอสเตอร์คงกรีดร้องจนหมดแรงตายไปก่อนแน่นอน
แค่ส่งสายตาฮันน่าก็เข้าใจรีบไปยกเก้าอี้จากมุมห้องมาวางให้กับกัสและไม่ลืมที่จะปัดเช็ดให้สะอาดเท่าที่จะทำได้
กัสนั่งลงด้านหน้าของฟอสเตอร์เขาโบกมือเล็กน้อยก็มีทหารมืดยกเอาน้ำหนึ่งขวดและขนมปังหนึ่งแผ่นมาวางไว้ด้านหน้าของฟอสเตอร์
ฟอสเตอร์เหมือนกับมีพลังขึ้นมาเขากระหายน้ำและอาหารอย่างมากแต่ว่าพอจะคลานเข้ามาก็พบว่าโซ่มันตรึงไว้จนเขาก้าวเข้าไปไม่ถึง
“ฉันถาม แกตอบ ถ้าตอบก็ได้กิน แต่ว่าถ้าฉันรู้ว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จแม้แต่นิดเดียว...”กัสไม่ได้บอกว่าจะทำอะไร แต่ว่าจากสายตาแล้วทำให้ฟอสเตอร์หวาดกลัวยิ่งกว่าเจอกับลิชซะอีก
‘เข้าใจผิดแล้ว คน ๆ นี้ไม่ใช่มนุษย์เขาคือจอมมารของพวกปีศาจเหล่านี้’ นี่คือสิ่งที่ฟอสเตอร์รู้สึกได้