การขอเปิดใช้ห้องประลองเคล็ดวิชาส่วนตัวนั้น มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่คนละห้าเหรียญนภา ซึ่งแน่นอนว่าเงินจำนวนมากถึงสิบห้าเหรียญนภานี้ ย่อมตกเป็นของโม่หนิงที่ถูกบังคับให้ควักกระเป๋าจ่ายอย่างจำใจ
“เจ้าชนะพนันก็เพราะข้า จ่ายซะ!”
คราแรกเซิ่งมู่คิดว่าบุรุษชุดดำจะออกคำต่อล้อต่อเถียงเช่นเดิม ทว่าผิดคา เขากลับยอมควักเงินจำนวนไม่น้อยจ่ายออกไปอย่างว่าง่าย เพียงเพื่อให้สหายและคนแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันได้เข้าไปใช้พื้นที่ส่วนตัวของหอไป๋ซาง
“ขอบคุณ คุณชายโม่ หนี้เงินก้อนนี้ข้าจะพยายามหาทางชดใช้คืนให้โดยเร็ว แน่นอนว่ารวมถึงส่วนของแม่นางหนิงด้วย” เซิ่งมู่ประสานมือบอกกล่าวกับทั้งคู่ด้วยความเกรงใจ
รู้จักกันได้ไม่ถึงวันก็ต้องมาออกค่าใช้จ่ายให้คนแปลกหน้าเช่นเขา เรื่องเหล่านี้ทำให้เซิ่งมู่รู้สึกไม่สบายใจมาตั้งแต่ต้น อีกทั้งเขายังไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดหยิบยื่นน้ำใจให้ฟรีๆ โดยไร้จุดประสงค์แอบแฝง ทว่าเขาก็คิดไม่ออกเช่นกันว่าบุรุษสตรีเบื้องหน้าต้องการสิ่งสำคัญสิ่งใดจากตัวเขากันแน่ แม้ยังสัมผัสไม่ได้ถึงจิตสังหาร แต่เด็กหนุ่มก็มิได้ลดความระแวดระวังลง ระหว่างนี้คงทำได้เพียงภาวนาให้หอไป๋ซางมียอดฝีมือเร้นลับคอยดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่บ้าง
ห้องประลองเคล็ดวิชามีลักษณะเป็นห้องปิด ทำให้บุคคลภายในสามารถมีสมาธิได้ปราศจากสิ่งรบกวน อีกทั้งบุคคลภายนอกก็ยังไม่สามารถรับรู้ถึงสภาพการณ์ข้างในได้ เป็นสถานที่เหมาะแก่การลอบสังหารชั้นดี แม้จะยังไม่เคยมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น แต่ก็ใช่ว่าวันนี้จะเป็นเหมือนกัน
เมื่อเห็นสภาพอันมิดชิดของห้องประลอง ฝีเท้าของเซิ่งมู่ก็พลันชะงักงันไปชั่วครู่
เขาหยุดยืนอยู่หน้าประตูโดยไม่ก้าวตามเข้าไป ก่อนจะตัดสินใจเปิดปากถาม “อาจเป็นการเสียมารยาท แต่เหตุใดท่านทั้งสองถึงให้ความสนใจในตัวผู้ฝึกยุทธขอบเขตสามอันต่ำต้อยเช่นข้ากัน”
ในขณะที่เอ่ยถาม กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนของเซิ่งมู่พลันตึงเครียด เตรียมพร้อมสำหรับการถอยหนีทุกเมื่อ ตราบใดที่เขายังรั้งอยู่ในเขตโถงกลาง เมื่อเกิดเหตุร้าย ก็หวังว่ายอดฝีมือของหอประลองย่อมเข้ามาช่วยเหลือได้ทันท่วงที
“หากพวกข้าบอกว่า พวกข้าเป็นเพียงคนใจบุญที่อยากช่วยเหลือเจ้าเล่า เจ้าเชื่อหรือไม่?” โม่หนิงเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อน
คำตอบทีเล่นทีจริงนั้นกลับยิ่งทำให้หัวใจของเซิ่งมู่บีบรัดด้วยความกังวล ในจังหวะที่เขากำลังจะถ่ายน้ำหนักไปที่ปลายเท้าเพื่อดีดตัวถอยหนี หนิงกงซีก็พลันสะบัดข้อมือ ขว้างวัตถุโลหะบางอย่างพุ่งเข้าใส่เขาทันที!
ทว่าขณะที่กำลังจะเบี่ยงตัวหลบ เขากลับต้องชะงักไปเมื่อพบว่าความเร็วของสิ่งที่ถูกซัดมานั้นเชื่องช้ากว่าที่คิด อีกทั้งรูปลักษณ์ก็แปลกตาคลับคล้ายกับตราแทนตัวมากกว่าจะเป็นอาวุธลับ
เขาถอยหลังไปเพียงครึ่งก้าว ปล่อยให้วัตถุชิ้นนั้นร่วงหล่นลงพื้นส่งเสียงกระทบกันของเหล็ก
อาวุธลับที่สตรีชุดแดงโยนมามีลักษณะคล้ายตราอันหนึ่ง หรือกล่าวให้ถูกต้องคือตราเหล็กทองแดงที่มีอักษร 青 (ชิง) กำกับไว้อยู่
“พวกข้ามาสำนักหลวง สังกัดราชสำนักชิงอวิ๋น ตราราชสำนักปลอมแปลงไม่ได้ เจ้าตรวจสอบเอาเองเถอะ” หนิงกงซีพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เด็กหนุ่มจึงก้มลงไปหยิบตราทองแดงด้วยความระแวดระวัง ก่อนใช้พลังจิตที่ไม่ควรมีในตัวผู้ฝึกยุทธลอบตรวจสอบอย่างละเอียด
ตราทองแดงอักษรชิง ภายนอกดูคล้ายยตราทองแดงทั่วไปที่มีพลังแปลกๆ หมุนวนอยู่ แต่ภายในกลับเอ่อล้นเต็มไปด้วยปราณอันบริสุทธิ์ที่เซิ่งมู่ไม่คุ้นเคย ไอปราณนี้ใสกระจ่างจนเพียงแค่ได้สัมผัสก็คล้ายกับช่วยชำระล้างความขุ่นมัวในร่างกาย เขารู้สึกได้ทันทีว่าหากดูดซับไปจนหมด มันย่อมช่วยยกระดับวิชาจิตดั้งเดิมของเขาให้ก้าวหน้าขึ้นได้อย่างแน่นอน โชคดีที่เขารีบข่มความโลภนั้นไว้ แล้วถอนพลังจิตกลับคืนมา
“ข้าไม่รู้ว่าจริงหรือปลอม…” เขาเอ่ยตอบเบาๆ
คำตอบนั้นกลับทำให้โม่หนิงที่พยายามปั้นหน้าเจ้าเล่ห์ถึงกับขำจนน้ำตาไหล
“สมเป็นเด็กบ้านนอกจริงๆ ฮ่าๆๆ!” แต่เปิดปากหัวเราะได้ไม่นาน เขาก็ถูกหนิงกงซีถลึงตาใส่จนต้องเงียบเสียงไป
“เจ้าเอาตรานี่ไปให้ใครดูก็ได้ หากมั่นใจแล้วค่อยตามพวกข้าเข้าไป” กล่าวจบนางก็สะบัดชายแขนเสื้อสีชาด ก้าวนำเข้าไปในห้องประลองส่วนตัว
โม่หนิงโยนตราทองแดงอีกอันมาให้ ก่อนจะเดินตามนางเข้าไปติดๆ พร้อมทิ้งท้าย “เผื่อเจ้าต้องการอีกอัน”
…
เรื่องเดิมไม่ทำซ้ำเกินสามครั้ง แต่ในเมือมีสองตรา การทำซ้ำหกครั้งคงไม่แปลกอันใด…
หลังจากเซิ่งมู่ตระเวนนำป้ายทั้งสองอันไปให้ผู้คนมากมายช่วยตรวจสอบแบบไม่ซ้ำหน้า ทั้งคนงานของหอไป๋ซาง ผู้ดูแลอาวุโส ชาวยุทธ์พเนจร ไปจนถึงผู้ฝึกปราณที่มีตราสัญลักษณ์สำนักใหญ่ประทับอยู่กลางหลัง เมื่อทุกคนต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันหมด เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนเดินเข้ามาให้ห้องประลองเคล็ดวิชาส่วนตัว
เซิ่งมู่ยื่นตราคืนให้แก่คนทั้งสองอย่างนอบน้อม
“ล่วงเกินปรมาจารย์ทั้งสองแล้ว” เด็กหนุ่มกล่าวเสียงอ่อน
โม่หนิงเรียกตราคืนก่อนเปิดปากหัวเราะเสียงดัง “ระวังไว้ก่อนถึงจะเป็นการดี คราหน้าหากเจอคนแปลกหน้าควรทำเช่นนี้ถึงจะถูก”
หนิงกงซีเรียกตราคืน ก่อนผายมือให้เด็กหนุ่มมานั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
เมื่อทรุดตัวลงนั่ง เซิ่งมู่จึงเพิ่งมีโอกาสได้กวาดสายตาสังเกตบรรยากาศภายในห้องประลองเคล็ดวิชาอย่างเต็มตา ครั้นเห็นว่ามันไม่ได้เป็นมิติพื้นที่พิเศษที่กว้างขวางดั่งเรือนหลังใหญ่เช่นในโรงเตี๊ยมวิญญาณ เขาก็แอบลอบผิดหวังอยู่ลึกๆ
ห้องส่วนตัวเป็นเพียงห้องธรรมดาเหมือนหอทั่วไป มีเพียงเก้าอี้ไม้ไผ่และโต๊ะไม้เนื้อแข็งตั้งอยู่ไม่กี่ตัว นอกจากชา เครื่องหอมและผลไม้บางชนิด ก็ไม่มีเครื่องประดับพิเศษใดๆ
“จะเป็นการเสียมารยาทหรือไม่? หากข้าจะขอถามคำถามกับผู้อาวุโสเพิ่มเติมอีกสักหน่อย” เซิ่งมู่ประสานมือเอ่ยถามสตรีชุดแดง
แต่นางกลับโบกมือปัดเบาๆ “มีอะไรก็ว่ามาเถอะ อีกอย่าง พวกข้าไม่ได้แก่ชราถึงเพียงนั้น เรียกแค่ชื่อก็พอแล้ว”
เด็กหนุ่มประสานมือเคารพทีนึงก่อนเปิดปากเอ่ยถามออกมาตรงๆ “เหตุใดถึงเข้าหาข้า? แม้คำกล่าวนี้จะฟังดูหลงตัวเองไปบ้าง แต่มองตามรูปการณ์แล้ว ไม่มีทางที่คนแปลกหน้าเช่นพวกท่านจะยอมเสียเงินเซียนให้ข้ามากถึงเพียงนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับท่านหมิงเจ๋อ?”
โม่หนิงได้ยินคำถามก็ไม่เอ่ยตอบอะไร ทำเพียงนั่งไขว่ห้างโบกพัดเอาลมเข้าตัวอย่างสบายใจ ปล่อยให้หนิงกงซีรับมือกับคำถามเพียงคนเดียว
“เจ้าคาดเดาถูกเพียงครึ่งเดียว” หนิงกงซีเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ประการแรก พวกข้าสนใจเจ้าเพราะเจ้าเกี่ยวข้องกับหมิงเจ๋อจริง ประการที่สอง อย่างที่บอกไปว่าพวกข้าคือผู้ฝึกสอนจากราชสำนัก มีหน้าที่บ่มเพาะศิษย์และยอดฝีมือมากมายให้แก่ราชวงศ์ เหตุที่ได้พบเจ้าครานี้เป็นเพราะพวกข้าเพิ่งกลับจากการปฏิบัติภารกิจจากทางราชสำนัก ระหว่างทางแวะพักที่เมืองชิงซี จึงได้ยินข่าวจากสหายในสมาคมไป๋ซางว่าขบวนสินค้าของหมิงเจ๋อถูกซุ่มโจมตีโดยกลุ่มจอมยุทธ์ลึกลับ” นางหยุดจิบชาครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “นอกจากนี้ คนงานบางส่วนยังกล่าวถึงการต่อสู้ของหนุ่มสาวที่มีพรสวรรค์หลายคน หนึ่งในนั้นคือเจ้า การที่พบเจ้าในวันนี้แม้จะบอกว่ามีการวางแผนเพื่อพบหน้าไว้แล้ว แต่ก็เหมือนเป็นเรื่องบังเอิญเช่นกัน อีกเดี๋ยวข้ายังต้องไปพบกับสมาชิกคนอื่นๆ ในขบวนของเจ้าด้วย ถึงตอนนั้นเจ้าก็คงจะคลายความกังวลใจลงได้หลายส่วน” หนิงกงซีอธิบายยาวเหยียดอย่างไม่ปิดบัง
“เหตุใดถึงเป็นข้าคนแรก?” เซิ่งมู่ถามต่อทันที
“ดังที่ข้าบอกเป็นเรื่องบังเอิญครึ่งหนึ่ง ข้ากับโม่หนิงเพียงต้องการมาผ่อนคลายในหอประลอง แท้จริงการไปพบพวกเจ้าคือแผนของวันพรุ่งนี้ ทว่าก่อนหน้านี้ข้าบังเอิญเห็นพวกเจ้าสามคนยืนอยู่หน้าโถงกลางพอดี พวกข้าจำหน้าแม่นางหลิวได้ จึงอนุมานได้ทันทีว่าพวกเจ้าคือคนของกลุ่มหมิงเจ๋อ เหตุที่มาหาเจ้าก่อน เป็นเพราะเรื่องราวการสู้ข้ามขอบเขตของเจ้าทำให้พวกข้าค่อนข้างสนใจ เด็กหนุ่มผู้ฝึกยุทธขอบเขตสามกลับสามารถจับตัวผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่ได้ ใครบ้างเล่าจะไม่สนใจ? อีกทั้งราชสำนักชมชอบผู้ฝึกยุทธมากกว่าผู้ฝึกปราณเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว” นางเอ่ยตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีอาการติดขัด
เซิ่งมู่ครุ่นคิดกับตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยปากถามต่อ “การประลองนี่เปรียบเสมือนการคัดคนเข้าสำนักหรือไม่?”
หนิงกงซีพยักหน้าเบาๆ “หากเจ้าผ่านแม้ไม่สามารถรับรองได้สิบส่วน แต่หากเจ้าทำผลงานได้ดี ข้าและโม่หนิงก็พร้อมจะเขียนจดหมายรับรองเพื่อให้เจ้าได้”
เด็กหนุ่มพยักหน้าพร้อมประสานมือกล่าวขออภัยที่เสียมารยาทแก่คนทั้งสอง เมื่อหมดสิ้นคำถาม โม่หนิงจึงโบกมือหนึ่งครา โต๊ะไม้เบื้องหน้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นโต๊ะศิลาที่มั่นคง บนหน้าโต๊ะอันราบเรียบปรากฎนักรบดินปั้นตัวจิ๋วโผล่มาหลายสิบตัว มีทั้งนักรบที่ถือกระบี่ ดาบ ง้าว หอก หรือแม้แต่มีดสั้นคู่
“การประลองเคล็ดวิชานั้นแท้จริงแล้วมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการประชันวรยุทธ์ การแก้ค่ายกล หรือเงื่อนไขใดๆ ก็ตามแต่ที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงกัน การประลองครั้งนี้จ้าจะให้เจ้าเลือกตุ๊กตาดินปั้นที่สอดคล้องกับวิชายุทธของเจ้ามาประลองกับนักรบดินปั้นของข้า เป็นการตรวจสอบความเข้าใจในวรยุทธของเจ้า นักรบดินปั้นถูกปรับให้มีตบะเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธขอบเขตสาม” หนิงกงซีอธิบายกติกา “ข้าจะให้เจ้าทำความคุ้นเคยกับตุ๊กตาดินเผาเหล่านี้ก่อน ตอนนี้ลองใส่พลังชีวิตลงไปเถอะ”
ฟังที่นางอธิบายจนจบ เซิ่งมู่ก็พยักหน้ารับ ก่อนจะลองทำตามที่นางบอก เมื่อพลังชีวิตของเขาสัมผัสไปยังนักรบดินปั้นที่ถือมีดสั้นคู่อยู่ เขาก็รู้สึกถึงความเชื่อมต่อระหว่างตัวเองและหุ่นจิ๋วตัวนั้น
“ความรู้สึกเหมือนตอนข้าฝึกเรียกของด้วยพลังชีวิต… แต่กลับไม่รู้สึกถึงแรงต้านเหมือนตอนนั้น ข้าจะเอาวิธีนี้ไปทดลองใช้เรียกสิ่งของเล็กๆ ระยะไกลได้ไหมนะ?”
ในขณะเดียวกัน ระหว่างที่เซิ่งมู่พยายามลองควบคุมนักรบมีดคู่อยู่ เขาก็สังเกตเห็นถึงหน้าตาประหลาดใจของบุรุษสตรีทั้งสองในห้อง แม้จะครู่เดียวแต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้
เมื่อเริ่มคุ้นชินกับการบังคับการเคลื่อนไหวแล้ว เซิ่งมู่ก็สูดลมหายใจลึก ก่อนพยักหน้า “ข้าพร้อมแล้ว”
โดยไม่รอช้า หนิงกงซีรีบถ่ายทอดพลังชีวิตของนางเข้าควบคุมหุ่นตุ๊กตาดินเผาร่างกำยำเปลือยอกตัวหนึ่ง หุ่นตัวนั้นตั้งท่าร่ายรำเพลงหมัดอันดุดันและหนักหน่วง ซึ่งขัดแย้งกับภาพลักษณ์สตรีผู้งดงามบอบบางของนางโดยสิ้นเชิง
“ข้าจะให้เจ้าเริ่มก่อนสามกระบวนท่า หากเจ้ายื้อเวลาได้ถึงหนึ่งก้านธุปโดยไม่พ่ายแพ้ไปเสียก่อนข้าจะถือว่าเจ้าผ่านเกณฑ์ของข้าและโม่หนิง” สิ้นเสียงกล่าว หุ่นนักรบดินเผาของนางก็ยืนกอดอก ทำหน้าถมึงทึง
เซิ่งมู่รู้ตัวดีว่าตนเองอ่อนด้อยกว่ามาก จึงไม่รู้สึกถึงการสบประมาทแต่อย่างใด
โม่หนิงหยิบธูปหอมวิญญาณออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะเริ่มใช้ปลายนิ้วจุดไฟเป็นสัญญาณของการเริ่มนับเวลา
ชั่วขณะนั้นนักรบมีดคู่ก็พลันพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้มีดสั้นแทงไปที่หน้านักรบร่างกำยำ หมายจบศึกโดยเร็ว
แต่ก็ดังที่เขาคาดคิดไว้ แทนที่จะสั่งให้หุ่นหลบหลีก แต่สตรีชุดแดงกลับเลือกให้นักรบของตนใช้หมัดอันหนักหน่วงกระแทกลงมาที่ใบมีดของเซิ่งมู่ตรงๆ
หุ่นนักรบมีดคู่พลันบิดข้อมือเล็กน้อย พลิกคมมีดเปลี่ยนองศาเพื่อกรีดทำลายท่อนแขนของหุ่นหมัด แม้จะทำถึงขนาดนั้นแต่หนิงกงซียังไหวตัวทัน นางสั่งให้หุ่นดินปั้นของตนเองชักมือกลับและเบี่ยงตัวหลบคมมีดได้ในพริบตา
สิ้นกระบวนท่าแรก เซิ่งมู่ตัดสินใจใช้ท่าเท้าของวิชาดาบปราบกบฎที่โดดเด่นเรื่องความรวดเร็วมาผสมผสานกับมีดคู่ในมือตน เขาอาศัยจังหวะที่รวดเร็วกว่า ซัดมีดในมือไปยังศีรษะของหุ่นร่างกำยำ
แม้วิชาดาบปราบกบฏจะรวดเร็วหาตัวจับยาก แต่ข้อเสียร้ายแรงของมันคือเป็นวิชาที่แพร่หลายและเป็นที่รู้จักกว้างขวางเกินไป สำหรับหนิงกงซีที่คุ้นเคยกับการรับมือวิชาประเภทนี้ แม้จะลอบประหลาดใจอยู่บ้างที่เด็กหนุ่มนำมาดัดแปลงใช้กับมีดคู่ แต่นางก็ไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด หุ่นร่างกำยำเพียงยกแขนขึ้นปัดป้องใบมีดที่ฟันลงมาได้อย่างไม่ยากเย็น
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่นางคิดว่าป้องกันได้แล้วนั้น เซิ่งมู่กลับสั่งให้หุ่นปล่อยมือซ้ายทิ้งมีดสั้นที่ถืออยู่ ก่อนจะกำหมัดแน่นซัดไปที่ข้อต่อระหว่างหัวไหล่กับต้นแขนอย่างจัง หนิงกงซีที่ไม่ได้คาดคิดการโจมตีทีเผลอนี้จึงดีดตัวถอยหลังอย่างไว
เซิ่งมู่ไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปได้ง่ายๆ เขาสั่งให้หุ่นดินปั้นเตะเสยมีดสั้นที่กำลังร่วงหล่นอยู่ให้ลอยคว้างขึ้นกลางอากาศดั่งว่าวไร้สายป่าน พุ่งติดตามศัตรูไปติดๆ ก่อนที่จะสั่งให้มันถีบกายตามไปโจมตีโต่อเนื่องโดยทันที
“ครบสามกระบวนท่าแล้วกระมัง” เสียงเยียบเย็นของหนิงกงซีที่ดังขึ้นมา ถึงกับทำให้เขาขนลุกเกรียว
สิ้นเสียงสตรีชุดแดง หุ่นนักรบร่างกำยำของนางก็ยืนตั้งท่าหมัดด้วยความรวดเร็ว ก่อนใช้หมัดเปล่าซัดมีดเล็กเล่มนั้นกระเด็นออกไป
เมื่อห่างจากนางอีกแค่ไม่กี่ก้าวสัญชาตญาณของเซิ่งมู่ก็สั่งให้หุ่นดินปั้นของเขายกแขนทั้งสองข้างขึ้นป้องกันศีรษะ ชั่วอึดใจต่อมา เขาก็สัมผัสได้ถึงแรงกระแทกอันมหาศาลที่อัดโครมเข้าที่ท่อนแขนของตุ๊กตาดินเหนียว
แรงปะทะนั้นรุนแรงเสียจนหุ่นมีดคู่ของเขาถูกซัดกระเด็นไปไกลนับสิบก้าว
แม้เขาจะไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ส่งผ่านมาจากนักรบดินเหนียว แต่ความรู้สึกที่ปะทะเข้ามา ก็เพียงพอจะทำให้เซิ่งมู่รับรู้ได้ถึงพละกำลังอันน่าครั่นคร้ามจากเพลงหมัดของสตรีชุดแดง
“ตาข้าแล้ว” เสียงหวานใสของหนิงกงซีลอยกระทบโสตประสาท แต่เป็นเพราะเขากำลังตั้งสมาธิกับสนามประลองจิ๋วเบื้องหน้าอยู่ ทำให้เขาเห็นเป็นภาพบุรุษกำยำเปลือยอกที่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานแทน ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก
สิ้นเสียงนางถีบตัวพุ่งมาหาเขาด้วยพลังอันน่าครั่นคร้าม แม้ไม่ได้รวดเร็วดุจภูตผีเหมือนร่างจริงของนางที่อยู่ขอบเขตหก แต่ก็ถือว่ารวดเร็วและทรงพลังกว่าผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสามทั่วไปมากนัก
“หมัดของนางดุดันและทรงพลังมาก แต่กลับซื่อตรง ไร้ซึ่งหมัดหลอก ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยม มีแต่พละกำลังเท่านั้น… คราแรกข้าคิดว่าเป็นเพราะรากฐานการฝึกยุทธของนาง ทว่าดูท่าแล้วคาดว่าคงเป็นที่วิชาหมัดเสียมากกว่า ยิ่งออกหมัดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหนักหน่วงยิ่งขึ้น เร็วยิ่งขึ้น แม้จะคาดเดาทางได้ก็ใช่ว่าจะหลบพ้น มิน่าเล่าเงื่อนไขของนางจึงเป็นการยืนหยัดให้ได้หนึ่งก้านธูป ไม่ใช่การเอาชนะนาง” เซิ่งมู่ครุ่นคิดในใจพลางหลบหลีกและปัดป้องหมัดนางไปด้วย แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนานมากเท่าใด เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าการปัดป้องยิ่งยากลำบากมากขึ้น “ต้องโจมตีข้อต่อ หยุดการออกหมัด…”
เมื่อเริ่มจับจังหวะทิศทางหมัดของศัตรูได้ หลังจากฝืนปัดป้องหมัดที่ร้อยกว่าของนางจนแขนหุ่นแทบปริร้าว เซิ่งมู่ก็ตัดสินใจสวนหมัดกลับไปเป็นครั้งแรก
หมัดนี้ของเขาไม่ได้มีพลังรุนแรงมากนัก แต่กลับว่องไวและแม่นยำ เซิ่งมู่เล็งไปยังข้อมือหุ่นร่างกำยำของหนิงกงซีอย่างแม่นยำ แม้แรงกระแทกจะทำให้นางเสียจังหวะชะงักไปเพียงเสี้ยวอึดใจ ทว่ามันแทบไม่ส่งผลกระทบต่อพายุหมัดของนางเลยแม้แต่น้อย
หลังจากเอี้ยวตัวหลบลูกเตะอันหนักหน่วงได้สำเร็จ หมัดที่สองของเขาก็พุ่งสวนออกไปติดๆ ครานี้เขาเล็งไปที่ข้อต่อระหว่างกระดูกสะบ้าที่หัวเข่า เป็นเช่นเดิม… ไม่ได้มีพลังทำลายมากนัก แต่รวดเร็วและแม่นยำ
หมัดที่สามและสี่จึงตามมาติดๆ ดุจเงาตามตัว ครานี้เขาเล็งทั้งสองหมัดไปยังข้อต่อศอกซ้ายของสตรีชุดแดง ซึ่งเป็นจุดหมุนสำคัญสำหรับผู้ใช้หมัด
สองหมัดที่กระแทกเข้าจุดตายนี้ ส่งผลให้หุ่นร่างกำยำชะงักงันไปเกือบหนึ่งลมหายใจเต็ม ด้วยความหงุดหงิดระคนแปลกใจทำให้สตรีชุดแดงบังคับให้หุ่นปลดปล่อยพลังหมัดที่ดุดันเกรี้ยวกราดกว่าเดิมออกมา
ณ มุมหนึ่งของห้อง โม่หนิงที่นั่งทอดอายจิบชาชมการต่อสู้อยู่อย่างเงียบๆ พลันคลี่รอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก โดยที่ทั้งคู่ไม่ทันสังเกตแม้แต่น้อย