ตอนที่ 6 : หงส์ซ่อนปีก ัซ่อนกาย
ยามรัตติกาลมาเยือน เงาจันทร์สีเงินอาบไล้ไปทั่วจวนแม่ทัพหลิว แต่กลับไม่อาจส่องทะลุความมืดมิดภายในเรือนพักท้ายจวนอันเงียบสงบได้
ภายในห้องที่ไร้แสงตะเกียง เย่หลินซีนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ นางกำลังโคจรพลังปราณเพื่อปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับพลังที่เพิ่งตื่นขึ้นใหม่ แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งดุจรูปสลักหยก แต่ในห้วงสำนึกของนางกลับกำลังวางแผนการขั้นต่อไปอย่างเงียบเชียบและเืเย็น
การแสดงพลังในวันนี้เป็เพียงการ เปิดม่านละครเพื่อหยุดยั้งแผนการโง่ๆ ของพวกตระกูลหลิว และสร้างเกราะป้องกันชั่วคราวให้ตนเองเท่านั้น หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ในโลกที่ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่ง นางจำเป็ต้องมีทั้งพลังยุทธ์ที่แท้จริงและอำนาจเงินทุนที่มากพอ เพื่อที่จะได้ยืนหยัดอย่างมั่นคงและชำระหนี้แค้นทั้งหมดที่ติดค้างอยู่
ดูเหมือนว่า ถึงเวลาต้องออกไปหา วัตถุดิบบางอย่างแล้ว
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น นางจึงลืมตาขึ้น ประกายแสงเย็นเยียบวาดผ่านดวงตาในความมืด นางลุกขึ้นยืน เปลี่ยนไปสวมอาภรณ์สีดำที่แนบกระชับและสะดวกต่อการเคลื่อนไหว ก่อนจะใช้พลังปราณสายเล็กๆ พยุงร่างให้ลอยข้ามกำแพงจวนออกไปอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผีในยามค่ำคืน
เป้าหมายของนางคือ ‘ป่าม่านิญญา’ ป่าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง เป็สถานที่อันตรายที่เลื่องชื่อว่าแม้แต่กองทหารที่แข็งแกร่งที่สุดยังไม่กล้าย่างกรายเข้าไปลึกนัก เพราะมันเต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้ายและสมุนไพรล้ำค่ามากมายที่เติบโตขึ้นจากพลังปราณอันหนาแน่น
เย่หลินซีเคลื่อนไหวไปในความมืดด้วยความเร็วสูง ร่างของนางกลมกลืนไปกับเงาไม้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยประสบการณ์การต่อสู้และลอบสังหารมานับพันปี ต่อให้ตอนนี้ร่างกายจะยังไม่แข็งแกร่งเต็มที่ แต่สัญชาตญาณนักล่ายังคงเฉียบคมดังเดิม
ไม่นานนางก็มาถึงเขตชายป่า ไอเย็นชื้นและกลิ่นอายอันตรายของสัตว์อสูรที่ผสมปนเปไปกับกลิ่นดินและใบไม้เน่าเปื่อยลอยมาปะทะจมูก แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ สายตาของนางกำลังกวาดมองหาสมุนไพรที่้าด้วยความแม่นยำ
หญ้าจันทรา พบแล้ว ดอกแก้วผลึก อยู่ตรงนั้น
นางเก็บเกี่ยวสมุนไพรด้วยความชำนาญราวกับกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านของตนเอง สัตว์อสูรระดับต่ำที่ซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้ต่างััได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของนางโดยไม่รู้ตัว จึงไม่มีตัวใดกล้าเข้ามาใกล้แม้แต่ครึ่งก้าว
ขณะที่นางกำลังจะเก็บสมุนไพรชนิดสุดท้าย ซึ่งเป็สมุนไพรพิษที่นางตั้งใจจะนำไป ปรุงแต่งเล็กน้อยเพื่อใช้รับมือกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญในอนาคต
ฉึ่ก!
เคร้ง!
เสียงการปะทะกันของโลหะอันดุเดือดพลันดังขึ้นจากส่วนลึกของป่า ตามมาด้วยเสียงคำรามของสัตว์อสูรที่เต็มไปด้วยความเ็ปและเกรี้ยวกราด
เย่หลินซีหยุดชะงัก นางหรี่ตามองไปยังทิศทางของเสียงด้วยความสนใจ
พลังปราณสายนี้ แข็งแกร่งไม่ธรรมดา แต่กลับแฝงไว้ด้วยความอ่อนล้าและไม่มั่นคง
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางจึงซ่อนกลิ่นอายของตนเองจนหมดสิ้นราวกับก้อนหินก้อนหนึ่ง ก่อนจะลอบเคลื่อนที่เข้าไปยังจุดที่เกิดเสียงอย่างเงียบเชียบ
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือบุรุษผู้หนึ่งในอาภรณ์สีดำสนิท สวมหน้ากากเงินที่ปิดบังใบหน้าครึ่งบน กำลังยืนเผชิญหน้ากับ ‘อสรพิษเกล็ดมรกต’ สัตว์อสูรระดับสูงที่ขึ้นชื่อเื่ความเร็วและพิษร้ายแรง
บนพื้นรอบๆ กายของบุรุษผู้นั้น ปรากฏร่างของนักฆ่าชุดดำอีกสี่ห้าคนนอนจมกองเือยู่ เห็นได้ชัดว่าเขาเพิ่งผ่านการซุ่มโจมตีที่ดุเดือดมา
“เ้าคนทรยศ ส่งตราพยัคฆ์มาให้ข้าเสียดีๆ แล้วข้าจะไว้ชีวิตเ้า” หัวหน้านักฆ่าที่ยังยืนอยู่ะโข่มขู่
บุรุษหน้ากากแค่นเสียงเ็า
“ของสิ่งนั้น...พวกเ้าไม่คู่ควร”
แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบและมีาแอยู่บนร่างกาย แต่รัศมีความน่าเกรงขามและสูงส่งที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
เขานี่เอง เย่หลินซีจดจำเขาได้ในทันที บุรุษลึกลับคนเดียวกับที่อยู่ในงานทดสอบเมื่อตอนกลางวัน
การต่อสู้ระลอกใหม่ปะทุขึ้นอีกครั้ง บุรุษหน้ากากวาดกระบี่ยาวในมือต้านรับการโจมตีของเหล่านักฆ่าและอสรพิษเกล็ดมรกตอย่างสุดกำลัง แต่ดูเหมือนเขาจะเสียเืมากเกินไป ทำให้ความเร็วเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ในจังหวะที่เขาเพลี่ยงพล้ำให้กับนักฆ่าคนหนึ่ง หางของอสรพิษก็ฟาดเข้าที่แผ่นหลังของเขาอย่างจัง
“อึ่ก!”
ร่างของเขากระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ กระอักเืออกมาคำหนึ่ง อสรพิษเกล็ดมรกตเห็นโอกาสจึงไม่รอช้า มันอ้าปากกว้างพ่นไอพิษสีเขียวมรกตเข้าใส่เขาหมายจะปลิดชีวิต
บุรุษหน้ากากกัดฟันแน่น เตรียมจะใช้พลังทั้งหมดเพื่อต้านรับ
แต่แล้ว ก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศมาด้วยความเร็วสูงราวกับดาวตก ห่อหุ้มด้วยพลังปราณอันเย็นเยียบสายหนึ่ง กระทบเข้าที่ดวงตาข้างซ้ายของอสรพิษอย่างแม่นยำ
“กรี๊ซซซซ!”
อสรพิษร้องโหยหวนด้วยความเ็ปสุดขีด ไอพิษที่กำลังจะพ่นออกมาจึงเบี่ยงเบนทิศทางไปเผาไหม้ต้นไม้ใหญ่จนกลายเป็สีดำสนิท
บุรุษหน้ากากและเหล่านักฆ่าหันขวับไปยังทิศทางที่ก้อนหินพุ่งมาด้วยความตกตะลึง
บนกิ่งไม้สูงไม่ไกลจากตรงนั้น ปรากฏร่างของสตรีในชุดดำผู้หนึ่งยืนอยู่อย่างเงียบเชียบราวกับเป็ส่วนหนึ่งของรัตติกาล นางก็คือหลิวอวิ๋นเหยานั่นเอง
“เ้าเป็ใคร?” นักฆ่าคนหนึ่งตวาดถามด้วยความโกรธแค้น
เย่หลินซีไม่ตอบ นางเพียงโยนขวดยาเล็กๆ ขวดหนึ่งลงไปเบื้องหน้าบุรุษหน้ากากอย่างแม่นยำ
“ในขวดคือโอสถถอนพิษอสรพิษเกล็ดมรกต ส่วนที่เหลือ จัดการเอง”
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก ราวกับสิ่งที่โยนให้เป็เพียงของไร้ค่าชิ้นหนึ่ง และราวกับว่าการต่อสู้เบื้องล่างเป็เพียงละครฉากหนึ่งที่ไม่น่าสนใจ
สิ้นคำพูดนั้น นางก็หันหลังและหายลับไปในความมืดทันที ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เื้ั ทิ้งให้บุรุษหน้ากากและเหล่านักฆ่ายืนตกตะลึงอยู่เื้ั
บุรุษหน้ากากมองตามร่างของนางที่หายลับไป ดวงตาคมกริบภายใต้หน้ากากฉายแววซับซ้อนและลุ่มลึกอย่างยิ่ง
นาง...รู้ได้อย่างไรว่าข้าถูกพิษ? พิษของอสรพิษเกล็ดมรกตจะเริ่มแสดงอาการหลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ข้ายังไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมาเลยด้วยซ้ำ และโอสถถอนพิษระดับนี้ เป็ของที่หาได้ยากยิ่งกว่าทองคำนับหมื่นชั่ง นางไปได้มันมาจากที่ใด?
“ฆ่ามัน อย่าให้มันได้กินยา” หัวหน้านักฆ่าตั้งสติได้และสั่งการลูกน้องทันที
ทว่า...สายเกินไปแล้ว
บุรุษหน้ากากเปิดขวดยาและดื่มโอสถลงไปในอึกเดียว พลังปราณที่เคยติดขัดและอ่อนแรงพลันกลับมาไหลเวียนอย่างราบรื่นอีกครั้ง แม้าแภายนอกจะยังอยู่ แต่พิษที่เริ่มซึมเข้าสู่กระแสเืได้ถูกขจัดออกไปแล้ว
เขาแค่นเสียงเ็า หันกลับไปเผชิญหน้ากับศัตรูอีกครั้ง
แต่คราวนี้...รัศมีที่แผ่ออกมาจากร่างของเขานั้นแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง มันคือรัศมีของัที่ตื่นจากการหลับใหลอย่างแท้จริง
“พวกเ้า สมควรตาย”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับสู่ความเงียบสงัดของป่ายามราตรีอีกครั้ง
บุรุษหน้ากากยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางกองศพ เขาก้มลงมองขวดยาเปล่าในมือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางที่สตรีลึกลับผู้นั้นจากไป
หลิวอวิ๋นเหยา เ้าเป็ใครกันแน่?
คำถามนั้นก้องอยู่ในใจของเขา พร้อมกับภาพของดวงตาอันเยือกเย็นและแผ่นหลังอันสง่างามคู่นั้น ที่สลักลึกลงไปในความทรงจำของเขาอย่างไม่อาจลบเลือน