เมื่อเห็นว่าหน้าต่างปลุกพลังของตนเองได้แปรเปลี่ยนไปโดยสมบูรณ์ ทั้งข้อมูลของเผ่าพันธุ์ อาณาจักรต้นกำเนิด และศักยภาพที่แสดงออกมาล้วนแล้วเป็นสิ่งที่สามารถเผยแพร่สู่สายตาของผู้อื่นได้โดยไม่ก่อให้เกิดความสงสัยหรืออันตรายใดๆ
ความมั่นใจในจิตใจของโอดินก็พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน
ราวกับเสาค้ำยันแห่งความลับที่มั่นคงนั้นเพิ่งได้รับการตอกลึกลงในพื้นดินอย่างสมบูรณ์แบบ
ไม่เพียงเท่านั้น ในขณะเดียวกันชายหนุ่มยังรับรู้ได้ว่าหน้าต่างปลุกพลังของตนเองดูเหมือนจะได้รับการปกป้องจากอำนาจเหนือคำอธิบาย
พลังอันลึกลับซึ่งแผ่ซ่านจากท่านอาจารย์การูด้ายังคงเร้นกายอยู่ในเบื้องหลังของทุกความเปลี่ยนแปลง และเพราะเหตุนี้เอง เขาจึงไม่ลังเลอีกต่อไปที่จะเปิดเผยหน้าต่างพลังนี้ต่อหน้าผู้คนที่อยู่ ณ วิหารจุดเริ่มต้นแห่งนี้ รวมถึงในอนาคตข้างหน้าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
จากนั้นเสียงเรียกของไคจิน ครึ่งโอเกอร์หนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยพละกำลังและนิสัยตรงไปตรงมา พลันดังขึ้นอีกครั้งด้วยความตื่นเต้น
“โอดิน! เจ้ายังมัวรออะไรอยู่อีกล่ะ รีบเอาหน้าต่างปลุกพลังของเจ้ามาให้พวกเราดูเร็วเข้า!”
ดวงตาอันใสซื่อของเขาเปล่งประกายคล้ายเด็กน้อยที่รอของขวัญจากเทพเจ้า แม้จะมีร่างกายใหญ่โตจนสูงกว่าคนธรรมดาถึงสองสามเท่า แต่เขากลับมีจิตใจอันไร้พิษภัยและมักเปิดเผยความรู้สึกของตนอย่างไม่ปิดบัง
โอดินที่สัมผัสถึงความจริงใจของไคจินก็ได้แต่แย้มยิ้มขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเรียบง่าย
“งั้นเอาไปดู!”
เขาโบกมือเบาๆท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ที่จับจ้องด้วยความตื่นเต้น
และในพริบตาเดียว หน้าต่างปลุกพลังที่เปล่งแสงสีฟ้าครามอันเป็นเอกลักษณ์ของระบบโลกก็ได้แผ่กว้างออกมาเบื้องหน้าของทุกคน
เมื่อภาพข้อมูลทั้งหมดได้เผยออกต่อสายตาของผู้คน ความเงียบที่ห่อหุ้มพื้นที่นี้ไว้ก็แทบจะแตกสลายลงด้วยแรงระเบิดของอารมณ์
ความตกตะลึง ความไม่อยากเชื่อ ความโกลาหลและความยำเกรงปะทุขึ้นพร้อมกัน ดั่งระลอกคลื่นจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้มหาสมุทร
ทุกคนต่างเบิกตากว้าง ใบหน้าของพวกเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
กระทั่งผู้อาวุโสจินเกอที่มีอายุหลายร้อยปี ซึ่งได้เห็นพิธีวิวัฒน์มานับครั้งไม่ถ้วน ก็ยังไม่สามารถควบคุมสีหน้าของตนเองได้
เขาเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า พร้อมกับพึมพำอย่างลืมตัว
“นะ.. นะ.. นี่มัน..”
ในชั่วขณะที่ถ้อยคำนั้นยังไม่ทันจบลง เสียงตะโกนก็ดังระงมขึ้นพร้อมกันจากทุกมุมของห้องโถง
“เทพธิดาจักรพรรดิสิบปีกที่มีศักยภาพระดับเทพเจ้า!?”
ไม่ว่าจะเป็นอู่หมิงซื่อจากวิหารแห่งการลงทัณฑ์ เยว่ฉานจากวิหารนักฆ่า ไคจินผู้มาจากเผ่าพันธุ์โอเกอร์บริสุทธิ์ หรือบรรดาหนุ่มสาวที่เพิ่งผ่านการวิวัฒน์ไปก่อนหน้านี้ ทุกคนต่างตะโกนออกมาอย่างตกใจ พวกเขาไม่สามารถควบคุมความตะลึงในจิตใจได้อีกต่อไป
เพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นตรงหน้ามันคือเผ่าพันธุ์อันลี้ลับที่ไม่เคยถูกจารึกไว้ในตำราหรือบันทึกของหอจารึกใดๆเลยก็ว่าได้
และที่น่าตื่นตะลึงที่สุดคือศักยภาพของอาณาจักรต้นกำเนิด ระดับเทพเจ้า
ศักยภาพที่กระทั่งชนชั้นจักรพรรดิหรือระดับศักดิ์สิทธิ์ก็ยังต้องเงยหน้ามองอย่างหวาดกลัว
ทันใดนั้นใบหน้าของชายชราจินเกอก็แดงก่ำขึ้นด้วยความตื่นเต้นจนแทบจะกลายเป็นสีเลือด ลมหายใจของเขาเริ่มหอบกระชั้น มือทั้งสองสั่นเทาอย่างรุนแรง ราวกับถือดาบในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของชีวิต
“ไอ้หนูโอดิน.. เจ้ามาเป็นจอมเวทย์แห่งการลงทัณฑ์กับพวกข้าเถิด!”
“ข้าจะเสนอชื่อเจ้าต่อท่านผู้นำสูงสุดแห่งวิหารหลักเลยละ!”
“ด้วยศักยภาพระดับเทพเจ้า เจ้าจะกลายเป็นจอมเวทย์ที่ร้ายกาจที่สุดในยุคสมัยนี้ได้โดยไม่ต้องสงสัย!”
แต่ก่อนที่ชายชราจะได้พูดอะไรต่อ น้ำเสียงของเยว่ฉานก็ดังแทรกขึ้นมาทันทีด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ไม่ได้นะท่านผู้อาวุโส! โอดินจะต้องฝึกฝนวิถียุทธ์แห่งนักฆ่าเท่านั้น!”
“ด้วยพลังของเขาจะกลายเป็นเงามืดที่พรากชีวิตของทุกสิ่งได้ในพริบตา!”
เสียงของอู่หมิงซื่อเองก็ดังขึ้นตามมาติดๆ ใบหน้าของชายวัยกลางคนแดงก่ำยิ่งกว่าลูกแอปเปิ้ล
“ผิดแล้ว เยว่ฉาน! เจ้าเด็กคนนี้จะต้องเข้าร่วมวิหารแห่งการสังหาร!”
“ไม่มีทาง! ข้าต่างหากที่จะดึงตัวเขาไปยังวิหารแห่งการลงทัณฑ์!”
จินเกอตะโกนสวนกลับ
“ศักยภาพระดับเทพเจ้าไม่ได้พบเจอกันง่ายๆ เขาเหมาะจะเป็นจอมเวทย์แห่งการลงทัณฑ์ทั้งมวล!”
บรรยากาศเริ่มวุ่นวายขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งสามคนต่างโต้เถียงกันไม่หยุด
ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง และความหวาดหวั่น
เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่าใครก็ตามที่สามารถนำพาเด็กหนุ่มผู้สืบสายเลือดของเผ่าพันธุ์ลึกลับนี้เข้าสู่วิหารของตนได้ จะกลายเป็นผู้นำพายุคใหม่แห่งอำนาจมาเยือน
และจากนั้นตัวของเยว่ฉานและอู่หมิงซื่อก็หยิบสิ่งของบางอย่างออกมาจากอกเสื้อของตนอย่างรวดเร็ว
ลักษณะของมันเป็นป้ายผลึกเวทมนตร์ที่ส่องแสงจางๆคล้ายกับโทรศัพท์อันล้ำสมัย พวกเขาแตะมันด้วยปลายนิ้ว พร้อมกับกล่าวคำสั่ง
“เปิดช่องสื่อสารพิเศษ แจ้งเหตุพิเศษต่อท่านผู้นำสาขา ระดับเตือนภัยสูงสุด!”
ชายชราจินเกอเห็นเข้าก็ถึงกับหน้าซีดเผือด รีบควักแท่งผลึกจากผ้าคลุมของตนออกมาอย่างร้อนรน
“มะ.. ไม่นะ! พวกเจ้าจะตัดหน้าไม่ได้!”
“ข้าจะต้องแจ้งท่านผู้นำแห่งวิหารสาขาให้เร็วที่สุดเหมือนกัน!”