กำเนิดธิดาสวรรค์ผู้เหี้ยมโหด(Devil in the Goddess)

    ตอนที่45:วิถีกระบี่และเงื่อนปมราชวงศ์

    หลังจากเหตุการณ์ในตรอกแคบสงบลง นิชา (ในร่างจำลอง) รีบจัดแจงอาภรณ์และตรวจสอบหน้ากากโลหะสีทองของตนเองเพื่อให้แน่ใจว่ามันยังคงปิดบังใบหน้าของนางไว้อย่างมิดชิด แม้จะมั่นใจในฝีมือ แต่การเปิดเผยตัวตนโดยไม่จำเป็นก็มิใช่วิถีของนาง


    ทันใดนั้น! สัญชาตญาณอันเฉียบคมของอดีตจ้าวตำหนักมารก็ร้องเตือน! กลุ่มคนสี่ห้าคนปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดรอบทิศทางอย่างรวดเร็ว พวกมันเคลื่อนไหวเงียบเชียบและพร้อมเพรียงราวกับถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี กลิ่นอายสังหารจางๆ แผ่ออกมาจากร่างของพวกมัน


    "เจอตัวแล้ว...แม่นางคนนี้มีความเกี่ยวข้องบางอย่าง...กับเป้าหมาย" หนึ่งในกลุ่มลอบสังหารพึมพำเสียงเหี้ยม ดวงตาจับจ้องมาที่ "นิชา" ราวกับเหยี่ยวเห็นกระต่ายน้อย พวกเขาเข้าใจผิดว่า นิชาเป็นผู้หญิงของไท่เซวียน หมายจะจับเพื่อไว้เป็นตัวล่อ


    "หึ! หน้าตาก็งดงามสมคำร่ำลือ แต่ดูท่าจะบอบบางเกินไปหน่อยกระมัง" อีกคนกล่าวเสริม ก่อนจะชักดาบออกมา "จงมากับพวกข้าเสียโดยดี อย่าได้คิดขัดขืน!"


    "พวกเจ้าเป็นใคร!?" นิชา เอ่ยถามเสียงเย็นชา แววตาปราศจากความหวาดกลัว


    "เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้! แต่หากดื้อดึง...พวกข้าก็จำต้องใช้กำลัง!" หัวหน้ากลุ่มซึ่งดูเหมือนจะเป็นจอมเวทย์ทวิลักษณ์ระดับ 2 ดาวประกาศก้อง พลังเวทย์เริ่มก่อตัวขึ้นรอบร่างของมัน


    'หึ! เป็นแค่มดปลวก..ยังรึอาจมาระรานข้า?' นิชา คิดในใจ ความขุ่นมัวจากเรื่องของไท่เซวียนเมื่อครู่ยังไม่ทันจางหาย มาตอนนี้กลับมีเศษสวะกลุ่มใหม่โผล่มาให้รำคาญใจอีก! นางกำลังต้องการที่ระบายอารมณ์พอดี!


    "ต้องการตัวข้างั้นรึ? ก็ลองดูสิว่าพวกเจ้าจะมีปัญญาหรือไม่!" "นิชา" ตวาดกลับ ดวงตาเปล่งประกายอำมหิต


    แม้พลังของร่างจำลองนี้จะเหลือเพียงจอมเวทย์ระดับ 1 ดาว แต่การรับมือกับจอมเวทย์ทวิลักษณ์ระดับ 2 ดาวเพียงคนเดียว หรือพวกระดับต่ำกว่านั้นหลายคนพร้อมกัน ก็มิใช่เรื่องที่เกินกำลังของนาง... ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีผู้ที่มีระดับพลังห่างชั้นกว่านางมากนัก เช่นจอมเวทย์ทวิลักษณ์ระดับ 3 ดาวขึ้นไป ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเรื่องที่น่ากังวลอยู่บ้าง


    "นิชา" ไม่รอช้า นางตัดสินใจใช้ทักษะลูกแก้ววิญญาณที่ "ณิชา" (ร่างต้น) ไม่เคยคิดจะใช้ และนางได้แอบดึงมันมาเป็นของตนเองตั้งแต่ตอนแบ่งภาคแล้ว มันคือ "โลกรัตติกาล"! มันเป็นทักษะที่นางคุ้นเคยและเข้าคู่กับวิชาของนาง และเป็นที่ต้องการสำหรับคนในตำหนักมารอีกด้วย


    "ทักษะเวทย์! โลกรัตติกาล!!!"


    สิ้นเสียงประกาศิต! พลังเวทย์อันลึกลับแผ่พุ่งออกมาจากร่างของ "นิชา" อย่างรวดเร็ว! บรรยากาศรอบตัวพลันบิดเบี้ยว! แสงสว่างทั้งหมดถูกกลืนหายไปในพริบตา! โลกทั้งใบตกอยู่ในความมืดมิดอันสมบูรณ์แบบ! เหล่ากลุ่มลอบสังหารถึงกับตื่นตระหนก พวกมันไม่คาดคิดว่าสตรีบอบบางตรงหน้าจะสามารถใช้ทักษะระดับสูงเช่นนี้ได้! ในดินแดนทุรกันดารเช่นนี้...กลับมียอดฝีมือซ่อนตัวอยู่! และยังมาจากสาวน้อยที่พวกมันคิดจะใช้เป็นเพียงกับดักล่อองค์ชาย!


    "นี่มันอะไรกัน! แสงสว่างหายไปไหนหมด!"

    "ข้ามองไม่เห็นอะไรเลย!"


    ท่ามกลางความสับสนและเสียงร้องโวยวายของศัตรู "นิชา" กลับเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระราวกับปลาในน้ำ ดวงตาของนางปรับให้คุ้นชินกับความมืดได้อย่างรวดเร็ว จากบทเรียนที่ปล่อยให้ไท่เซวียนหนีรอดไปได้อย่างน่าเจ็บใจเมื่อครู่ ทำให้นางไม่คิดจะออมมืออีกต่อไป!


    "เพลงดาบเงาสังหาร...เงาทมิฬบั่นเศียร!!!"


    เงาร่างของ "นิชา" พลันพร่าเลือน เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงราวกับภูตพรายในความมืด! เสียงคมดาบแหวกอากาศดังขึ้นสลับกับเสียงกรีดร้องอันแสนสั้น!


    ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!


    เพียงชั่วอึดใจ แสงสว่างก็ค่อยๆ กลับคืนมา เผยให้เห็นภาพอันน่าสยดสยอง... ร่างไร้วิญญาณของเหล่ากลุ่มลอบสังหารนอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่บนพื้น...ศีรษะของพวกมันทั้งห้ากลิ้งกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง!


    "นิชา" ยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางซากศพ ดวงตาเย็นชาไร้ความรู้สึก ก่อนจะหมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น...


    ณ ถ้ำใต้เหมืองร้างอันเป็นที่พำนักของอาจารย์เจี้ยนซิน...


    ไท่เซวียนในสภาพสะบักสะบอมจากการหลบหนีเปลวเพลิงสีม่วงอันน่าสะพรึงกลัวมาได้อย่างหวุดหวิด โล่งใจอย่างสุดซึ้งเมื่อมาถึงที่หมาย เขาพาร่างอันอ่อนล้าของตนเองเดินลึกเข้าไปในถ้ำ จนกระทั่งพบกับร่างโปร่งแสงของอาจารย์เจี้ยนซินที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาอย่างสงบ


    "ท่านอาจารย์..." ไท่เซวียนทรุดตัวลงคุกเข่า ทำความเคารพผู้เป็นอาจารย์


    "เจ้าไปก่อเรื่องอันใดมาอีกเล่า? ถึงได้มีสภาพเช่นนี้" เจี้ยนซินเอ่ยถามโดยที่ยังคงหลับตาอยู่ แต่ก็รับรู้ได้ถึงสภาพของศิษย์


    ไท่เซวียนหน้าแดงก่ำด้วยความละอายใจ เขากระอักกระอ่วนไม่กล้าสบตา "ขะ...ข้าน้อย...เพียงแค่...เอ่อ...ไปพบเจอ...ยอดฝีมือท่านหนึ่งโดยบังเอิญ...เลยเกิดการเข้าใจผิดกันเล็กน้อยขอรับ..." เขาไม่กล้าบอกความจริงว่าตนเองวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนมาจากสตรีผู้หนึ่ง เพราะกลัวจะทำให้วิชาที่อาจารย์เพิ่งสั่งสอนต้องมัวหมอง


    "ขะ...ข้ารู้สึกว่าตนเองยังอ่อนแอเกินไปขอรับ...แม้จะได้รับการสั่งสอนจากท่านแล้ว แต่ก็ยังมิอาจปกป้องตนเองได้ดีเท่าที่ควร..." น้ำเสียงของเขาแฝงความเศร้าสร้อยและท้อแท้


    แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ "อ้อ! ท่านอาจารย์ขอรับ! ข้าน้อยได้นำสุราและกับแกล้มที่ท่านเคยเปรยไว้มาฝากท่านด้วยขอรับ!" ไท่เซวียนรีบนำห่อสุราและเครื่องเคียงที่ซื้อมาวางลงเบื้องหน้าอาจารย์อย่างนอบน้อม


    เจี้ยนซินลืมตาขึ้น มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายรอยยิ้ม "หึ...ยังนับว่าพอมีหัวคิดอยู่บ้าง" เขารับสุรามาจิบเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองไท่เซวียนที่กำลังจะหยิบดาบขึ้นมาฝึกซ้อมตามลำพัง "เอาล่ะ ในเมื่อเจ้ามีแก่ใจนำของกำนัลมาให้ข้า วันนี้ข้าจะชี้แนะเพลงกระบี่ให้เจ้าเป็นพิเศษก็แล้วกัน"


    เป็นครั้งแรกที่ไท่เซวียนได้เห็นอาจารย์เจี้ยนซินผู้ซึ่งเขารู้มาว่า "ตาบอด" ลุกขึ้นร่ายรำเพลงกระบี่ให้ดู! แม้ดวงตาจะปิดสนิท แต่ทุกท่วงท่ากลับพลิ้วไหว เฉียบคม และทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ! ราวกับว่าท่านสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วยใจ! ไท่เซวียนถึงกับตื่นตะลึงในฝีมืออันร้ายกาจของอาจารย์!


    เจี้ยนซินเริ่มต้นสอนไท่เซวียนอย่างใจเย็น ตั้งแต่การวางท่าเท้า การจับด้ามกระบี่ การควบคุมการไหลเวียนของไอเวทย์ ไปจนถึงการออกกระบวนท่าแต่ละท่าอย่างละเอียดละออ ราวกับกำลังก่ออิฐทีละก้อนเพื่อสร้างปราสาทอันแข็งแกร่ง ไท่เซวียนผู้ซึ่งได้รับการชี้แนะจากปรมาจารย์กระบี่โดยตรง ทำให้เขาสามารถเรียนรู้และเข้าใจเคล็ดวิชาได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า!


    "ท่านอาจารย์ขอรับ...เหตุใดท่านจึงเรียกมันว่า 'กระบี่' มิใช่ 'ดาบ' เล่าขอรับ?" ไท่เซวียนเอ่ยถามด้วยความสงสัยระหว่างพักเหนื่อย


    เจี้ยนซินแย้มยิ้มบางๆ "มันเป็นภาษาถิ่นของข้าน่ะเจ้าหนู...ณ ดินแดนที่ข้าจากมา พวกเราเรียกศาสตราวุธที่มีคมสองด้านเช่นนี้ว่า 'กระบี่' และอีกอย่างหนึ่งก็คือ... 'กระบี่' นั้นแฝงความหมายของความสง่างาม ความเฉียบคม และจิตวิญญาณของผู้ใช้ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมัน...มันมิใช่เป็นเพียงศาสตราวุธที่ใช้ฟาดฟันศัตรูอย่างไร้สติเท่านั้น"


    ขณะที่กำลังร่ายรำเพลงกระบี่อยู่นั้น ไท่เซวียนก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล "ท่านอาจารย์...ข้าคงต้องขอลาท่านสักระยะหนึ่งนะขอรับ...ท่านแม่ของข้าประชวรหนัก ข้าจำเป็นต้องเดินทางกลับไปดูแลท่าน...ยังมิอาจทราบได้ว่าจะได้กลับมาเมื่อใด..."


    เจี้ยนซินหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ "ไปเถิด...หน้าที่ของบุตรย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด"


    "ท่านอาจารย์...ท่านถูกธิดาศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้น...กักขังไว้ที่นี่หรือขอรับ?" ไท่เซวียนเอ่ยถามในสิ่งที่ค้างคาใจมานาน


    เจี้ยนซินส่ายหน้าช้าๆ "ข้ากักขังตนเองอยู่ที่นี่ต่างหากเล่า...เจ้าหนู" เขากล่าวเสียงเรียบ "ทันทีที่ข้าก้าวออกไปจากห้วงมิตินี้...บุคคลที่ข้ารักและห่วงใย...จะต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน"


    "มีผู้ที่เก่งกาจกว่าท่านอาจารย์อีกหรือขอรับ!?" ไท่เซวียนเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ


    "เหนือฟ้ายังมีฟ้า...เหนือคนย่อมมีคน" เจี้ยนซินตอบ "บางคนฝึกฝนวรยุทธ์มานับร้อยนับพันปี...แต่ข้าเพิ่งจะมีอายุได้เพียงเก้าสิบเศษเท่านั้น ก็นับว่ายังเยาว์นักเมื่อเทียบกับยอดฝีมือเหล่านั้น โชคยังดีที่คัมภีร์อาญาสวรรค์วิถีฟ้าที่พวกเราเหล่าผู้อาวุโสร่วมกันสร้างขึ้นนั้นเป็นสุดยอดวรยุทธ์อย่างแท้จริง มันจึงทำให้ข้าพอจะต่อกรกับคนเหล่านั้นได้บ้าง...แต่ถึงกระนั้น ข้าก็มิอาจปกป้องคนข้างกายได้อย่างที่ใจปรารถนา..." แววตาของเจี้ยนซินฉายแววเศร้าสร้อยและขมขื่นอยู่ครู่หนึ่ง


    "แหวนธรรมรงค์สวรรค์วงนี้..." เจี้ยนซินเปลี่ยนเรื่อง มองไปยังแหวนบนนิ้วของไท่เซวียน "...มันเป็นสิ่งของที่ลึกลับและทรงพลังอย่างยิ่ง พวกเราเหล่าผู้อาวุโสสืบทอดมันมารุ่นต่อรุ่น แม้แต่ท่านผู้อาวุโสรุ่นแรกสุดก็มิได้ทราบถึงที่มาที่ไปของมันอย่างแท้จริง ท่านมิใช่คนแรกที่ได้รับแหวนวงนี้...แต่เป็นเพราะท่านสามารถเอาชีวิตรอดจากบททดสอบของมันได้ต่างหาก ท่านจึงได้รับการยอมรับให้เป็น 'รุ่นแรก'


    และความจริงแล้ว...เจ้าก็เช่นกัน การที่เจ้าสามารถผ่านบททดสอบแรกมาได้ นั่นก็เป็นการพิสูจน์แล้วว่าเจ้ามีพรสวรรค์และคู่ควรกับมัน เดิมทีข้าก็ยังลังเลใจอยู่ว่าจะมอบมันให้เจ้าดีหรือไม่ แต่ในเมื่อเจ้าได้ก้าวเข้ามาเป็นศิษย์ของข้าแล้ว ไม่ช้าก็เร็ว เจ้าก็ย่อมต้องสืบทอดมันอยู่ดี และยิ่งเจ้าได้รับการสืบทอดเร็วเท่าใด ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อตัวเจ้ามากเท่านั้น..."


    "ศิษย์จะจดจำทุกคำสอน ท่านอาจารย์โปรดรักษาสุขภาพด้วยนะขอรับ" ไท่เซวียนเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์อีกครั้ง เขากราบลงบนพื้นศิลาเย็นเฉียบอีกสามครั้งด้วยความเคารพอย่างสูงสุด ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและถอยหลังออกจากถ้ำไปอย่างช้าๆ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและกลิ่นสุราจางๆ ที่ยังคงอบอวลอยู่ภายในถ้ำนั้น... ปล่อยให้ปรมาจารย์กระบี่นั่งขัดสมาธิอยู่ตามลำพังกับความคิดคำนึงถึงอดีตและอนาคตที่ยากจะหยั่งรู้


    หลังจากที่ไท่เซวียนจากไปแล้ว เจี้ยนซินก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นเบาๆ กับความว่างเปล่า "รักษาคนที่รักเจ้าไว้..อย่าเป็นเหมือนข้า...แค่คนรักคนเดียวยังรักษาไว้ไม่ได้"


    ตัดมาที่เมืองเอเลน...ณ ตำหนักส่วนพระองค์ขององค์ชายใหญ่คิมทัน...


    "ท่านพี่ใหญ่พ่ะย่ะค่ะ! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องค์ชายรองคิมบอลหน้าตาตื่นวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องทำงานของพี่ชาย


    "มีเรื่องอันใดกันเจ้าคิมบอล? เหตุใดจึงรีบร้อนเช่นนี้?" คิมทันเงยหน้าขึ้นจากม้วนสาส์นที่กำลังพิจารณาอยู่ ถามน้องชายด้วยน้ำเสียงเรียบๆ


    "คน...คนของหม่อมฉัน...ที่ส่งไป...สังหารเจ้าไท่เซวียนนั่น...พวกมัน...พวกมันตายหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!!!" คิมบอลรายงานเสียงสั่น


    "หะ! เจ้าว่ากระไรนะ!?" คิมทันถึงกับลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตกใจสุดขีด! "เป็นไปได้อย่างไร!?"


    "หม่อมฉันส่งคนฝีมือดีไปถึงห้าคนนะพ่ะย่ะค่ะ! ทุกคนเป็นถึงทหารจอมเวทย์ทวิลักษณ์ระดับ 2 ดาว! แต่...แต่พวกมันทั้งห้าคน...ตายหมดเลยพ่ะย่ะค่ะ! แหวนมิติของพวกมันบ่งบอกว่าสิ้นชีพไปแล้วจริงๆ!"


    "เจ้าไท่เซวียนนั่นรึ...เป็นคนทำ!?" คิมทันขมวดคิ้วมุ่น ไม่อยากจะเชื่อ


    ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับการปรากฏตัวขององค์หญิงคิมรยาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกไม่แพ้กัน! "เป็นไปไม่ได้เพคะท่านพี่ใหญ่!" นางรีบกล่าวแทรกขึ้น "นอกจากคนของท่านพี่คิมบอลแล้ว หม่อมฉันเองก็ได้ส่งคนไปจัดการมันอีกกลุ่มหนึ่งด้วยนะเพคะ! และหัวหน้ากลุ่มของหม่อมฉัน...เป็นถึงจอมเวทย์ทวิลักษณ์ระดับ 3 ดาวเชียวนะเพคะ! แต่...แต่เขาก็สิ้นชีพไปแล้วเช่นกันเพคะ!"


    "หะ!?" / "หะ!?" ทั้งคิมทันและคิมบอลอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม!


    คิมทันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด "หืมมม...จอมเวทย์ทวิลักษณ์ระดับ 3 ดาวก็ยังถูกสังหารรึ... แสดงว่า...มีคนคอยปกป้องเจ้าไท่เซวียนนั่นอยู่เป็นแน่แท้... เช่นนั้นแล้ว...พวกเราก็คงต้องปล่อยมือจากเรื่องนี้ไปก่อน"


    "ว่ากระไรนะพ่ะย่ะค่ะท่านพี่ใหญ่!?" คิมบอลร้องเสียงหลง "เหตุใดเราไม่รีบส่งคนเก่งๆ ไปฆ่ามันอีก! ก่อนที่มันจะมีโอกาสกลับมาแก้แค้นพวกเราเล่าพ่ะย่ะค่ะ!?"


    "เจ้าโง่เง่า!" คิมทันตวาดน้องชายด้วยความโมโห "ขนาดจอมเวทย์ทวิลักษณ์ระดับ 3 ดาวยังถูกสังหารได้อย่างง่ายดายเช่นนี้! เจ้ายังไม่เข้าใจอีกรึ!? เห็นทีว่าเสด็จพ่อคงจะทรงส่งองครักษ์เงาฝีมือฉกาจไปคอยคุ้มกันมันโดยเฉพาะเป็นแน่! และเรื่องทั้งหมดนี้ก็คงจะอยู่ในสายพระเนตรของเสด็จพ่ออยู่ตลอดเวลา! หากเป็นเช่นนี้แล้ว...เจ้ายังจะกล้าส่งคนไปสังหารมันอีกรึ!? เจ้าน้องโง่! ถ้าพระบิดาจับได้จะเป็นเช่นไรกัน!" ความโกรธระคนผิดหวังในความเขลาของน้องชายปรากฏชัดบนใบหน้าของคิมทัน


    "แล้ว...แล้วพวกเราจะเอายังไงกันต่อดีล่ะเพคะท่านพี่ใหญ่?" องค์หญิงคิมรยาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล


    คิมทันถอนหายใจยาว ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาแต่แฝงความมุ่งมั่น "ก็ปล่อยให้มันกลับมา...มีหรือที่มันจะสู้ข้าได้? พวกเจ้าทั้งสองคน...เตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกัน...โอกาสในการกำจัดมัน...มิได้มีเพียงครั้งนี้ครั้งเดียวเป็นแน่!"

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดธิดาสวรรค์ผู้เหี้ยมโหด(Devil in the Goddess) ที่คุณอ่าน