ย้อนกลับไปยังเมื่อประมาณปี 1459 จากการที่นางเทวีอสูรฯ ได้ทำการสาปเจ้าหญิงโอริฮิเมะทั้งๆ ที่ยังอยู่ในครรภ์ของพระมเหสีผู้มีศักดิ์เป็นพระมารดาของเจ้าหญิงฮิเมรากิในตอนนั้น ก็ได้ส่งผลทำให้สถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลาเดียวกันได้เกิดความวิปริตขึ้น
เมื่อเกิดความไม่ลงรอยกันขึ้นระหว่างโฮโซคาว่า คัทสึโมโตะ ผู้ดำรงในตำแหน่งคันเรย์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่รองลงมาจากโชกุน และเป็นผู้นำแห่งตระกูลโฮโซคาว่า ซึ่งเป็นตระกูลที่ทั้งทรงอิทธิพล และเรืองอำนาจมากที่สุดในสำนักโชกุนในขณะนั้น
และยามานะ โซเซ็น ผู้นำแห่งตระกูลยามานะ ซึ่งมีศักดิ์เป็นพ่อตาของคัทสึโมโตะ และเป็นบิดาของยามานา ฮารุโกะ ผู้ซึ่งเป็นภรรยาของคัทสึโมโตะ
อันเนื่องมาจากว่าอำนาจของตระกูลโฮโซคาว่านั้นนับวันก็มีแต่จะเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ และตัวคัทสึโมโตะเองก็เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างหรูหราและฟุ่มเฟือยอย่างสุดๆ อีกทั้งในช่วงระหว่างที่คัทสึโมโตะดำรงตำแหน่งคันเรย์อยู่นั้น เขาก็เป็นคนที่บ้าอำนาจกันอย่างสุดๆ
จึงทำให้โซเซ็นนั้นเริ่มเกิดความพอใจขึ้น และหาทางทีร่ลดทอนอำนาจของตระกูลโฮโซคาว่าลงอย่างลับๆ ด้วยความสามารถทางการเมือง จึงทำให้ตัวโซเซ็นนั้นเริ่มที่จะมีแนวร่วมที่จะคอยสนับสนุนเขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่คิดที่จะงัดข้อกับทางฝ่ายตระกูลโฮโซคาว่า จนกว่าเขาจะมั่นใจว่า ตัวเขานั้นมีความแข็งแกร่งพอที่จะสู้กับเขาได้
ย้อนกลับมายังช่วงปัจจุบัน ในคืนวันเพ็ญ ยามที่แสงจันทราสีโลหิตส่องสว่างไปทั่วหล้า หลังจากที่พิธีกรรมสาปแช่งเจ้าหญิงโอริฮิเมะนั้นได้เริ่มต้นขึ้น เปลวไฟแห่งศึกสงครามก็ค่อยๆ คลืบคลานสู่บ้านเมืองอย่างช้าๆ
โดยจะเริ่มจากการที่ฮิโนะ โทมิโกะ ภรรยาหลวงของอาชิคางะ โยชิมาสะ โชกุนอาชิคางะลำดับที่ 8 แห่งตระกูลอาชิคางะได้ให้กำเนิดบุตรชายตัวน้อยที่มีนามว่า อาชิคางะ โยชิฮิสะขึ้น จนนำไปสู่ความขัดแย้งกันขึ้นระหว่างฝ่ายสนับสนุนโยชิมิที่นำโดยตระกูลโฮโซกาว่า ซึ่งมีผู้นำตระกูลคือโฮโซคาว่า คัทสึโมโตะ และฝ่ายสนับสนุนโยชิฮิสะที่นำโดยตระกูลยามานะ ซึ่งมีผู้นำตระกูลคือยามานะ โซเซ็น
เมื่อวันเวลาผ่านไป กองทัพของทั้งสองฝ่ายต่างก็เคลื่อนพลเข้ามาในบริเวณเมืองหลวงเพื่อรอดูท่าทีของกันและกัน ในระหว่างนั้น ฝ่ายยามานะได้จับตัวโยชิมิไปเป็นตัวประกัน และนำไปกักขังไว้ที่ตำหนักโชกุน เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ และทั้งสองฝ่ายก็เตรียมพร้อมที่จะเข้าปะทะกันตลอดเวลา
โยชิมาสะเริ่มท่าไม่ดี จึงได้ออกมาเตือนกับทั้งสองฝ่ายว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลงมือโจมตีเมืองหลวงก่อน ฝ่ายนั้นก็จะถือว่าเป็นกบฏต่อรัฐบาลโชกุนโดยทันที จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายทำได้แค่เพียงตรึงกำลังเอาไว้แบบนั้น
หลังจากที่พิธีกรรมสาปแช่งเจ้าหญิงโอริฮิเมะนั้นได้เสร็จสมบูรณ์ลงแล้ว เหตุอาเพศก็ได้คลืบคลานมาสู่บ้านเมืองอย่างเต็มรูปแบบ เปลวไฟแห่งศึกสงครามก็ได้ปะทุขึ้น เมื่อคฤหาสน์ในตระกูลโฮโซคาว่าก็ได้ถูกยิงถล่มด้วยปืนใหญ่ จนเกิดแรงระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเกิดเพลิงไหม้อันร้อนระอุขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ฝ่ายโฮโซคาว่าจึงได้กล่าวโทษไปว่ามันจะต้องเป็นฝีมือของฝ่ายยามานะอย่างแน่นอน ฝ่ายโฮโซคาว่าจึงรีบเตรียมการส่งเรื่องนี้ไปให้กับทางโชกุนโยชิมาสะได้รับทราบโดยทันที ในเวลาผ่านไปคฤหาสน์ในตระกูลยามานะก็ได้ถูกยิงถล่มด้วยปืนใหญ่ลูกระเบิดด้วยเช่นกัน จนเกิดแรงระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ฝ่ายยามานะจึงเริ่มเปิดศึกกับฝ่ายโฮโซคาว่า เพื่อการทำการตอบโต้อีกฝ่ายโดยทันที และนั่นจึงนำไปสู่สงครามโอนินที่จะบานปลายไปสู่ยุคสมัยสงครามเซ็นโกคุในเวลาต่อมา
ในระหว่างนั้น ก็ได้มีเหล่าอสูรโยไคชนิดต่างๆ ก็ได้พากันหลุดออกมาจากแดนปรโลก และออกอาละวาดถล่มบ้านเมืองในหลายๆ แห่งจนเกิดเพลิงไหม้อันร้อนระอุขึ้นลุกลามไปทั่วสารทิศ อีกทั้งยังเข่นฆ่าผู้คนบริสุทธิ์นับหมื่นนับแสนกว่าชีวิตทั่วญี่ปุ่นอีกด้วย จนทำให้ทั้งบ้านเมืองเกิดความวุ่นวายในทุกหย่อมหญ้า
ในขณะเดียวกัน ทางด้านนางเทวีอสูรฯ อิซานามิที่อยู่ในร่างงามของเจ้าหญิงโอริฮิเมะ ซึ่งได้กลายมาเป็นหญิงสาววัย 20 ปี จากคำสาปของนางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ในตัวเธอนั้น ก็ได้กลายร่างเป็นพญาจิ้งจอก 9 หาง และเข้าเผชิญหน้ากับเจ้าหญิงฮิเมรากิโดยทันที
“ก่อนที่ข้าจะทำลายล้างโลกใบนี้ ข้าจะลงมือสังหารเจ้าเสีย ด้วยร่างของนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะ น้องสาวที่เจ้ารักมากที่สุดเนี่ยแหละ นังเจ้าหญิงฮิเมรากิ ข้าจะทำให้นังเจ้าหญิงโอริฮิเมะรู้สึกเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จากการที่มัน...ได้ลงมือฆ่าพี่สาวแท้ๆ ในสายเลือดที่มันรักมากที่สุด...ด้วยน้ำมือของมันเอง”
หลังจากที่กล่าวจบไม่นาน เจ้าหญิงฮิเมรากิก็รีบชักดาบพลังแสงคุซานางิออกมา ก่อนที่เธอนั้นจะพูดออกไปว่า
“โอริฮิเมะ ไม่ว่าเจ้าจะกรีดเลือดเนื้อข้าให้ตายทั้งเป็น ต่อให้เจ้าจะฆ่าข้าให้ตายยังไง ไม่ว่าเจ้าจะกลายเป็นอะไรไปแล้วก็ตาม ข้าก็จะยังรักและปกป้องเจ้าตลอดไป เพราะว่าเจ้าก็ยังคงเป็นน้องสาวของข้า ทนเจ็บหน่อยนะ โอริฮิเมะ เพราะข้าเนี่ยแหละที่จะจัดการกับเจ้านางเทวีอสูรฯ นั่นให้สิ้นซาก เพื่อที่จะทำลายคำสาปของนางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ในร่างของเจ้า ข้าจะทำลายคำสาปให้กับเจ้าเอง”
เจ้าหญิงฮิเมรากิพูดกับเจ้าหญิงโอริฮิเมะ ผู้เป็นน้องสาววัย 20 ของเธอที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งได้กลายเป็นพญาจิ้งจอก 9 หาง ร่างแทนของนางเทวีอสูรฯ อิซานามิ ในขณะเดียวกัน ก็ได้มีน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากดวงตาคู่งามสีน้ำเงินไพลินทั้งสองข้าง ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดที่จะต้องลงมือกับผู้เป็นน้องสาวที่เจ้าฮิเมรากิรักมากที่สุดในชีวิต
ความรู้สึกทั้งหมดของเจ้าหญิงฮิเมรากิที่มีต่อเจ้าหญิงโอริฮิเมะ ผู้เป็นน้องสาววัย 20 ปีนั้นมันเต็มไปด้วยทั้งความรักและความผูกพันที่แน่นแฟ้น จนไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะสามารถตัดขาดออกจากกันได้ โดยพื้นฐานแล้ว เจ้าหญิงฮิเมรากิเป็นคนที่รักน้องสาวมากกว่าสิ่งอื่นใดในโลกใบนี้
“เลิกทำเป็นรักใคร่สองพี่น้องต่อหน้าข้าเสียทีเถอะ ข้าเห็นแล้วอยากจะอ้วก”
“เจ้าอย่าได้เข้าใจผิดเชียวหล่ะ นางเทวีอสูรฯ เพราะว่าข้าไม่ได้พูดกับเจ้า แต่ข้าพูดกับน้องสาวของข้าต่างหาก”
เจ้าหญิงฮิเมรากิรีบแย้งกลับไปโดยทันที
“เจ้าบอกว่าเจ้าจะจัดการกับข้า เพื่อที่จะทำลายคำสาปของข้าที่อยู่ในร่างของนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะอย่างงั้นหรือ เจ้าหญิงฮิเมรากิ ถึงแม้ว่าเจ้าจะเป็นถึงองเมียวจิฮิเมะแห่งราชสำนัก แต่เจ้าก็ไม่สามารถทำอะไรกับข้าได้อยู่ดี”
คำพูดบั่นทอนจิตใจนั้นได้ออกมาจากปากของนางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ในร่างงามของเจ้าหญิงโอริฮิเมะ ซึ่งได้กลายร่างเป็นพญาจิ้งจอก 9 หาง แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหญิงฮิเมรากิกลับไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับคำพูดบั่นทอนจิตใจของมันเลยแม้แต่น้อย
“เรื่องนั้น...ถ้าไม่ลองดูก็ไม่รู้หรอกนะ ว่ามันจะทำได้หรือไม่ได้”
“หึ ถ้าหากเจ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู” หลังจากที่การสนทนานั้นได้สิ้นสุดลง เจ้าหญิงฮิเมรากิได้ทำการอัญเชิญภูติพิทักษ์ประจำกายม้าปีกมีเขาที่มีนามว่าเท็นมะออกมา เพื่อที่จะใช้ในการต่อสู้บนหลังม้า จากนั้น เธอก็รีบขึ้นขี่บนหลังของม้าปีกมีเขา และวิ่งเข้าไปเผชิญหน้ากับพญาจิ้งจอก 9 หางที่อยู่ตรงหน้าโดยทันที