ปารมีเดินเข้ามาในห้องของตัวเองด้วยท่าทีที่เหนื่อยอ่อน หลังจากกลับจากโรงพยาบาลและไปให้การกับตำรวจ เธอก็รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ทั้งแรงกายแรงใจทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน
หลังจากลาออกจากที่ทำงานเก่า เธอก็ถูกตัดขาดจากที่บ้านทันที ดังนั้นตอนนี้เธอจึงเหลือแค่ตัวคนเดียว ปารมีนั่งมองวิวเบื้องล่างด้วยแววตาที่ท้อแท้หดหู่
ภายนอกเธอแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเธอนั้นเข้มแข็ง สามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ใครจะรู้ว่าในใจเธอนั้นกลับตรงกันข้ามกับที่เธอแสดงออกมาอย่างสิ้นเชิง
เธออยากมีใครสักคนที่ทำให้เธอนั้นสามารถแสดงด้านที่อ่อนแอได้บ้าง เพราะบางครั้งการที่แสดงให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองเข้มแข็งนั้นมันเหนื่อยมากแค่ไหน สังคมสมัยนี้ทำให้เธอนั้นไม่อาจจะไว้ใจใครได้เลย
เธอไม่อยากเป็เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว—
ฉากหน้าดูดี น่าเคารพนับถือ แต่ใครจะรู้ว่าฉากหลังนั้นกลับถือมีดแทงข้างหลังกันเมามัน ดังนั้นความไว้ใจของเธอนั้น เธอจะไม่ให้ใครไปส่ง ๆ เหมือนเช่นที่ผ่านมา
ปารมีนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เฉียดตายที่เพิ่งผ่านมา มันทำให้เธอนั้นสั่นเทิ้มไปด้วยความหวาดกลัว อีกกี่ครั้งแล้วที่ชีวิตเธอนั้นแขวนไว้บนเส้นด้าย เธอคิดว่าหากเธอถอยออกมาและไม่ยุ่งกับมันอีก ชีวิตเธอคงสงบเงียบใช้ชีวิตเรียบ ๆ ไปเรื่อย ๆ
แต่วันนี้มันทำให้เธอรับรู้ได้ว่า วันวานเก่า ๆ มันกลับมาแล้ว แม้เธอจะพยายามหนีมันมามากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งตามมาทำร้ายเธออีกครั้ง และครั้งนี้เธอกำลังคิดว่าจะหนีเหมือนคราวที่แล้วหรือจะสู้ให้ตายไปข้างให้มันจบ ๆ ไป
“เฮ้อ— ฉันเป็แค่คนเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ นะ....”
ปารมีพึมพำกับตัวเอง พลางให้ไปมองกองเอกสารกองใหญ่ที่วางไว้บนโต๊ะทำงานด้วยแววตาที่ครุ่นคิด
‘เอาวะ— สู้ก็ตาย ไม่สู้ก็ตาย งั้นก็สู้ให้มันสุด ๆ ไปเลย’
เธอบอกตัวเองด้วยแววตาที่มุ่งมั่น ทว่าก็ยังคงแฝงไปด้วยความกังวลในที เพราะการรับมือกับพวกที่มีอำนาจ มีเงินในมือ สำหรับคนธรรมดาอย่างเธอแล้วนั้น มันก็เหมือนกับมดแดงตัวเล็ก ๆ ที่ริจะสู้กับช้างตัวใหญ่
---------------------
วันนี้ปารมีตื่นั้แ่เช้า เธอรีบอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดลำลองสบาย ๆ กางเกงยีนขายาวเสื้อยืดสีขาวทับด้วยแจ็คเก็ตยีนส์รองเท้าผ้าใบ เมื่อเช็คความเรียบร้อยของตัวเองเสร็จแล้วเธอก็หยิบกระเป๋าและกุญแจรถรีบไปทันที
เธอขับรถมาเรื่อย ๆ จนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ที่เธอนั้นคุ้นเคยเป็อย่างดี หลังจากเอารถจอดเรียบร้อย ปารมีก็เดินไปที่อาคารแห่งหนึ่งที่มีป้ายติดไว้ตัวเบ้อเร่อว่า
‘สนามยิงปืนสโมสรจ่าอุทิศ’
“อ้าว— ผู้กอง ไม่เจอกันนานเลยนะ”
ชายคนหนึ่งเอ่ยทักปารมีขณะที่เธอกำลังเดินไปยังเคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ของสโมสร
“ลุงจ่า— อย่าเรียกปามอย่างนั้นเลยค่ะ ตอนนี้ปามออกจากราชการแล้ว”
ปารมียกมือไหว้ทักทายก่อนจะพูดคุยกันอย่างสนิทสนม
“ถึงจะออกจากราชการแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ถอดยศนี่ ผมเรียกแบบนั้นถูกแล้ว”
ชายคนนั้นหรือก็คือ จ่าอุทิศเ้าของสนามยิงปืนแห่งนี้เอ่ยกับปารมีอย่างเอ็นดู เพราะสำหรับเขาแล้วถ้าไม่นับยศถาบรรดาศักดิ์ เขานั้นรักและเอ็นดูปารมีเหมือนกับลูกหลานคนหนึ่งเลยทีเดียว
“ขอละค่ะ ปามไม่ชอบ— สำหรับปามแล้ว มันก็เป็แค่ภาระอันหนึ่งที่ปามไม่อยากจะถือมันอีก มันหนักค่ะลุง...”
ปารมีเอ่ยขึ้นพร้อมกับสีหน้าเฉยชา จ่าอุทิศ หรือถ้าเรียกเต็ม ๆ คือ พันจ่าเอกอุทิศ มองสีหน้าของปารมีอย่างเป็ห่วงแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก
“แล้ววันนี้มาเคาะสนิมงั้นเหรอ— ไม่มานานเลยนะ”
“จ๊ะ— ปามว่าจะมาซ้อมมือสักหน่อย เผื่อได้ใช้....”
ท้ายประโยคปารมีนั้นพูดเบา ๆ กับตัวเอง แต่ทว่าจ่าอุทิศนั้นก็ยังได้ยินอยู่ดี
“เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าผู้กอง...หรือว่า....”
“อืม— อย่างที่ลุงคิดน่ะแหละ...ต่อไปนี้ปามคงต้องระวังตัวให้มาก เหมือนอีกฝ่ายคงไม่อยากจะให้ปามอยู่เป็หนามยอกอกพวกเขาให้เจ็บเล่น ๆ อีกแล้วล่ะ”
ปารมีเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม จ่าอุทิศที่ได้ยินดังนั้นก็แสดงสีหน้าชัดเจนเลยว่าเป็ห่วงปารมีเป็อย่างมาก
“ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยบอกได้เลยนะผู้กอง ผมจัดการให้”
เมื่อได้ยินคำพูดของจ่าอุทิศ ปารมีก็มองไปที่เขาแววตาซาบซึ้ง เธอนั้นนับถือจ่าอุทิศประดุจดังพ่อของตัวเอง ไม่แน่ว่าอาจจะมากกว่าพ่อแท้ ๆ ของเธอด้วยซ้ำไป
“งั้น— ปามขอรบกวนลุงจ่าเลยตอนนี้ละกัน”
“หืม— อะไรเหรอ”
“ปามอยากได้ดีดีสักกระบอก ขอแบบกระชับมือ พกพาง่าย ระยะหวังผลไม่ต้องไกลมากก็ได้ เพราะว่าปามจะเอาไว้ป้องกันตัวเฉย ๆ ....ถ้าเป็ไปได้ปามก็ไม่อยากจะใช้มันหรอก แต่ตอนนี้มันจำเป็”
“ไม่มีปัญหาเดี๋ยวผมจัดให้....งั้นวันนี้ก็ไปซ้อมมือก่อนละกัน เดี๋ยวผมไปหยิบมาให้”
จ่าอุทิศพยักหน้ารับเป็มั่นเป็เหมาะ ก่อนจะเดินหายไปยังห้องหลังเคาเตอร์ จากนั้นก็ออกมาพร้อมกับปืนพกสั้นสีดำและกล่องะุกล่องหนึ่ง
“อ่ะ—9 มม. เจอริโก้ ส่วนของเดี๋ยวผมหาให้ ไม่ต้องห่วง...ถ้าผู้กองมีอะไรก็บอกผมได้นะครับ ผมช่วยเต็มที่”
“ขอบคุณค่ะ”
ปารมีเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินไปทางสนามซ้อมยิงปืนซึ่งเธอมักจะมาบ่อย ๆ เมื่อครั้งยังรับราชการเพราะว่าทางหน่วยนั้นมักจะมีประเมินผลการยิงปืนประจำปีของนายทหารสัญญาบัตรทุกคน ดังนั้นเธอจึงมาฝึกยิงที่นี่บ่อยครั้ง
-----------------
“แพนิค!!!”
นักรบเอ่ยขึ้นอย่างใพลางสงสัยกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งรับรู้จากเตชิน
“ครับ นอกจากจะรักษาอาการเกี่ยวกับหัวใจแล้ว ยังรักษาอาการแพนิคอีกด้วยครับ และข้อมูลจากคนที่คอยเฝ้าติดตามคุณปารมีนั้นบอกว่า เธอมักจะเข้าออกคลินิกจิตแพทย์บ่อยครั้ง ดังนั้นผมจึงคิดว่าน่าจะเป็อาการหลังมากกว่าครับ”
จากข้อมูลที่เตชินได้รายงานมานั้น นอกจากนักรบแล้ว กวินที่นั่งฟังอยู่ด้วยก็สงสัยเช่นเดียวกัน เขาไม่นึกว่าผู้หญิงที่ดูลุย ๆ คนนั้น จะเป็อะไรแบบนี้ด้วย
“แล้วทำไมถึงเป็แพนิคล่ะ”
กวินเอ่ยถาม
“ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ รู้แต่ว่าคนที่เป็แพนิคมักจะมีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจถี่ วิงเวียน คุมตัวเองไม่ได้ครับ คิดว่าน่าจะเจอเหตุการณ์ร้าย ๆ อะไรบางอย่างก็ได้นะครับ เพราะเท่าที่ผมหาข้อมูลมานั้น คนที่เจอเหตุการณ์ร้าย ๆ นั้นมีโอกาสที่จะเป็แพนิคได้ครับ”
เหตุการณ์ร้าย ๆ งั้นเหรอ—
นักรบนั่งขมวดคิ้วครุ่นคิด ส่วนกวินนั้นก็ไม่ต่างกัน ทั้งคู่ต่างก็จมอยู่กับความคิดของตัวเอง จนกระทั่งนักรบเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างได้ จึงหันไปถามกวิน
“วิน— ตอนนั้นนายบอกว่า นายเคยเห็นปารมีใช่มั้ย นายเคยเห็นที่ไหน”
“อ้อ— ฉันเคยเห็นตอนที่ไปสืบเื่ของชัยวัฒน์นั่นแหละ แต่แค่แว้บเดียวเท่านั้น เธอคนนั้นอยู่กับนายทหารอีกสองคน และนายชัยวัฒน์ คงจะติดต่อการค้ากันเกี่ยวกับที่เรากำลังสืบดูนั่นแหละ”
กวินเอามือจับคางท่าทางครุ่นคิด พร้อมกับเอ่ยทุกอย่างที่เขาจำได้ นักรบที่ได้ยินดังนั้นเขาก็อยู่ในห้วงความคิดของตัวเองอีกครั้ง
‘ถ้าปารมีร่วมมือกับชัยวัฒน์จริง ทำไมท่าทีที่เธอมีต่อชัยวัฒน์นั้นถึงได้เป็แบบนั้น อีกทั้งเื่ที่เธอถูกนักเลงจ้องทำร้ายอีก มันเกี่ยวกับชัยวัฒน์ด้วยรึเปล่า...’
นักรบคิด
“มันอาจจะไม่ได้เป็อย่างที่เราคิดทั้งหมดก็ได้...”
“นายหมายความว่าไง”
กวินถามหลังจากนักรบโพล่งออกมาหลังจากที่เขาครุ่นคิดอยู่นาน
“ไม่แน่ว่า— เธอคนนั้น ก็อาจจะเป็ ‘เหยื่อ’ คนหนึ่งก็ได้ หรืออาจจะเป็คนที่ไปรู้ความลับบางอย่างจนทำให้อีกฝ่ายอยากจะปิดปากเธอก็ได้ ซึ่งถ้าเป็แบบอย่างหลังละก็ เธอคนนี้ก็เป็อีกกุญแจที่เราจะจัดการพวกไดโนเสาร์ขี้โกงพวกนั้นออกไปจากบริษัทได้ก็ได้”
ข้อสันนิษฐานของนักรบ ทำให้กวินตาโตตกตะลึง และเมื่อคิดตามอย่างที่นักรบพูด กวินนั้นก็ให้ความเห็นว่ามันสมเหตุสมผลอยู่ แต่พวกเขาก็ไม่อาจฟันธงได้ว่ามันจะเป็อย่างที่พวกเขาคิด ดังนั้นถ้าจะให้ชัวร์ พวกเขาต้องไปพบกับปารมีโดยตรง
“เื่นี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
อยู่ ๆ นักรบก็เอ่ยขึ้น ก็ทำเอากวินใอีกรอบ เพราะมีไม่บ่อยนักที่นักรบจะเอ่ยปากจัดการเอง เนื่องจากส่วนใหญ่นักรบนั้นมักจะเป็คนวางแผนเื้ัเสียมากกว่า ไม่เคยคิดจะลงมาเล่นเองแบบนี้
“งั้นก็ตามนี้...”
กวินพูดพร้อมกับยืนขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไป ส่วนเตชินหลังจากได้รับมอบหมายงานบางอย่างจากนักรบเขาก็ออกไปทันที นักรบนั้นนั่งคิดอยู่คนเดียวเงียบ ๆ เขานั่งทบทวนั้แ่วันแรกที่เขาได้พบกับปารมี และเื่ราวต่าง ๆ จนมาถึงวันนี้ จนเกิดคำถามขึ้นในใจว่า
อะไรทำให้เขานั้นสนใจปารมีถึงขนาดนี้—
เพราะจอมทัพงั้นเหรอ หรือเพราะท่าทีของเธอที่มีต่อเขามันต่างจากคนอื่น
เขานั้นไม่เข้าใจตัวเองเลยแม้แต่น้อย อีกอย่างครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่เขานั้นทำตามสัณชาตญาณของตัวเองมากกว่าจะใช้ตรรกะเหตุผลอย่างที่ผ่านมา
มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากัน—
โปรดติดตามตอนต่อไป