หลังจากที่ปรึกษาจากไป ก็เหลือเพียงเกาเฉินผิงที่อยู่สนทนาและร่ำสุราเป็เพื่อนฮั่นอ๋อง
บนศาลาสุ่ยเซี่ย จูเกาเซวียนถือจอกสุรายืนหันหน้าเข้าหาสระบัว มองแสงจันทร์เว้าแหว่งที่สะท้อนบนผิวน้ำอย่างเลือนราง แสงซีดหม่นไม่อาจขับความงามของดอกบัวกลางสระได้แม้แต่น้อย
หรือยามนี้...ตัวเขาก็ไม่ต่างจากจันทร์เสี้ยว แม้ส่องแสงนำทางผู้คนได้แต่ก็มีพลังจำกัดอยู่เพียงเท่านี้
เกาเฉินผิงเดินมาหยุดข้างกาย แหงนหน้ามองดวงจันทร์ “ดวงจันทร์คืนนี้ยังไม่เต็มแต่ใช่ว่าไม่มีค่า เมื่อยังไม่เต็มก็ไม่ควรเร่งให้มันกลม”
เขาหันมาทางฮั่นอ๋องแล้วชูจอกสุราขึ้น “ผู้ใดเดินขึ้นเขาโดยไม่พักย่อมหมดแรงก่อนถึงยอด บางคราวก็ควรหยุดพักแล้วร่ำสุราให้เมามาย”
กล่าวจบก็ยกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดจอก แต่คู่สนทนาของเขาก็ยังทำหน้าไร้อารมณ์อยู่ดังเดิม เกาเฉินผิงถอนใจยาวก่อนจะเอ่ยคำพูดที่เขาไม่อยากจะพูดออกมานัก
“ยามนี้ใต้หล้ายังต้องพึ่งพาผู้ถือดาบอยู่ข้างกายฮ่องเต้ หากดาบนั้นมั่นคงใจผู้ใช้ย่อมสงบ”
ฮั่นอ๋องหันกลับมามองสหายเป็ครั้งแรก คิ้วสีหมึกเลิกขึ้นเล็กน้อย ราวกับจะถามว่า ‘เ้ามีสิ่งใดจะพูดอีกก็จงกล่าวออกมา’
“ท่านสมควรมีทายาทจริง ๆ นั่นแหละ แต่บุตรคนแรกไม่ควรมาจากชายารอง มีบุตรเร็วไม่ได้รับรองว่าจะได้ในสิ่งที่้า เร่งรีบเกินไปอาจพลาดพลั้งได้ง่าย ๆ”
จูเกาเซวียนนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ราวกับกำลังไตร่ตรองทุกถ้อยคำของที่ปรึกษาหนุ่ม ครู่ใหญ่จึงยกมือขึ้นตบเบา ๆ ที่ไหล่ของเกาเฉินผิง
“เ้าสมกับเป็สหายร่วมเรียนของข้า แต่กลับเป็สหายร่ำสุราที่แย่มาก”
สีหน้าของฮั่นอ๋องผ่อนคลายลง เขาหันไปสั่งจางเจี้ยนเสียงเข้ม “ไปยกชามเหล้ามา จอกสุราเล็กแค่นี้ จะไปสะใจอะไร !”
เกาเฉินผิงสำลักจนหน้าแดง หมุนตัวจะเดินจากไปกลับถูกคนคว้าคอเสื้อไว้
“ข้าคือคุณชายเ้าสำราญไม่ใช่ทหารอย่างท่าน ร่ำสุราด้วยชามใบโตหาใช่วิถีของบัณฑิตไม่ !”
ข่าวที่ฮั่นอ๋องได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อ๋อง มาถึงเรือนหลังพร้อมกับการมาของขันทีซือหลี่เจียน ซูอันหนิงฟังหม่าหมัวมัวเล่ารายละเอียดอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง แทนที่นางจะรู้สึกยินดี ในใจกลับยิ่งปริวิตก
เขาได้รับแต่งตั้งเป็ฮั่นอ๋องแล้วจริง ๆ นอกจากนี้เขายังปฏิเสธไม่ยอมไปยูนนานตามรับสั่งแล้วด้วย ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามหน้าประวัติศาสตร์ทีละก้าว
ยามนี้นางถึงได้ตระหนักว่าตนเองย้อนกลับมาในอดีต่นั้นจริง ๆ หากปล่อยให้เื่ราวดำเนินต่อไปเช่นนี้ ฮั่นอ๋องก็จะมีจดจบไม่ต่างจากชาติก่อน
“หวางเฟย...” เสียงเรียกของหม่าหมัวมัวทำให้ซูอันหนิงสะดุ้ง มือที่ถือตลับชาดอยู่สั่นน้อย ๆ
“เป็อะไรไปเพคะเหตุใดเหงื่อออกมากเพียงนี้ ่นี้อากาศเย็นขึ้นมากแล้วแท้ ๆ” หม่าหมัวมัวเข้ามาช่วยซับเหงื่อให้ผู้เป็นายด้วยความเป็ห่วง
ซูอันหนิงฝืนยิ้ม เอ่ยถามเสียงเบาว่า “แล้วตอนนี้หวางเย่ทำอะไรอยู่”
“ร่ำสุราอยู่กับคุณชายเกาที่ศาลาสุ่ยเซี่ยเพคะ คนหนึ่งพูดถึงกองทัพม้าอีกคนพูดถึงบทกวี พอเมาแล้วกลับสนทนากันไม่รู้เื่ ราวกับซิ่วไฉพบทหาร”
“ก็ถูกต้องแล้วมิใช่หรือเ้าคะหมัวมัว คุณชายเกาก็เป็ซิ่วไฉจริง ๆ ส่วนหวางเย่ก็คือทหาร”
คำพูดของชางอิงเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน แม้แต่ซูอันหนิงก็หลุดหัวเราะตาม ยามนี้ในใจของเขาคงไม่ยินยอมนัก แต่ตราบใดที่เขายอมระบายความอัดอั้นออกมาให้เห็น ก็หมายความว่าหัวใจยังไม่แข็งกระด้างจนยากจะเปลี่ยนแปลง
นางสลัดความกังวลทิ้งไปแล้วหันไปสั่งความหม่าหมัวมัวแทน “ในครัวยังมีเมล็ดบัวเหลืออยู่กระมัง นำไปทำซุปแก้เมาค้างให้หวางเย่และคุณชายเกาเถอะ ใส่เยอะหน่อยไฟในกายจะได้สงบ”
เห็นพระชายานึกเป็ห่วงท่านอ๋อง รู้จักเตรียมสั่งน้ำแกงสร่างเมาไว้ให้เช่นนี้หม่าหมัวมัวก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ยอบกายรับคำอย่างกระตือรือร้น “เพคะ...หม่อมฉันจะให้ห้องครัวทำอย่างสุดฝีมือ”
ซูอันหนิงทำหน้าเหยเก เอ่ยท้วงไปคำหนึ่ง “ทำแบบปกติก็ได้กระมัง คนเมารับรสไม่รู้เื่หรอก”
หม่าหมัวมัวพยักหน้าทว่ารอยยิ้มมีเลศนัย ยามเดินลงจากศาลาริมน้ำไปราวกับมีบุปผาผลิบานอยู่รอบกาย ซูอันหนิงมองแล้วยังประหลาดใจ อดหันไปถามสาวใช้ด้านข้างไม่ได้
“นางดู...ไม่ปกติเท่าไรกระมัง”
ลี่หนาน ชางอิงแอบหัวเราะเบา ๆ ไม่ตอบคำ
ลมสารทพัดผ่านศาลา หอบเอากลีบบัวที่อยู่ในกระจาดปลิวกระจาย ชางอิงหยุดหัวเราะรีบก้มเก็บพัลวัน
เฉินหลิง และเฉินชิงชิงที่กำลังบดผงชาดอยู่ด้านข้าง ใช้ปลายนิ้วแตะทดสอบความละเอียด ก่อนจะเอ่ยถามว่า “หวางเฟยเพคะ ผงพวกนี้ใช้ทำอะไรหรือเพคะ”
ซูอันหนิงเดินเข้ามาโน้มตัวดูผงสีกลีบบัว ใช้ปลายนิ้วแตะเบา ๆ แต้มลงไปบนแก้มของชางอิง เกลี่ยเนื้อผงละเอียดให้ทั่ว แก้มอิ่มนวลเนียนก็กลายเป็สีอมชมพูระเรื่อ
สาวใช้ในศาลามองตาโตอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น “ดียิ่งนัก แบบนี้สีงามเป็ธรรมชาติกว่าใช้ชาดอีก นี่คือสินค้าใหม่ของหวางเฟยหรือเ้าคะ”
ซูอันหนิงพยักหน้าสายตาเลื่อนไปทางเงาดำข้างกำแพง นางชะงักไปครู่หนึ่งแต่หลังจากใคร่ครวญแล้วก็เข้าใจทันที นาน ๆ ฮั่นอ๋องจะร่ำสุราจนเมา นี่คือโอกาสที่หาได้ยากจริง
เช่นนั้น...ข้าจะเปิดโอกาสให้พวกเ้าก็แล้วกัน !
นางเก็บสายตากลับมาแล้วสั่งให้สาวใช้เก็บของเข้าเรือน เปิดทางให้ใครบางคนข้ามไปเรือนหน้าได้ง่ายขึ้น
ฮั่นอ๋องและเกาเฉินผิงเมาจนสิ้นสติ จางเจี้ยนต้องแบกเ้านายจากศาลาสุ่ยเซี่ยไปจนถึงเรือนชั้นใน ส่วนเหอไห่รับหน้าที่ส่งคุณชายเกากลับบ้าน
เรือนหลังใหญ่ที่เคยเป็เรือนหอ ซึ่งจุดตะเกียงสว่างไสวทุกค่ำคืนเมื่อหลายเดือนก่อน มายามนี้กลับมืดสลัวดูเงียบเหงาจนหนาวเหน็บ จูเกาเซวียนปรือตามอง ในใจนึกตำหนิภรรยาที่ไม่ได้พบหน้ากันมานาน
เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นนางออกไปต้อนรับเขากลับมา จินตนาการว่าจะได้เห็นอาหารอุ่นร้อนถูกเตรียมไว้รอเขาเต็มโต๊ะ แต่สิ่งที่รอเขาอยู่กลับเป็ความว่างเปล่า
เขาเข้าเมืองมาหลายชั่วยามแล้ว กลับมาถึงจวนนานเพียงนี้ กลับยังไม่ได้เห็นหน้าพระชายาของตนแอง
“หวางเฟยเล่า อยู่ที่ใด !”
จางเจี้ยนค่อย ๆ ดันประตูเปิด แม้แบกเ้านายไว้บนหลังแต่ขาของจูเกาเซวียนก็ยาวจนลากพื้นเป็รอยยาว หลังประคองเ้านายให้นอนลงบนเตียงสำเร็จก็หยุดหอบราวกับวัวแก่
ยามพูดเสียงจึงแหลมเพี้ยนจากลมที่เสียดกลางอก “หวางเย่ ดูเหมือนว่า...ที่นี่จะไม่มีใครอยู่นานแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”
จางเจี้ยนมองไปรอบห้องซึ่งว่างเปล่าราวกับร้างคนอยู่อาศัยเป็เวลานาน เหมือนได้ย้อนกลับไปยัง่เวลาก่อนที่ฮั่นอ๋องจะแต่งงาน
เสียงสบถดังขึ้นในลำคอของคนที่เมาพับอยู่บนเตียง ร่างสูงใหญ่ของจูเกาเซวียนพลิกตะแคง พึมพำออกคำสั่ง “เ้าออกไปแล้วให้พระชายามาปรนนิบัติข้า”
ใบหน้าของจางเจี้ยนยับย่น เอ่ยตะกุกตะกัก “แต่พระชายาอยู่เรือนหลัง หากหวางเย่ไม่เสด็จ บ่าวก็เข้าไปไม่ได้เช่นกันนะขอรับ”
“ไปเรียกพระชายามา !”
หมอนหยกใบหนึ่งพลันปลิวละลิ่วออกมาราวกับถูกยิงจากเครื่องยิงหิน จางเจี้ยนรับไว้อย่างฉุกละหุก เขาอุ้มหมอนด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะทำอย่างไรดีจึงได้แต่วางหมอนลงแล้วออกจากห้อง เดินไปทางเรือนหลังอย่างเชื่องช้า
นึกถึงรอยยิ้มอ่อนโยนของพระชายาที่เคยทำให้ท่านอ๋องพูดไม่ออก… แล้วตนจะไปมีความสามารถถ่ายทอดคำสั่งท่านอ๋องยามเมาได้อย่างไร
“นี่มัน ยากจริง !”
จางเจี้ยนโอดครวญเบา ๆ มองประตูกั้นเรือนที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ใจคิดหาคำพูดเป็ร้อยเป็พัน แต่เมื่อเดินไปถึงประตูกลับไม่กล้าแม้แต่จะยกมือขึ้นเคาะ
ภายในห้องนอนเรือนหลัก ประตูห้องข้างค่อย ๆ ถูกเปิดออก ร่างอรชรของสตรีนางหนึ่งเดินเข้ามาภายในห้องด้วยฝีเท้าแ่เบา นางสวมชุดหน้าร้อนที่ค่อนข้างบาง ถืออ่างใส่น้ำร้อนและผ้าเช็ดหน้าเข้ามาหยุดลงข้างเตียง ค่อย ๆ ชะโงกมองบุรุษบนเตียงด้วยดวงตามุ่งมาด
เอ่ยพูดเสียงเบาหวาน “หวางเย่ หม่อมฉันช่วยเช็ดตัวให้นะเพคะ”
ปลายนิ้วของนางค่อย ๆ ยื่นเข้าไปแตะที่สาบเสื้อบุรุษ ควานหาห่วงผ้าแล้วดึงให้หลุดออกอย่างเชี่ยวชาญ จูเกาเซวียนสะลึมสะลือ ปรือตามองเงาตะคุ่มเหนือศีรษะ
พึมพำเรียกเสียงแหบ “หวางเฟย ?”