“เป้าหมายเข้าประจำการแล้ว ขอใช้รหัสถัดไป”
“ยืนยัน”
การสื่อสารผ่านระบบที่ต้องเข้ารหัสหลายชั้นดังขั้นเล็กน้อยจากชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในห้องพักส่วนตัวของทหาร พลางมองจ้องไปยังกล้องมากมายที่พึ่งแทรกแซงเข้าใช้งานเพื่อจับตามองใครคนหนึ่ง หลังจากที่เขามองเห็นชายที่พึ่งสะพายกระเป๋าเดินเข้าไปในตึกวิศวกรจึงได้ขอรหัสเข้าถึงขั้นตอนต่อไปของแผนการ
—---------------------------
“เริ่มแล้วสินะ”
ผู้บัญชาการมองจ้องไปยังกล้องมากมายที่ถูกแทรกแซงภายในค่ายทหารเขต F47 พร้อมกับมองจ้องไปยังรองผู้บัญชาการที่กำลังชงกาแฟอยู่ไม่ไกลออกไป แม้ภายในค่ายทหารเขต F47 ที่ส่งแอชเชอร์ไปจะติดกล้องหลายตัวก็ตามที มันกลับมีหลายจุดที่ผู้บัญชาการที่ 7 สั่งคนติดเข้าไปเพิ่ม
ไม่เพียงเท่านั้นเขายังสั่งให้สร้างจุดบอดของกล้องขึ้นมาสักตำแหน่ง ซึ่งตำแหน่งนั้นก็คือโต๊ะทำงานของน็อต ที่มีบางส่วนไม่ถูกกล้องสอดส่อง ตำแหน่งนั้นก็คือจุดที่ตั้งชุดเกราะของแอชเชอร์ แต่เขาก็ไม่ลืมนำแบบจำลองชุดเกราะมาร์คเอทอีกตัวไปแขวนไว้ในมุมกล้องข้างโต๊ะทำงานของน็อต เพื่อหลอกว่าชุดเกราะตัวนี้เป็นตัวที่แอชเชอร์สวมใส่ ป้องกันไม่ให้พวกที่สอดส่องรู้ว่าน็อตปรับแต่งชุดเกราะแอชเชอร์อย่างไรบ้าง
“จะจัดการเลยไหม หรือจะปล่อยมันไปแบบนี้”
“ปล่อยไปดีกว่า หากเราจัดการในทันทีตัวที่ใหญ่กว่านี้จะโผล่มา มันจะทำให้เรายุ่งยาก สู้มองดูมันเงียบๆแล้วรอดักทางมันดีกว่า”
“นั่นสินะ อยู่สว่างไปก็อันตราย เงียบๆเหมือนพวกมันน่าจะดี”
—------------------------
พรึ่บ~!
แอชเชอร์ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนดึกพลางมองนาฬิกาข้อมือพบว่ามันพึ่งตีสี่ครึ่ง เขาจึงเดินไปหาน็อตทันทีเพื่อสอบถามถึงชุดเกราะที่เขาให้ปรับแต่ง
“คุณน็อตครับ เสร็จหรือยัง”
“ร้อยตรี ผมปรับแต่งชุดเกราะแล้ว ตอนนี้กำลังตรวจสอบว่าแต่ละส่วนทำงานร่วมกันได้ไหม”
“อีกนานไหมครับจะเสร็จ”
“มันใกล้จะเช้าแล้วเหรอครับ” น็อตหันมองนาฬิกาพบว่าอีกนานกว่าจะเช้า
“ผมไม่ได้จะทำงานตอนเช้า งานของผมจะเริ่มในตอนที่ผมอยากเริ่ม”
“อา..ครับ ผมเข้าใจแล้ว จะรีบเร่งมือนะครับ ขอไม่เกินตี 5”
“ครับ”
แอชเชอร์มองน็อตตรวจเช็คชุดเกราะของเขาต่อไป เพื่อหาจุดบกพร่องหลังจากถอดหลายสิ่งหลายอย่างออกไป สำหรับเขาไม่เข้าใจเรื่องกลไกการทำงานของชุดเกราะ แต่เขามีระบบปรับแต่งอุปกรณ์ที่สามารถนำชิ้นส่วนอะไรก็ได้มาประกอบเข้าด้วยกัน เขาจึงสามารถถอดบางส่วนหรือติดตั้งบางส่วนเข้าไปในชุดเกราะได้โดยที่มันไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น
“เสร็จแล้วครับ”
แอชเชอร์มองไปยังชุดเกราะของเขาที่ถูกปรับแต่งจนเสร็จเรียบร้อย เขาจึงเดินเข้าไปสวมใส่พลางลองขยับร่างกายดู ปรากฎว่ามันไม่มีอะไรติดขัดเลยสักนิด ต่างจากชุดเกราะมาร์คเอทที่เคยสวมใส่ที่ค่ายฝึกพิเศษ
“ร้อยตรีครับ ผมได้ทำการปรับเปลี่ยนหลายอย่างเพื่อให้ชุดเกราะเน้นในเรื่องความเร็ว ข้อต่อบริเวณข้อพับของชุดเกราะผมได้ทำการเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเพื่อให้มันขยับได้ง่าย ชุดเกราะส่วนเท้าผมได้เปลี่ยนใหม่เช่นกันให้มันเล็กลงเพื่อจะได้ตอบสนองต่อการวิ่ง ส่วนตัวบอดี้ตามที่ร้อยตรีบอก นำเกราะหลายส่วนออก แต่มันอันตรายเกินไปผมจึงใส่ระบบหนึ่งเข้าไปให้ มันอยู่ในชุดเกราะรุ่นที่สูงกว่านี้ นั่นก็คือเกราะมานา ร้อยตรีสามารถนำมานามาสร้างเกราะป้องกันกว้างราวๆ 1 เมตรได้ แต่มันกินพลังมานามาก ใช้แค่ตอนจำเป็นนะครับ”
แอชเชอร์ฉีกยิ้มกว้างดูเหมือนว่าคนที่ผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 ส่งมาจะเป็นมือดี นอกจากจะทำให้ชุดเกราะของเขาตรงตามความต้องการแล้วยังใส่ส่วนเสริมหลายอย่างเข้าไปให้กับเขาอีกด้วย มันไม่ได้หนักชุดเกราะใดๆ
“ส่วนธนูที่ร้อยตรีอยากได้ ผมได้เปลี่ยนส่วนแขนซ้ายให้เป็นคันธนูพร้อมใช้งาน ลูกธนูร้อยตรีจะอยู่ที่ส่วนหลังมีทั้งหมด 20 ดอกนะครับ”
แอชเชอร์ยื่นแขนซ้ายไปข้างหน้าแล้วเปิดใช้งานฟังก์ชันธนู ปรากฎว่าบริเวณข้อมือของเขามีคันธนูกางออกมา
“ภายในชุดเกราะมีมีดทั้งหมด 4 เล่ม เหน็บไว้ข้างเอว 2 เล่ม และใต้แขนสองเล่มนะครับ ดาบมี 2 เล่มถูกติดตั้งไว้ด้านหลัง”
“ชุดเกราะทำงานเต็มกำลังได้กี่ชั่วโมงครับ”
“มีหลายปัจจัยที่ทำให้ชุดเกราะพลังหมดเร็วครับ หากร้อยตรีหมายถึงถ้านำไปต่อสู้เต็มกำลังจะสามารถต่อสู้ได้ 10 ชั่วโมง 9 นาทีครับ”
“แล้วถ้าผมวิ่งเต็มกำลังล่ะ”
“ถ้าหากนำมานาไปใช้เพียงแค่วิ่งจะได้ราวๆ 17 ชั่วโมง 20 นาทีกับอีก 23 วินาทีครับ”
“ถ้าอย่างนั้นขอกล่องส่งสัญญาณที่ถอดออกไปด้วยนะครับ”
“ร้อยตรีจะทำอะไรอย่างนั้นเหรอครับ”
“การปรับแต่งชุดเกราะของผมอาจจะไปทำให้ใครบางคนเข้าใจผิดแล้วใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มได้ ผมจึงต้องการสิ่งที่ใช้ส่งสัญญาณกลับมาที่ค่ายในช่วงผมกลับมาจากภารกิจ”
“ถ้าอย่างนั้นขอแนะนำสิ่งนี้นะครับ มันถูกปรับแต่งเพื่อลอกเลียนแบบรหัสชุดเกราะ”
แอชเชอร์หยิบกล่องสี่เหลี่ยมเท่ากำปั้นมาติดไว้บนไหล่ ทันใดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นชั้นวางอาวุธที่อยู่ใกล้ๆ ดูเหมือนว่ามันจะเป็นอาวุธที่น็อตปรับแต่งขึ้นมา
“ทั้งหมดนี่เป็นอาวุธของคุณหรือเปล่า”
“ใช่ครับ ”
แอชเชอร์มองเห็นขวานเขาจึงหยิบมันมาถือเอาไว้ในมือสร้างความสงสัยให้น็อตมาก
“ร้อยตรีครับ ชุดเกราะไม่ได้ถูกออกแบบให้ยกขวานครับ เกรงว่าถ้าใช้มันจะทำให้ข้อต่อส่วนแขนพัง”
“ที่นี่มีข้อต่อสำรองเอาไว้มากไหม”
“มีเยอะครับ”
“ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไร ผมมีวิธีใช้งานไม่ให้เกิดความเสียหายกับส่วนอื่นๆนอกจากข้อต่อ”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะขอเพิ่มกำลังชุดเกราะไปที่ส่วนแขนให้นะครับ จะได้มีแรงเหวี่ยงขวานที่มากกว่าเดิม”
แอชเชอร์ยืนนิ่งปล่อยให้น็อตโยกย้ายพลังของชุดเกราะไปยังส่วนแขนเพิ่มเติมเพื่อให้เขาใช้งานขวานได้ดียิ่งขึ้น
“เสร็จแล้วครับ เวลาใช้งานจะลดลงมาเหลือ 9 ชั่วโมง 32 นาทีนะครับ หากใช้ขวานในการโจมตี”
“เข้าใจแล้ว ขอบคุณมากครับ ผมขอตัวก่อน”
แอชเชอร์เดินออกมาจากตึกวิศวกรก่อนที่เขาจะเปิดใช้งานชุดเกราะวิ่งด้วยความรวดเร็วไปยังทิศทางประตูทิศเหนือของค่าย การเดินทางของเขาเริ่มต้นขึ้นตอนตี 5 พอดี มันเป็นช่วงที่ใครหลายๆคนตื่นขึ้นมาออกกำลังกาย ถึงอย่างนั้นหลายคนกลับไม่เห็นเขาที่วิ่งไปด้วยสกิลวิ่งเร็วมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือของเขต F47
“ระบบเปลี่ยนไปใช้งานพละกำลัง”
ในร้านค้าไม่มีแกนมานาของชุดเกราะมาร์คเอทขายเนื่องจากระบบของเขายังมีระดับต่ำเกินไป แอชเชอร์จึงเปลี่ยนไปใช้งานพละกำลังของตัวเองแทนเนื่องจากว่าเขาสามารถใช้ฟอสเอนเนอร์จี้ฟื้นฟูได้ ด้วยวิธีนี้จะทำให้เขาสำรวจได้นานมากยิ่งขึ้น กระทั่งออกมาจากค่ายได้ในระดับหนึ่งแอชเชอร์ก็นำกล่องสัญญาณบนไหล่เก็บเข้าไปในช่องเก็บของ มันเป็นพื้นที่พิเศษของระบบสามารถตัดสัญญาณทุกๆอย่างออกไปได้
“น่ากลัวจังแฮะ”
ความมืดในพื้นที่สร้างความรู้สึกกลัวให้แอชเชอร์เล็กน้อย ยังดีที่ชุดเกราะสามารถมองกลางคืนได้ชัดเขาจึงไม่ได้วิตกกังวลมากนัก สำหรับเรื่องราวของพื้นที่แห่งนี้ในความทรงจำเขารู้หลายอย่างไม่น้อยเพราะมันเป็นเรื่องที่ทำให้เขาจำไม่มีทางลืม เพียงแต่ว่าชีวิตนี้มันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหนเขาไม่รู้ แอชเชอร์จึงต้องระวังตัวไม่บุ่มบ่ามเพราะรู้หลายอย่างมาจากชีวิตก่อน
ซึ่งเขต F47 จากข้อมูลที่เขาได้มาจากค่ายในชีวิตนี้ มันมีลักษณะเป็นเหมือนชีวิตก่อน เป็นพื้นที่ยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆจากชั้นหินที่จัดเรียงตัวกันจนไปถึงพื้นดินด้านบนที่เป็นเพดานมีรูมากมายถูกเจาะเข้ามา เขาสามารถใช้ระดับชั้นหินไต่ขึ้นไปจนถึงรูด้านบนได้ แต่มันไม่ได้มีเพียงชั้นหิน ยังมีดินที่สามารถขุดเจาะลงไปด้านล่างได้ ด้วยการมีหินและดินผสมปนเปกันไป จึงมักมีบางครั้งที่พื้นดินถลมจนเปิดให้เห็นถ้ำขนาดใหญ่
“ที่นี่สินะ จุดที่ค่ายระบุเอาไว้”
แอชเชอร์มองดูโขดหินและต้นไม้ที่เหมือนกับในรูปภาพรายงาน เขาจึงนำโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจเช็คปรากฎว่ามันไม่มีสัญญาณใดๆเลย รอบตัวของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยคลื่นรบกวนที่แม้แต่เครื่องส่งสัญญาณแรงสูงของทางกองทัพก็ไม่สามารถเจาะการรบกวนเหล่านี้ได้ ด้วยการรบกวนของสัญญาณนี้เอง จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้กองทัพไม่สามารถตรวจจับคนที่หายตัวไปได้
พรึ่บ~!
สองเท้าวิ่งต่อไปข้างหน้าไม่คิดหยุดพักกระโดดข้ามโขดหินมากมาย ตำแหน่งที่แอชเชอร์กำลังมุ่งหน้าไปคือจุดล่าสุดที่มีทหารในหน่วยสำรวจหายไป
“ระบบ ยังสามารถตรวจสอบรอบตัวได้ไหม”
[ระบบยังคงสามารถตรวจสอบรอบๆได้ปกติ]
บนใบหน้าของแอชเชอร์ฉีกยิ้มกว้างหลังจากเขารู้ตัวว่าการระวังของตัวเองจะเพิ่มมากขึ้นด้วยการให้ระบบช่วยเหลือ เขาไม่จำเป็นต้องมองทุกอย่างแบบละเอียดก็ได้เนื่องจากระบบสามารถตรวจสอบได้ละเอียดกว่าการมองของเขามาก
สิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำในตอนนี้คือเคลื่อนที่ไปยังจุดต่างๆในรายงานของค่ายทหาร การตรวจสอบพลังงานลึกลับจะเป็นหน้าที่ของระบบ
“ระบบ ช่วยตรวจสอบพลังแปลกประหลาดที ไม่ว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่เป็นอันตรายให้แจ้งเตือนหากตรวจพบ”
[เปิดใช้งานการเฝ้าระวัง]
การสำรวจของแอชเชอร์ครั้งนี้ ทำด้วยความระมัดระวังพลางให้ระบบตรวจสอบพลังลึกลับรอบข้างเรื่อยๆ เนื่องจากทางกองทัพยังไม่รู้ถึงพลังที่ทำให้ทหารหลายหน่วยหายตัวไป แอชเชอร์ที่มีระบบจึงไม่คิดที่จะเสี่ยงเช่นกัน หากระบบตรวจพบพลังแปลกประหลาดแต่เขาไม่สามารถตอบสนองได้ทัน อาจจะส่งผลเสียกับตัวของเขาได้เช่นกัน กระทั่งแอชเชอร์มาถึงตำแหน่งล่าสุดที่มีคนหายไปนั้น เขาได้ชักอาวุธพลางสั่งให้ระบบตรวจสอบรอบๆเพื่อแกะรอยจากร่องรอยที่เหลือทิ้งเอาไว้
“ระบบ แกะรอยให้ที”
[เปิดใช้งานระบบแกะรอย]
[แจ้งเตือน ตรวจพบรอยเท้ามนุษย์สวมใส่ชุดเกราะมาร์คเซเว่นจำนวน 10 คน]
“มีร่องรอยการต่อสู้ไหม”
[แจ้งเตือน ไม่พบร่องรอยการต่อสู้]
แอชเชอร์ทำหน้างุนงง พลางมองไปยังรอยเท้าทั้ง 10 ที่ยืนกระจุกกัน แต่เมื่อเขาเห็นรอยเท้าของคนๆหนึ่งหายไปจากกลุ่ม เขาก็รู้ได้ในทันทีเลยว่ามีบางอย่างพาตัวคนไป แต่ระบบไม่สามารถตรวจหาร่องรอยพลังที่ตกค้างได้ ทำเอาแอชเชอร์ย่นคิ้ว
“ระบบ ตรวจหาร่องรอยต่อไป”
แอชเชอร์สั่งให้ระบบตรวจสอบรอบข้างในระหว่างเขาเดินสำรวจรอบๆ แต่ระบบก็ยังไม่พบพลังผิดปกติ ยังไม่พบสัญญาณชีวิต แอชเชอร์จึงเดินไปเรื่อยๆตามทางลาดชัดที่เกิดจากชั้นหิน เขาอยากขึ้นไปบนหนึ่งในยอดหินที่ใกล้รูบนเพดานที่สุด เผื่อจะมีเบาะแสถ้ามองจากมุมสูง กระทั่งเขาขึ้นไปบนปลายยอดภูเขาหินแอชเชอร์ก็เริ่มขมวดคิ้วหลังจากเห็นบางพื้นที่มีใยแมงมุมกางเอาไว้ มันมีลักษณะคล้ายกับที่เขาเคยเห็นในชีวิตก่อน
“ให้ตายสิ มันจะเป็นจริงอย่างนั้นเหรอ”
แอชเชอร์เกิดความวิตก ครั้งแรกที่เขาได้อ่านข้อมูลพื้นที่แห่งนี้ เขาได้แต่ภาวนาไม่ให้มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เขาอายุ 20 ปีในชีวิตก่อน แต่การสำรวจครั้งนี้แม้จะเพียงไม่นาน มันกลับยืนยันเหตุการณ์ช่วงอายุ 20 ปีของเขาได้เป็นอย่างดี รูปแบบใยแมงมุมที่ทิ้งไว้ การหายตัวไปอย่างปริศนา ยิ่งตอกย้ำเขาให้รู้ว่ามันเป็นเหตุการณ์เดียวกัน