บทที่ แปด
ครั้งสุดท้ายที่นางปวดหัวเช่นนี้แทบจำไม่ได้ร่างกายของหลิวชิงเซียงแข็งแรงมาก สุขภาพดีมาตลอดป่วยไข้มาไม่กี่ครั้งในชีวิตเรียกว่านับมือเดียวก็พอ หลังยิ่งฝึกยุทธ์ยิ่งป่วยยาก ต่างจากหลี่เสวี่ยที่ไม่ทำอะไรก็ป่วยแล้ว
เพราะฉะนั้นนี่จึงนับว่าเป็เวรกรรมของนางจริงๆไม่ได้ทำอะไรก็ถูกจับไปทรมาน ตัวต้นเื่คนแรกคือเทียนหลงฮ่องเต้ สองก็คือเฉินผินส่วนใครอยู่เื้ัอีกบ้างนางก็ไม่รู้จะล่วงรู้
หลิวชิงเซียงที่รู้สึกตัวแล้วแต่เกียจคร้านเกินกว่าจะขยับตัวลุกหรือลืมตาจึงแสร้งว่าเป็หลับต่อไปขณะนั้นเองเสียงพูดคุยก็ดังแว่วลอยมาได้ยินไม่ชัดเจนแต่ก็พอจะจับใจความได้บ้างส่วนเป็เสียงของอิงหลานกับฟ่านหรูกำลังสนทนากันที่หน้าห้องนาง
“ฝ่าา..โปรด..กุ้ยเหรินขนาดนี้”
“ตอนพระองค์อุ้ม..เข้าเกี้ยว..ไม่เชื่อ”
เพียงเท่านี้ก็พอจะรู้แล้วว่าที่นางรอดมาได้เพราะมีบุรุษยิ่งใหญ่อย่างเทียนหลงฮ่องเต้ยื่นมือมาช่วยเหลือแค่นี้หลิวชิงเซียงก็หลับต่อไม่ลง ในใจเกิดแต่คำถาม..เขามาช่วยนางทำไม? ทำไมถึงทำคล้ายว่าโปรดปรานนักหนาทั้งทีไม่เคยพานพบเื่นี้กวนใจนากนักแต่หาคำตอบไม่ได้
“น้ำ..น้ำ” หลิวชิงเซียงส่งเสียงบางเบาให้บุคคลภายนอกรับรู้ว่าตนตื่นแล้วอิงหลานฟ่านหรูได้ยินก็หยุดสนทนารีบวิ่งเข้ามาด้านในปรนนิบัติผู้เป็นาย
“หลี่กุ้ยเหรินเป็เช่นไรบ้างเ้าคะ” อิงหลานค่อยประคองนายหญิงขึ้นมาก็ไถ่ถามอยากเป็พะวงขณะที่ฟ่านหรูรินน้ำชาอุ่นๆเตรียมพร้อมส่งให้
หลังได้จิบชาอุ่นหลิวชิงเซียงก็รู้สึกดีขึ้นมาก“ข้าหลับไปนานเท่าใด?”
“กุ้ยเหรินหลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเ้าค่ะเมื่อคืนไข้ขึ้นสูงมากแต่พอรุ่งเช้าก็ลดลง ท่านหมอบอกว่าหลี่กุ้ยเหรินนับว่าร่างกายแข็งแรงมากหลังฝ่าาได้ยินก็จึงยอมออกไปว่าราชการเ้าค่ะ”
ยอมออกว่าราชการหมายความว่าอะไรถ้านางไม่หายจะไม่ออกไปทำงานหรือ! ประหลาดยิ่งขึ้นไปอีกนางอดจะทำหน้าเหยเกไม่ได้ “แล้วนี่ฮ่องเต้มาเยี่ยมข้าแต่เช้าเลยหรือ?”
“เปล่าเ้าค่ะ พระองค์ประทับค้างคืนที่นี่พึ่งออกไปเมื่อครู่เอง”
คำตอบเช่นนี้พอได้ยินอยากจะเป็ลมสลบไปอีกรอบถึงกับมาค้างคืนกับนางตอนที่ป่วยไม่ได้สติ ป่านนี้ไม่ลือกันไปถึงไหนต่อไหนแล้วหลิวชิงเซียงคิดแล้วก็ปวดหัวล้มตัวลงนอน
ในเขตวังหลังมีแต่เื่ที่นางไม่เข้าใจอย่างชิงความโปรดปรานใส่ร้ายกันถ้าตามทันก็นับว่าอยู่รอด ถ้าไม่ทันก็อาจจะจบชีวิตแต่คนที่เขาไม่เข้าใจที่สุดก็ผู้ครองบัลลังก์ั “แล้วพระองค์ตรัสไหมว่าจะกลับมาอีก”
ฟ่านหรูที่เข้าใจว่านายหญิงถามเช่นนี้เพราะอยากปรนนิบัติฮ่องเต้ก็พลันทำหน้าลำบากใจพร้อมส่ายศีรษะเบาๆ“แต่หลี่กุ้ยเหรินอย่ากังวลเลยเ้าค่ะได้ยินว่า่นี้พระองค์ทรงงานหนักเพราะปัญหาหัวเมืองแต่ก็ยังไม่ละเลยที่จะพิจารณาโทษของเฉินผินที่วางอำนาจบาตรใหญ่นะเ้าคะ”
จริงด้วยลืมเสียสนิท! พอฟ่านหรูเอ่ยออกมาก็นึกขึ้นได้ “แล้วเฉินผินเป็อย่างไรบ้าง?”
“จริงๆ เรียกเฉินผินไม่ได้แล้วนะเ้าค่ะนางถูกลดตำแหน่งให้ไปเป็เฉินตาอิ้งแล้ว ส่วนแม่นมโเี้ผู้นั้นก็ถูกโบยแปดสิบไม้คนอื่นๆ ก็ห้าสิบไม้เ้าค่ะ” แปดสิบไม้ถ้าไม่ใช่คนฝึกยุทธ์ทั้งยังอายุเยอะแล้วเห็นทีจบที่พิการนับว่าขอบคุณ์แล้วแต่น่าใกว่าคือเฉินผินถูกลดตำแหน่งเป็เฉินตาอิ้งมากกว่าตระกูลเฉินมีอิทธิพลมาก การที่บุตรสาวเข้าวังมาไม่เท่าไรก็ถูกลงโทษเช่นนี้บิดาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนจากนี้ตระกูลเฉินกับฮ่องเต้ถ้าไม่รีบหาผลประโยชน์มาปลอบใจซึ่งกันและกันคงกินแหนงแคลงใจกันแน่แต่จะว่าไปการที่เฉินตาอิ้งกล้าหาญทำขนาดนี้อาจจะไม่ได้มาจากความคิดตัวเองก็ได้อาจจะมีใครอยู่เื้ัป่านนี้คนที่อยู่เื้ัผู้นั้นคงเข้าหน้าสกุลเฉินไม่ติดเสียมากกว่า
...
“ถึงกับปลดเฉินผินเชียวหรือ” เหลียงไท่เฟยทวนซ้ำตามคำบอกเล่าของคนสนิทนางตบโต๊ะหนึ่งทีอย่างเผลอตัวเพราะอารมณ์โกรธเกรี้ยว “ตระกูลเฉินเป็ใครฮ่องเต้ไม่รู้หรือถึงกลับปลดตำแหน่งเฉินผิน”
“ไท่เฟยโปรดระงับโทสะพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีที่คอยปรนนิบัติิรีบเข้ามาประคองแล้วกล่าวเตือนหน้าต่างมีหูประตูมีตา การวิจารณ์องค์ฮ่องเต้หากใครมาได้ยินจะไม่ใช่เื่ดี “ลดตำแหน่งเป็เฉินตาอิ้งมิใช่ปลดเหลียงไท่เฟยโปรดระวัง”
“ไม่มีโทสะได้อย่างไรลดตำแหน่งขนาดนี้ก็เท่ากับปลด ตำแหน่งตาอิ้งถ้ายิ่งไม่ทรงโปรดให้เป็นางกำนัลตำหนักใหญ่ยังจะนับว่ามีหน้ามีตามากกว่า” จริงอยู่ที่ตาอิ้งก็เลื่อนขึ้นได้แต่ไม่ใช่กับตำแหน่งสูงลดลงไปข้างล่าง ใครมองมาก็รู้ว่าไม่ต่างจากขับไล่ไสส่งตระกูลเฉินจะได้อับอายนะสิ จริงอยู่ที่ตระกูลเฉินไม่ใช่สายตรงของนางแต่พี่สะใภ้ใหญ่ของสกุลเดิมซึ่งคือตระกูลเหลียงก็มาจากตระกูลเฉินแล้วแบบนี้นางจะคุยกับพี่สะใภ้อย่างไรว่าผลักลูกหลานพวกเขาให้ไปตกอยู่ฐานะเช่นนี้หลี่เสวี่ยผู้นี้ไม่รู้เล่นลูกไม้อะไรทำให้ได้รับความโปรดปรานเช่นนี้หรือไม่แน่ฮ่องเต้จะใช้นางมาเป็อาวุธทำเล่ห์กลใส่อำนาจวังหลังก็เป็ได้
“อย่างมากก็ลงโทษใส่ความนางกำนัลว่าทำกว่าเหตุสิลงโทษเฉินตาอิ้งเช่นนี้ไม่ไว้หน้าเสียเลย” นางจะต้องรีบผสานรอยร้าวที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างสกุลเหลียงกับสกุลเฉินเสียก่อน“เดี๋ยวข้าจะเขียนจดหมายฉบับหนึ่งเ้านำไปส่งให้ท่านพี่”
...
ถึงแม้ว่าไข้จะลดแล้วแต่นางก็ยังอ่อนเพลียอยู่เล็กน้อยหลังทานอาหารที่ห้องเครื่องส่งมาหลิวชิงเซียงก็ไม่อยากอุดอู้อยู่ในห้องลำพังจึงแอบออกมาเดินเล่นข้างนอกเพราะหากถ้าไม่แอบนางก็ไม่มีทางได้ออกมาแน่อิงหลานฟ่านหรูเอาแต่หมกให้ตัวนางอยู่ในผ้าห่มจนร้อนเหงื่อไหลอาบกายถึงกลับต้องปลดเสื้อคลุมออก
หลิวชิงเซียงที่เดินใจลอยคิดไปหาเหตุผลไปต่างๆนานาเหตุใดถึงกลายเป็ที่โปรดปราน ได้ยินว่า่นี้มีเหตุไม่สงบที่หัวเมืองทำให้ราชกิจมากมายต้องสะสางที่ไม่มาครั้งก่อนก็เพราะเื่นี้ แต่เห็นว่าเวลานี้ฮ่องเต้จัดการเรียบร้อยแล้วไม่รู้จะเสด็จเข้าตำหนักในหรือไม่ ถ้าเขาเป็ห่วงประหนึ่งว่านางเป็ภรรยารักจริงๆเขาอาจจะมาก็ได้ ฉะนั้นคืนนี้นางต้องเตรียมรับมือ
“ทำไมถึงใส่เสื้อผ้าบางเช่นนี้”
เสียงเรียกนี้ทำให้นางตื่นขึ้นจากภวังค์แต่ก็ไม่ได้ทำให้ใแม้จะไม่ได้สนิทกันมากแต่ก็เริ่มคุ้นเคย เสียงแปร่งๆ เช่นนี้จะมีใครได้อีกหลิวชิงเซียงหันไปหาขันทีหน้าใสคนเดิมแต่ไม่เอ่ยตอบอะไรก็เมื่อครู่ตอนแอบย่องออกมานางลืมหาเสื้อคลุมสวมใส่
“ไม่สบายไม่ใช่หรือทำไมถึงออกมาเดินแบบนี้”
ดูพูดเข้าทำเหมือนว่าเป็ญาติที่น้องกับนางก็ไม่ป่าน เผลอๆ อาจจะห่วงมากกว่าเสียด้วยร่างกายนางแต่ไหนแต่ไรว่าแข็งแรงยิ่งนัก ป่วยไม่นานก็ออกวิ่งเล่นได้ “ข้าจะเป็อะไรได้อากาศที่นี่โหดร้ายไม่เท่าครึ่งหนึ่งของที่เผ่าข้าด้วยซ้ำ”
“โหดร้ายขนาดนั้นเชียวหรือ? เล่าให้ฟังบ้างได้หรือไม่”
ขันทีน้อยผู้นี่เกิดมาไม่เท่าไรก็ถูกส่งมาเข้าวังโลกภายนอกสำหรับเขาคงแทบไม่รู้จักสินะ แต่อย่างน้อยก็คงไม่ได้ลำเข็ญมากออกมาตรวจพื้นที่ก็เตร็ดเตร่ไปด้วยเช่นนี้ได้บ่อยๆ “เช่นนั้นก็แลกกันข้าเล่าเื่เผ่าข้าเ้าเล่าเื่ในวัง”นางเอ่ยข้อแลกเปลี่ยน
“หืม?..อยากรู้เื่ในวังหรือเื่อะไรล่ะ”
แน่นอนว่าก็ต้องเกี่ยวกับเทียนหลงฮ่องเต้น่ะสิแต่จะพูดตรงๆ เลยก็เกรงจะทำเอาไก่ตื่นวาทศิลป์ของนางก็ไม่ได้เก่งแบบหลี่เสวี่ยตัวจริงจะตะล่อมอย่างไรดีนะขณะชั่วครู่ที่หลิวชิงเซียงยังคิดไม่ออกอีกฝ่ายก็ชิงเอ่ยบอกออกมาก่อนไม่อ้อมค้อม “สนใจฟังเื่สตรีของฮ่องเต้หรือไม่?”
“อะ..ได้หรือ จะเป็การมิควรหรือเปล่าเื่ของพระองค์ใช่จะมาพูดคุยได้ที่ไหน”
“ได้หรือไม่ได้ไม่รู้แต่ไม่มีใครมาเอาผิดหรอก”นั้นสิ ที่ขันทีน้อยเอ่ยมาก็ถูกถ้าคุยกันสองคนไม่แพร่งพรายออกไปก็ไม่มีใครมาเอาผิดแล้ว นางจึงพยักหน้าเบาๆ ตอบรับ
ขณะนั้นเองขันทีน้อยก็เยื้องกรายอย่างสูงสง่ามาที่ม้านั่งพร้อมเชื้อเชิญให้นางไปนั่งที่แห่งนั้นหลิวชิงเซียงไม่ปฏิเสธ หลังยอลงนั่งแล้วเสื้อคลุมตัวหนึ่งก็วางทาบลงมาทันทีไออุ่นของร่างกายเ้าของเสื้อยังติดอยู่เลยอารามในางรีบดึงชุดคลุมนั้นออกยัดมือส่งคืนให้บุคคลที่ยืนริมม้านั่ง
“เอาคืนไป ให้ข้าใส่ได้อย่างไร!”
“รังเกียจชุดของขันทีหรือ?” เสียงแหบแปร่งๆ ถามขึ้นอย่างสงสัยไม่รู้ว่าสงสัยอะไรเพราะเห็นๆ อยู่ว่าไม่ควรนางเป็สนมของฮ่องเต้จะให้ใส่สวมใส่ชุดบุรุษอื่นได้อย่างไรถึงอีกฝ่ายจะเป็ขันทีก็เถอะ
“ข้าพึ่งผ่านเื่มาหยกๆใครมาเห็นว่าข้าสวมใส่เสื้อผ้าผู้อื่นจะไม่เป็ผลดีเ้าก็อยู่วังหลวงมานานพลาดเื่เล็กน้อยเช่นนี้ได้อย่างไรข้าเป็สนมของฮ่องเต้ไม่ควรสวมชุดบุรุษอื่น ระวังด้วย”
วาจาตักเตือนของนางไม่ทำให้ขันทีน้อยมีสีหน้าสลดสักนิดเขายังยกยิ้มเล็กๆ เสียด้วยซ้ำ แต่ก็ยังดีที่เขาไม่ฝืนดึงดันให้นางสวมต่อหลังสวมเสื้อกลับไปเขาเริ่มเล่าเื่เล็กๆ น้อยในวังหลังแห่งมีทั้งเื่ที่นางรู้และไม่รู้ อย่างเช่นว่าเทียนหลงฮ่องเต้ไม่เคยมีสนมมาก่อนไม่เคยผูกเงื่อนผมกับใคร แม้กระทั่งนางกำนัลรับใช้ในห้องบรรทมหลังครองราชย์ก็ยังไม่มีสักคนมาถึงตรงนี้นางก็ขมวดคิ้วเป็ปมก่อนจะเลิกคิ้วเป็เชิงว่าไม่เชื่อในคำพูดของเขา
“ไม่มีสักคน? ได้ที่ไหน คนที่จู่ๆรับสนมเป็ร้อยจะไม่มีแม้กระทั่งนางกำนัลรับใช้ เ้ากุเื่มาหลอกข้าแล้ว”
“ที่ข้ากล่าวเมื่อครู่ไม่มีคำใดเป็เท็จ..เทียนหลงฮ่องเต้ไม่มีจริง”
“หึ เ้าอาจจะไม่ตั้งใจกล่าวเท็จแต่แค่ไม่รู้เื้ัความจริงเสียมากกว่า” แม้เผ่าของนางจะมีประเพณีที่สามีภรรยาครองคู่เพียงสองคนบิดาของนางหรือแม้แต่หัวหน้าเผ่าก็ไม่มีอนุ แต่ใช้ว่าประเพณีจะแพร่หลายมาถึงที่นี่ชายใดจะรู้จักคำว่ารักเดียวใจเดียวเล่าหากยิ่งมีอำนาจเงินทอง เป็ถึงผู้ปกครองแผ่นดินจินหยางที่กว้างไพศาลจะไม่เสพสุขเชียวหรือ
“ถ้าข้าไม่รู้ก็คงไม่มีใครรู้”
“ข้ารู้แล้ว ที่เ้าบอกครั้งก่อนว่ามาจากตำหนักเฉียงชิงแท้เ้าประจำอยู่ตำหนักเฉียนชิงสินะ” ถ้าอีกฝ่ายจะกล่าวอย่างมั่นใจแถมแฝงไว้ซึ่งความถือตัวถ้าไม่ใช่คนในตำหนักจะมั่นใจเช่นนี้ได้อย่างไร แต่เดี๋ยวนะ..หรือว่าหลิวชิงเซียงรีบปราดตามองขันทีน้อยผู้ว่างงานแห่งตำหนักเฉียนชิงคนนี้ได้ประจำอยู่ตำหนักสำคัญที่สุดในวังแต่กลับเที่ยวเดินไปมาเข้าออกตำหนักอื่นได้อย่างน่าสงสัยแล้วกล้ารับประกันว่าฮ่องเต้ไม่มีสตรีแม้สักหนึ่งคน ทั้งเขาก็ยังรูปงามปานนี้ทั้งสองคงจะไม่ใช่ว่าอายตี้กับต่งเสียนหรอกนะบ้างทีที่นางถูกดึงมาเกี่ยวกับเื่นี้ ถูกเลื่อนตำแหน่งไร้เหตุผลเพราะถูกใช้เป็เครื่องมือปกป้องความรักความลับมิหน่า! คำตอบหลายๆ เื่กระจ่างแล้วไหนจะท่าทางทะนงตนที่อีกฝ่ายมีขันทีน้อยนามอันซื้อผู้นี้รู้ว่าถึงจะถือตัวแค่ไหนก็ไม่เกรงกลัวกฎเกณฑ์เพราะมีฮ่องเต้ให้ท้าย
“ก็ไม่ผิด ข้าอยู่ที่ตำหนักเฉียนชิงจริงๆ”เขาตอบ
หลิวชิงเซียงอ้าปากค้างกับคำตอบที่ได้รับแต่เพียงไม่นานก็ต้องแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่ราวเื้ัเปลี่ยนบทสนทนาเป็เื่อื่น ถ้าหากยังทำตัวรู้มากคอจะขาดเอา “เช่นนั้นเ้าอยากรู้อะไรเกี่ยวกับซาเฟิงบ้างถามมาได้เลย”
“ก่อนจะมาที่นี่ทำอะไรมาก่อน?”
“เ้าก็เห็นแล้วนี่ว่ายามว่างข้าชอบทำอะไรข้าอยู่ที่เผ่าก็ทำแบบนั้นไม่ต่างกันหรอก เพียงแต่ที่นี่ต้องหลบซ่อนเท่านั้นอยู่ที่นู่นข้านับว่าเป็ผู้กล้าคนหนึ่ง”
“เช่นนั้นทำไมวันก่อนปล่อยให้พวกนางกำนัลรักแก” น้ำเสียงแหบนั้นแฝงความไม่พอใจเอาไว้ด้วยหลิวชิงเซียงััได้คนในความลับของฮ่องเต้คนนี้คล้ายจะอยู่ข้างนางนะหลิวชิงเซียงเหลือบขึ้นมองคนที่ยืนค้ำหัวตัวเอง
“เป็วรยุทธ์ใช้ต่อสู้ไม่ใช่แค่ขี่ม้ายิงธนูนะที่เป็แล้วจะแสดงออกมาได้โดยไม่มีโทษทัณฑ์เ้ารู้เื่ข้าแล้วไม่ปากโป้งข้าก็จะไม่ปากโป้งเื่เ้า”
“เ้ารู้ความลับข้าแล้วหรือ?” โม่เหวินหานรีบถามกลับถ้านางรู้ความลับที่เขาไม่ใช่ขันทีแล้วไยยังกล้ามาสนทนาอย่างเป็กันเองเช่นนี้อีก..
“..อ่า ก็นิดหน่อยมิใช่เ้าเองหรือที่บอกเป็นัยเื่ที่มาจากตำหนักเฉียนชิง”
“แล้วเ้าไม่กลัวข้าหรือ?”
หญิงสาวชันตัวลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้ๆขันทีน้อยก่อนจะวางฝ่ามือที่ไหล่ของร่างสูงอย่างเป็กันเองโม่เหวินหานไม่มั่นใจว่านางรู้ว่าตนเป็ใครจริงหรือไม่ แต่นางเป็คนใจกล้าถึงไม่เกรงกลัวอาญาถึงรู้ก็กล้าวางตัวเช่นนี้หรือสุดท้ายนางกำลังเข้าใจผิดคิดว่ารู้ความจริงอะไรเข้าล้าเข้าใจไปเองว่าทั้งสองสนิทสนมกันมากขึ้น
“เราสองก็มีเื่ปิดบังด้วยกันทั้งคู่แค่นี้ก็นับว่าลงเรือลำเดียวกัน เื่ของข้ากับฮ่องเต้ฝากเ้าช่วยปิดบังด้วย”
“ให้ข้าปิดบังเื่เ้ากับฮ่องเต้?” นางเข้าใจอะไรไปถึงไหนต่อไหนแล้ว?โม่เหวินหานนึกขำอยู่ในใจ “ได้สินอกจากวรยุทธ์แล้สมีเื่อะไรอีกทีหลี่กุ้ยเหรินอยากให้ข้าทูลหรือปกปิดอีกหรือไม่”
“อันซื่อ! เ้าช่างเป็คนดีนัก” จะมีอะไรดีไปกว่าการเป่าลมข้างหมอนอีกถ้ามีขันทีน้อยผู้นี้ช่วยนางอาจจะรอดพ้นจากวังหลวงแห่งนี้ก็ได้ “เ้าช่วยให้ฝ่าาเลิกแสร้งโปรดปรานข้าทีข้ารับสิ่งนี้ไม่ไหว เ้าก็คงหวงคนของเ้ามิใช่หรือแบบนี้ดีต่อเราทั้งสองดีหรือไม่?”
เขาว่าแล้วว่านางต้องมีความคิดไม่เป็เื่เช่นนี้มีที่ไหนเข้าใจว่าขันทีผู้นี้เป็คนโปรดของฮ่องเต้นั่นมิเท่านางกล่าวหาว่าเขาเป็พวกตัดแขนเสื้อหรือทั้งยังไม่อยากให้เขาโปรดปรานตัวเอง น่าโมโหเสียจริง! “เื่นี้เป็พระประสงค์ของฮ่องเต้หลี่กุ้ยเหรินยอมรับและปรับตัวเสียเถอะ”
“ไม่ได้งั้นหรือ แต่ไม่เป็ไรความลับของเ้าจะอยู่กับข้าตลอดไป”
เขาชักจะไม่สบอารมณ์ขึ้นทุกทีแรกๆ ก็สนุกดีที่ได้หยอกล้อนางในฐานะปลอมๆ เช่นนี้แต่นางไม่เห็นเส้นเอ็นที่ขมับเขาเต้นตุบๆ หรือไรถึงยังเข้าใจว่าเขาชื่นชมบุรุษอยู่อีกได้! คืนนี้เ้าจะได้รู้ว่าขันทีน้อยผู้นี้แสร้งโปรดปราดเ้าหรือไม่
ยามซวีมาถึงหลิวชิงเซียงทานอาหารเสร็จก็ดื่มยาไม่นานก็เริ่มเกิดอาการง่วงงุนนางโบกมือไล่คนสนิทให้ออกไปนอกห้องบอกว่าของีบสักชั่วยาม ไว้ตื่นมาแล้วค่อยเช็ดตัวผลัดชุด
ร่างบางซุกตัวเข้านอนพักผ่อนในห้องนอนเกือบชั่วยามอย่างที่ตั้งใจพอได้ยินเสียงเปิดประตูก็เข้าใจว่าอิงหลานฟ่านหรูคงจะเข้ามาปลุกเพราะถึงเวลาเช็ดตัวเปลี่ยนชุดแล้วจึงชันตัวขึ้นมานั่งแสงสลัวที่ริมประตูบางเบาพอจะให้เป็เงาคน แต่หลิวชิงเซียงยังเกียจคร้านจากอาการงัวเงียจึงไม่ยอมลืมตาทำเพียงยื่นมือออกจากเตียงไปหานางกำนัลทั้งสองแต่ครู่ใหญ่ก็ไม่มีใครเข้ามาดึงตัวให้นางลุกขึ้นยืนจึงต้องกวักมาเรียก “ดึงข้า” พลางส่งเสียงเบาๆ
แม้เสียงจะเงียบกริบแต่ไม่นานก็มีััที่ปลายนิ้วจับมือนางให้ลุกขึ้นยืนแต่นี่ไม่ใช่ััของนางกำนัลส่วนตัวทันทีที่รู้ตัวนางจะสะบัดมือหมายให้หลุดจากการกอบกุมแต่ฝ่ามือนี้มีกำลังมากกว่านาง นอกจากไม่หลุดเขายังดึงนางหลุดจากเตียงผ่านม่านกั้นบางพุ่งเข้าใส่บุรุษไม่รู้ที่มาหลิวชิงเซียงที่ตื่นเต็มตารีบตั้งท่ารับอีกฝ่ายเมื่อหลุดจากเตียงมืออีกข้างที่ว่างก็เตรียมสกัดจุด แต่ปลายนิ้วที่ห่างเพียงอีกไม่กี่ชุ่น[1]ก็ถูกคว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อนนางจึงรีบเงยหน้ามองบุรุษร่างสูง
“เ้า..อีกแล้ว” บุรุษผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็อันซื่อนางคลายความตึงเครียดลง ปลายนิ้วที่ตั้งใจจะสกัดจุดก็ล้มเลิกความตั้งใจแต่เขากลับไม่ปล่อยตัวนางเสียที“ปล่อยก่อน” นางบอกพลางบิดมือหนีพอเป็อิสระก็ถอยออกมาสองก้าว
“มาได้อย่างไร” ปกตินางจะเจอเขาเวลากลางวันเท่านั้นนี่เป็ยามวิกาลแล้วเขาไม่ควรมาที่นี่แล้วไม่ใช่หรือ “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?” นางไถ่ถามอย่างเป็ห่วงแต่คนตรงหน้าก็นิ่งเงียบไม่ตอบ เวลานี้เองที่นางเริ่มเห็นความผิดปกติอื่นๆ
ขันทีน้อยไม่ได้อยู่ในชุดขันทีสีเขียวเข้มอย่างทุกทีแต่เป็ชุดสีขาว หากสีขาวเฉยๆ ก็ไม่เป็อะไรหรอกแต่ลวดลายนี้ไม่ควรเป็อย่างที่สุดเพราะมันคือลายัที่ทองทั้งยังมีที่คาดเอวห้อยหยกประดับดูก็รู้ว่าราคาไม่อาจประเมินได้
“ชุด..นี้ เ้า..หรือเ้า?” นางเหลือบตาขึ้นลงซ้ำไปซ้ำมาพูดจาตะกุกตะกักบุรุษร่างสูงเห็นก็นึกชอบใจทั้งยังพยักหน้าให้นางเป็คำตอบ “เ้าเอาฉลองพระองค์มาใส่ได้อย่างไรอันชื่อ!”
หลิวชิงเซียงว่าจบก็รีบตรงเข้าไปตบแขนอีกฝ่าย“เ้าเป็ที่โปรดปรานก็จริงแต่ทำเช่นนี้ไม่ได้เื่นี้คอขาดบาดตาย รีบถอดเดี๋ยวนี้!” วาจาไม่เพียงพอนางเริ่มปลดอาภรณ์อีกฝ่าย
โม่เหวินหานแทบกระอักเืกับความคิดไม่เป็เื่อันเหลือเชื่อของหญิงผู้นี้แถมนางไม่มองสีหน้าดำทะมึนของเขาอีกด้วย มาขนาดนี้แล้วนางยังคิดเป็อื่นได้อีกเช่นนั้นก็ให้นางปลดไปเลย ปลดให้หมดจะได้รู้ว่าเขามีทุกอย่างครบไม่ได้มีอะไรถูกตัดไปจะได้รู้ว่าเขาไม่ใช่ขันทีน้อยคนรักของฮ่องเต้เสียที
[1] ชุ่นหน่วยวัดความยาว 1 ชุ่น เท่ากับ 1 นิ้ว