ได้ยินคำพูดลอยๆ ของซุนเฟยแล้วยอดฝีมือลึกลับที่กำลังจะจากไปก็สะดุดเท้าของตัวเองเท้าจนเกิดเสียงดังตูมขึ้นมาร่างของเขาแทบจะล้มคว่ำลงกับพื้น
เจ้าลูกหมานี่ ขนาดเขายังไม่กล้าคิดเลยแล้วเจ้าเป็นใครถึงคิดว่าจะได้ดูคัมภีร์คลื่นพลัง 'หมัดมังกร'? ยอดฝีมือลึกลับที่นิ่งเงียบมาโดยตลอดก็หลุดอาการขรึมแทบจะทันที
ตอนนี้หน้าของเขาเกือบจะจูบพื้นอยู่รอมร่อดีที่ว่าตั้งสติทันเลยพลิกตัวกลับมายืนได้
ต้องรู้ว่าในบรรดาราชอาณาจักรนับร้อยที่อยู่ใกล้เคียงกันต่างยอมรับว่า 'หมัดมังกร' เป็นคัมภีร์คลื่นพลังระดับจันทราและถูกเรียกขานว่าเป็นคัมภีร์คลื่นพลัง ‘อันดับหนึ่งในหมู่ราชอาณาจักร’ แม้แต่ยอดฝีมือผู้อาวุโสที่มีชื่อเสียงมานานก็เคยเดาไว้ว่าคัมภีร์คลื่นพลังที่ถูกสร้างขึ้นโดยองค์จักรพรรดิยาซินเล่มนี้ขอเพียงผ่านการขัดเกลาและทดสอบไม่แน่ว่ามันอาจจะได้เลื่อนขึ้นเป็นคัมภีร์คลื่นพลังระดับสุริยะก็ได้
ในสายตาของนักรบธรรมดาทั่วไปนั้นคัมภีร์คลื่นพลังระดับสุริยะเจิดจ้ายิ่งกว่าตำนานของเทพเจ้าเสียอีก
คลื่นพลังระดับสุริยะก็เรื่องหนึ่ง ตำนานของเทพเจ้าก็อีกเรื่องหนึ่ง
ล้วนล้ำค่าไม่มีที่เปรียบ!!!
หลายปีที่ผ่านมา จะในที่ลับหรือที่แจ้งไม่รู้ว่ามีมหาอำนาจมากมายเพียงใดที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากเพื่อเป็นของแลกเปลี่ยนในการได้ดูท่าหมัดของ 'หมัดมังกร' ที่ยากจะทำตามได้มันเป็นทักษะหมัดที่แสนหายากและล้ำค่า
กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าสำหรับราชอาณาจักรเซนิทแล้ว ท่าหมัดชุดนี้ไม่ได้เป็นแค่คัมภีร์คลื่นพลังธรรมดาๆเท่านั้นแต่เป็นยิ่งกว่าอาวุธวิเศษที่จะคอยปกป้องโชคชะตาของทั้งราชอาณาจักรอีกทั้ง ทั้งราชอาณาจักรนี้ นอกจากองค์จักรพรรดิยาซินแล้วก็ไม่มีใครเคยเห็นมันแม้แต่องค์ชายอาร์ชาวินและองค์ชายโดมิงเกวซ สองรัชทายาทที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะสืบทอดตำแหน่งจักรพรรดิในอนาคตก็ยังไม่เคยได้เห็นแม้แต่ขอบปกเลยด้วยซ้ำ
และตอนนี้ เจ้าราชาตัวน้อยที่แสนโลภมากคนนี้ยังกล้าคิดว่าตัวเองจะได้ชม 'หมัดมังกร'?
ยอดฝีมือลึกลับอยากจะหันกลับมาโบกหัวเจ้าตัวโลภมากนี้สักทีหนึ่งโบกให้กลายเป็นเนื้อบดได้ยิ่งดี จะได้เพลาๆ ความโลภลงเสียบ้าง
แต่สุดท้ายเขาก็ทำได้แค่สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆอย่างอดทน และไม่พูดอะไรออกมาอีกร่างของเขากลายเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งทะยานหายเข้าไปในความมืด
“หืม? ไม่พูดไม่จาสักคำก็ไปซะแล้ว ฮึๆ นี่หมายความว่าเขาจะเอาคัมภีร์คลื่นพลัง 'หมัดมังกร' มาให้ข้าดูพรุ่งนี้ใช่หรือเปล่า?”
ซุนเฟยตั้งหน้าตั้งตารอพบกันในคืนพรุ่งนี้ด้วยความหวังเต็มเปี่ยม
……
……
เมื่อซุนเฟยกลับมาถึงค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดดวงดาวที่ทอประกายเต็มท้องฟ้าก็ค่อยๆ จางหายไปทีละดวง ตรงเส้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มปรากฏแสงสว่างสีขาวโผล่พ้นขึ้นมา
วันใหม่กำลังจะมาถึงภายในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดเริ่มมีเงาร่างคนเดินขวักไขว่ตระเตรียมข้าวของสำหรับเช้าวันนี้หลังจากที่ตอร์เรส โอเลเกร์ 'สองอสุรกาย' และคนอื่นๆได้รับคัมภีร์คลื่นพลังจากราชาไปเมื่อคืนนี้พวกเขาต่างคนต่างรีบกลับไปฝึกที่เต็นท์ของตัวเองทันทีเนื่องจากคัมภีร์คลื่นพลังเป็นสิ่งที่ซุนเฟยสร้างขึ้นมาเองกับมือ เนื้อหาวิชาจึงเชื่อมโยงถึงกัน เพราะมีพื้นฐานกันมาก่อนหน้านี้แล้วดังนั้น สถานการณ์การฝึกของทุกคนในตอนนี้จึงไม่เลวเลยทีเดียวทั้งยังฝึกฝนมาจนถึงจุดสูงสุดของระดับตัวเองแล้วตอนนี้
ยกเว้นแปเตอร์ แช็ค เนื่องจากเขาต้องรับหน้าที่ในการฝึกฝนเหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์ และยังต้องรับหน้าที่ในการคัดเลือกทหารที่แข็งแกร่งที่สุดเข้าร่วมการแข่งขันที่กำลังจะมาถึงนี้ดังนั้นเขาจึงต้องหยุดฝึกและเริ่มวุ่นวายกับงานดังกล่าว
ภายในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดทุกคนต่างเตรียมพร้อมกันอย่างเต็มที่เพื่อการแข่งขันการจัดอันดับที่จะมาถึง
เพราะทุกคนต่างเข้าใจกันดีว่าการแข่งขันรอบสุดท้ายนี้ เป็นโอกาสที่ชาวเมืองแซมบอร์ดไม่อยากพลาดมากที่สุด
ก่อนหน้านี้หนึ่งวันทางกองทัพราชอาณาจักรตัดสินใช้รูปแบบการประลองมากำหนดสิทธิ์ที่จะได้ควบคุมกองทัพใหม่หากใครเป็นผู้ชนะการแข่งขันการจัดอันดับในปีนี้จะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บัญชาการกองทัพใหม่จากนั้นก็นำกองทัพใหม่ที่มาจากการรวมตัวของอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยสี่สิบสี่แห่งมุ่งหน้าลงใต้เพื่อเข้าสู่สมรภูมิรบส่วนยอดฝีมือยี่สิบอันดับแรกจะได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าในกองทัพใหม่ซึ่งมันหมายความว่า โอกาสของเมืองแซมบอร์ดได้มาถึงแล้ว
เพราะใครๆ ต่างก็มองออกว่ากองทัพทหารม้าของเมืองแซมบอร์ดอยู่ในระดับสูงสุด
อีกทั้งยอดฝีมือสิบอันดับแรกของเขตสงครามทางภาคเหนือก็เป็นยอดฝีมือเมืองแซมบอร์ดที่ครอบครองไปแล้วแปดอันดับถ้ารักษาตำแหน่งนี้ไว้ได้เรื่อยๆ ในการแข่งขันนั่นหมายความว่าอำนาจในการควบคุมกองทัพใหม่ได้ตกอยู่ในกำมือของซุนเฟยอย่างแน่นอน
เมืองแซมบอร์ดในตอนนี้ได้ทะยานขึ้นสู่ฟ้าตามราชาแซมบอร์ดไปติดๆกลายเป็นอาณาจักรบริวารที่ทรงอำนาจที่สุดในราชอาณาจักรเซนิท
ถึงแม้ว่าซุนเฟยจะไม่ได้กำหนดเป้าหมายอะไรออกมาแต่ยอดฝีมือทุกคนในเมืองแซมบอร์ดต่างยินดีที่จะสู้เพื่อราชาของตัวเองพวกเขาจะช่วงชิงตำแหน่งยอดฝีมืออันดับแรกๆ ในการแข่งขันมาให้ได้เมื่อไรที่ซุนเฟยได้เป็นอันดับหนึ่งในการแข่งขันการจัดอันดับและกลายเป็นผู้บัญชาการของกองทัพใหม่ด้วยวิธีนี้จะช่วยให้ฝ่าบาทสามารถควบคุมตำแหน่งสำคัญๆได้หลายอย่างไว้ในกำมือของตัวเอง และสามารถควบคุมกองทัพใหม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
เมื่อเห็นร่างเงาของเหล่านักรบใต้บัญชาการของตัวเองที่กำลังวิ่งวุ่นอยู่กับการเตรียมพร้อมอย่างยากลำบากซุนเฟยก็รู้ซึ้งถึงน้ำใจของพวกเขา ฉับพลันความรู้สึกปลื้มใจและยินดีก็เอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจของเขา
ในอดีต เมืองแซมบอร์ดถูกผู้คนรุมรังแกและเหยียบย่ำดุจเม็ดทรายแต่ตอนนี้ไม่ได้มีเพียงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ความสามัคคีก็ยังก้าวขึ้นไปในจุดที่ไม่น่าเชื่อพลังและจิตใจของทุกคนต่างรวมกันเป็นหนึ่งเสมือนเชือกถักที่ค่อยๆ ผูกรวมพวกเขาไว้ด้วยกันพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนร่วมในการสร้างคุณูปการให้แก่อาณาจักรซุนเฟยรู้สึกว่าตัวเขาประสบความสำเร็จไปอีกขั้นแล้ว
วิ่งวุ่นอยู่ตลอดทั้งคืนหลังจากกลับมาที่เต็นท์ของราชา ซุนเฟยก็ทำเหมือนอย่างที่เคยทำในทุกวันนั่นก็คือการพักผ่อนสักเล็กน้อยก่อนรุ่งสางจะมาถึงเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในจิตใจ
พอซุนเฟยตื่นขึ้นมาอีกครั้ง สีของท้องฟ้าก็สว่างสดใสขึ้นแล้ว
ในค่ายทหารอาณาจักรบริวารเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมเนื่องจากการแข่งขันการจัดอันดับได้ใกล้เข้ามาแล้ว ถึงแม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นแต่บรรยากาศภายในค่ายกลับไม่ได้เงียบเหงาเลยสักนิดทุกคนต่างรีบร้อนมุ่งหน้าไปยังสนามประลองดาบหมายเลขหนึ่งถึงสิบเพื่อแย่งตำแหน่งที่ดีที่สุดและใกล้ที่สุดในการชมการแข่งขันไม่ว่าใครต่างก็อยากชมการต่อสู้ของเหล่ายอดฝีมือทั้งห้าคนอย่างใกล้ชิดทั้งนั้น
ซุนเฟยบอกสาวใช้ให้เตรียมอาหารเช้าให้เรียบร้อยอีกไม่นานพวกเขาต้องเตรียมตัวเดินทางกันแล้ว
แต่มีบางสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกกังวลใจเล็กน้อยก็คือทั้งๆ ที่พระอาทิตย์โผล่พ้นขึ้นมาจากด้านหลังภูเขามอร์โรนานแล้ว แต่แองเจล่า ว่าที่ราชินีในอนาคตที่ไปร่วมงานเลี้ยงที่วังขององค์หญิงเมื่อคืนวานยังไม่กลับมาสักที ตามหลักแล้ว วันนี้เป็นวันสำคัญของเมืองแซมบอร์ดแองเจล่าจะต้องกลับมาให้กำลังใจซุนเฟยในการต่อสู้ไม่รู้ว่าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นระหว่างทางหรือเปล่าถึงได้ล่าช้าขนาดนี้
ซุนเฟยคิดดังนั้นก็ตัดสินใจส่งอัศวินบรอนซ์เซนต์สองสามคนนำตราสัญลักษณ์ของตัวเองเดินทางไปที่เมืองหลวงเพื่อสอบถามต้นสายปลายเหตุส่วนตัวเองก็นำเหล่าผู้นำเมืองแซมบอร์ดที่ติดรายชื่อห้าสิบอันดับแรกของยอดฝีมือมุ่งหน้าไปยังสนามประลองดาบเพื่อทำศึกสุดท้าย
หลังจากที่เขตสงครามทางภาคเหนือได้สิ้นสุดการต่อสู้ที่โหดร้ายยอดฝีมือเมืองแซมบอร์ดก็สามารถติดแปดในสิบอันดับแรกของยอดฝีมือในเขตสงครามทางภาคเหนือมาได้
นอกจากซุนเฟยแล้วก็มี 'นิ้วเดียวแตกสลาย' แปเตอร์ แช็ค 'ผมขาวดาบเร็ว' พอล เพียร์ซ 'หมัดพิฆาตผมดำ' ดิดิเย ดร็อกบา 'กริชไร้เงา' ฟีลิปโป อินซากี 'บุตรแห่งสายลม' เฟร์นันโด ตอร์เรส 'ความสิ้นหวัง' โอเลเกร์และผู้ที่สร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกคนในช่วงการแข่งขันสองรอบสุดท้ายสตรีที่ถูกยกย่องโดยเหล่าวณิพกว่าสามารถทัดเทียมได้กับองค์หญิงนักเวทซินดี้ 'เทพธิดานักธนู' เอเลน่า
นอกจากแปดคนนี้แล้วตำแหน่งสิบอันดับแรกของยอดฝีมือในเขตสงครามทางภาคเหนือก็เหลือเพียงสองที่ซึ่งถูกคว้าไปโดยยอดฝีมือของอาณาจักรบริวารระดับหนึ่ง
สำหรับอาณาจักรบริวารในเขตสงครามทางภาคเหนือแล้วการแข่งขันการซ้อมรบในปีนี้มันเป็นปีที่ ‘มืดมน’ ที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่แข่งขันมา
ด้วยความแข็งแกร่งของชาวแซมบอร์ดทำให้อาณาจักรบริวารอีกสี่สิบเก้าแห่งที่เหลือต่างพากันหลั่งน้ำตาด้วยความขมขื่น ตลอดการแข่งขันพวกเขามองไม่เห็นโอกาสที่จะได้เลื่อนขั้นเลยด้วยซ้ำแม้แต่นักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรของพวกเขาก็ไม่มีทางคว้าชัยชนะมาจากชาวแซมบอร์ดได้เลยหากไม่ใช่เพราะว่าเมืองแซมบอร์ดมียอดฝีมือแค่แปดคนล่ะก็อาณาจักรบริวารระดับหนึ่งคงไม่มีทางได้ครองสองตำแหน่งสุดท้ายแน่ๆ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขารู้สึกดีใจก็คือถึงแม้ว่าชาวเมืองแซมบอร์ดจะได้เปรียบ แต่การลงมือของพวกเขากลับไม่ได้รุนแรงเกินไปนัก
ยอดฝีมือทั้งเจ็ดคนรวมทั้งราชาแซมบอร์ดที่ได้ทิ้งภาพลักษณ์โหดเหี้ยมดิบเถื่อนเอาไว้ ไม่ลงมือสังหารใครเลยบนสนามประลองดาบกลับกันพวกเขายังยั้งมือให้ด้วยซ้ำการกระทำเช่นนี้ทำให้พวกเขาได้รับเสียงขอบคุณและแรงสนับสนุนจากอาณาจักรบริวารหลายแห่งในขณะเดียวกันก็ยังทำให้เขตสงครามทางภาคเหนือกลายเป็นเขตสงครามที่มีอัตราผู้เสียชีวิตต่ำที่สุดในบรรดาเขตสงครามและยังกลายเป็นเขตสงครามที่รักษาความแข็งแกร่งได้ดีที่สุด
แสงแดดค่อยๆ ร้อนขึ้นทันทีที่ซุนเฟยเดินออกมาจากประตูค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดก็สามารถดึงดูดทุกสายตาให้หันมาจ้องมองพวกเขาได้
ในค่ายทหารอาณาจักรบริวารไม่ว่าเป็นอาณาจักรที่ได้เข้ารอบหรืออาณาจักรที่ถูกคัดออกต่างพากันเดินตามหลังกลุ่มเมืองแซมบอร์ดไปติดๆ เป็นจำนวนมากพวกเขาอยากมาดูให้เห็นกับตาว่ากลุ่มที่ได้รับความนิยมอย่างเมืองแซมบอร์ดจะแสดงความสามารถอะไรในวันนี้
สถานที่รอบชิงชนะเลิศก็คือสนามประลองดาบทั้งสิบแห่งที่อยู่ตรงกลางลานสนาม
หลังจากที่เมื่อวานนี้ 'เทพสงครามแห่งเซนิท' ได้นำกองกำลังทหารแห่งราชอาณาจักรเคลื่อนพลไปยังสนามรบทางภาคใต้ สนามประลองดาบหมายเลขหนึ่งถึงสิบที่อยู่ตรงกลางลานฝึกได้มีการปรับปรุงและซ่อมแซมขึ้นมาใหม่รวมไปถึงการติดตั้งวงเวทป้องกันที่แข็งแกร่งกว่าเดิมรอบๆ สนามประลองดาบทั้งสิบแห่งโดยเหล่านักเวทจากพระราชวัง เพราะที่นี่จะเป็นสถานที่การประลองของยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยสี่สิบสี่แห่ง พลังโจมตีของพวกเขาย่อมน่ากลัว หากไม่ลงวงเวทป้องกันที่แข็งแกร่งเอาไว้อาจทำให้สนามประลองดาบถูกทำลาย หรือไม่ก็อาจมีลูกหลงหลุดไปทางเขตที่พักพิเศษและทางคนดูที่อยู่รอบๆสนามประลองดาบจนได้รับบาดเจ็บหนักก็เป็นได้
คนที่เดินผ่านไปมาสามารถมองเห็นแสงสว่างสีฟ้าที่เจิดจ้าถึงสิบสายมาแต่ไกล กลิ่นอายเวทมนตร์ธาตุน้ำแผ่ซ่านออกมาจากลำแสงสีฟ้าเหล่านั้น
นี่ผลลัพธ์ที่สวยงามจาก 'ม่านน้ำครอบฟ้า' วงเวทป้องกันที่ติดตั้งอยู่บนสนามประลองดาบ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำไหลไม่ช้า ยอดฝีมือห้าสิบอันดับแรกก็ได้เดินทางมารวมตัวกันที่กลางลานฝึก
นอกจากยอดฝีมือที่เข้าร่วมการแข่งขันแล้วยังมีเชื้อพระวงศ์ ผู้บัญชาการทหารตัวแทนของตระกูลชนชั้นสูงจำนวนมากที่พากันมาปรากฏตัวที่นี่และผู้ที่รับผิดชอบในการดำเนินการการแข่งขันการจัดอันดับครั้งนี้ก็คือองค์ชายรองโดมิงเกวซ บุคคลที่ใครๆ ต่างก็คิดว่าค่อยๆสูญเสียอำนาจลงหลังจากเกิดการปะทุของสงครามขึ้น
ลมหนาวที่พัดเข้ามาทำให้ผ้าคลุมสีแดงสดด้านหลังองค์ชายรองพลิ้วไหว
องค์ชายรองในชุดเกราะสีเงินหรูหรายืนอยู่บนเวทีท่าทางสง่างาม รูปร่างสูงเพรียว บวกกับหน้าตาที่หล่อเหลาทำให้บริเวณรอบๆดูจืดจาง เขากลายเป็นจุดเด่นที่ไม่ว่าใครต้องเหลียวมองความสดใสเป็นประกายขององค์ชายรองโดมิงเกวซกับความองอาจขององค์ชายอาร์ชาวิน ต่างเป็นเอกลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบทั้งสองประเภทดูเหมือนว่าพระเจ้าจะทรงรักใคร่เอ็นดูองค์ชายทั้งสองพระองค์นี้มากจึงได้มอบต้นทุนสองอย่างที่ทำให้ผู้คนนับหมื่นล้วนอิจฉารูปลักษณ์หรือบุคลิกต่างสมบูรณ์แบบแล้วยังพรสวรรค์ไร้เทียมทานที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
-----------------------------------------