เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 81 บ้าระห่ำระดับไหน?

            “อัสนีกัมปนาท!”

            หลินเฟิงตะโกนขึ้นมาขณะสะบัดคลื่นดาบออกไปพร้อมกับเสียงคำรามของสายฟ้า แสงสว่างตรงดิ่งไปหาเหล่ยโป ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงเคล็ดวิชาระดับเหลืองแต่ถ้าถูกใช้โดยหลินเฟิงมันกลับทรงพลานุภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเคล็ดวิชาระดับลี้ลับเลย

            อัสนีกัมปนาทได้ระเบิดพลังที่น่าเกรงขามออกมา ทำให้ทั้งบรรยากาศสั่นไหวรุนแรง

            เหล่ยโปยกหมัดทั้งสองข้างขึ้นมา ก่อนจะเร่งพลังสายฟ้าออกมาห่อหุ้มหมัดของเขาและไขว้หมัดไว้ที่กลางอกเพื่อสกัดกั้นพลังของอัสนีกัมปนาท ทันใดนั้นเสียงระเบิดก็ดังสนั่นขึ้นมาและตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวน พร้อมกับร่างกำยำที่ถอยหลังออกไปหลายก้าวขณะที่พลังของเหล่ยโปอ่อนแอลง แต่คลื่นดาบของหลินเฟิงกลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ!!!

            “ข้าสู้ต่อไปไม่ไหวแล้ว! ข้าขอยอมแพ้!!”

            เหล่ยโปตะโกนออกมา อย่าว่าแต่จะฆ่าหลินเฟิงเลย แค่จะเอาชนะหลินเฟิงก็ยากแล้วหากยังฝืนสู้ต่อไปไม่แน่ว่าตัวเองอาจได้รับบาดเจ็บสาหัสได้

            ขอยอมแพ้?! เหล่ยโปศิษย์สายในอันดับที่ 21 ผู้มีระดับการบ่มเพาะในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 ถึงกลับกล่าวขอยอมแพ้หลินเฟิงเพราะสู้ไม่ไหว?

            ฝูงชนพากันถอนหายใจออกมาหลินเฟิงเพิ่งจะเข้าไปเป็นศิษย์สายในเมื่อสามวันก่อนแต่ความแข็งแกร่งของเขากลับพุ่งทะยานแซงหน้าศิษย์สายในที่อยู่มาก่อนไม่มีใครสามารถหยุดเขาได้

            “ถ้าดูดีๆ แล้ว อายุของเขาก็น่าจะประมาณ 15 - 16ปีเท่านั้นนะ”

            ทันใดนั้นหลายคนก็เริ่มสนใจอายุของหลินเฟิงขึ้นมา ยิ่งคาดเดาอายุของเขาก็ยิ่งตกตะลึงจนพูดไม่ออกอายุแค่ 16 ปี แต่กลับสามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 ได้ และก้าวเข้าสู่ 20 อันดับแรกของศิษย์สายในได้

            หลินเฟิงชะงักเล็กน้อย แต่มือยังคงกุมดาบเอาไว้แน่นขณะที่ชายเสื้อพลิ้วไหวไปตามลมถึงแม้ว่าตัวเขาจะยืนนิ่งอยู่กับที่ แต่คลื่นดาบก็ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นและแพร่กระจายไปทั่วลานประลอง ทำให้เหล่ยโปรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลกำลังกดทับมาที่ตัวของเขาราวกับว่าถ้าหากหลินเฟิงสะบัดมือเบาๆ แรงกดดันเหล่านี้ก็สามารถบดขยี้ร่างกายของเขาจนแหลกเหลวได้อย่างง่ายดาย

            “ขอยอมแพ้?”

            หลินเฟิงยกยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา “นี่เป็นการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตถ้าเจ้ารอด ข้าก็ตาย... แต่ถ้าเจ้าตาย ข้าก็รอด”

            “พวกเราล้วนเป็นศิษย์ของนิกายหยุนไห่ อีกทั้งระหว่างเจ้ากับข้าก็ไม่เคยมีความแค้นใดๆต่อกัน แล้วทำไมเจ้าถึงต้องการสังหารข้า?” เหล่ยโปขมวดคิ้วแน่นขณะกล่าว

            “ไร้สาระ! ทีตอนนี้มานึกขึ้นได้ว่าเราเป็นศิษย์ร่วมนิกายเดียวกัน นี่เจ้าลืมสิ่งที่เจ้าเคยพูดก่อนหน้านี้แล้วหรือ? ไหนเจ้าบอกว่าสามารถสังหารข้าได้โดยไม่ต้องเรียกจิตวิญญาณแห่งนักรบของตัวเองออกมา? เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าคนที่เสนอให้ประลองโดยเดิมพันด้วยชีวิตก็คือเจ้า!!! ถ้าเจ้าแข็งแกร่งกว่าข้า เจ้าจะยังมีหน้ามาพูดว่าพวกเราล้วนเป็นศิษย์ของนิกายหยุนไห่ดังนั้นคราวนี้จะปล่อยข้าไป?”

            หลินเฟิงรู้สึกรังเกียจคำพูดของเหล่ยโปพวกเราล้วนเป็นศิษย์ของนิกายหยุนไห่… ช่างเป็นคำพูดที่สวยหรูแต่ไม่เข้ากับจิตใจสกปรกของเจ้าเลยสักนิด

            “หลินเฟิง ต่อให้เจ้ามีพลังที่แข็งแกร่งแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสังหารข้าได้ แม้ว่าเจ้าจะเอาชนะข้าได้แต่ก็ต้องมีราคาที่ต้องจ่ายไม่น้อยเลยทีเดียว!!!”

            เหล่ยโปรู้ว่าหลินเฟิงคงไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ แน่ดังนั้นจึงพยายามพูดจาข่มขู่หลินเฟิง

            “ขนาดนั้นเชียว? ก็เอาสิ ข้าจะคอยดู”

            ดวงตาของหลินเฟิงเผยรอยยิ้มแปลกๆ ขึ้นมา ขณะเดียวกันดาบในมือก็ปลดปล่อยคลื่นดาบอันทรงพลังออกมาก่อนที่หลินเฟิงจะตวัดฟันคลื่นดาบออกไป เสียงสายฟ้าก็ดังกึกก้องขึ้นมาอีกครั้ง

            รูม่านตาของเหล่ยโปหดลง ถ้าเขามองไม่ผิดหลินเฟิงตวัดดาบฟันเพียงครั้งเดียว แต่ทำไมในสายตาของเขา ถึงเห็นดาบจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังพุ่งเข้ามาราวกับหมอกอนธการกำลังคืบคลานมาหาเขา และในหมอกนั่นก็ยังซุกซ่อนดาบจำนวนนับไม่ถ้วนเอาไว้

            “อัสนีสังหาร!!!”

            เหล่ยโปตะโกนเสียงดังออกมา ก่อนที่สายฟ้าอันทรงพลังจะถูกปลดปล่อยเพื่อปกคลุมร่างของเขาไว้ แสงสว่างสีฟ้านับไม่ถ้วนได้ก่อตัวเป็นกำแพงขวางกั้นด้านหน้าของเขา

            เมื่อเห็นฉากนี้ ฝูงชนก็พากันขมวดคิ้วอย่างสงสัย เหล่ยโปคิดจะทำอะไรกันแน่?

            ท่าดาบของหลินเฟิงนั้นเรียบง่ายมาก ดังนั้นขอแค่เขาป้องกันไว้ได้ เขาก็ปลอดภัยแล้วถึงแม้ว่าการใช้ท่าอัสนีสังหารที่เป็นเคล็ดวิชาป้องกันและโจมตีเป็นวงกว้าง จะกินพลังของเขาไปมาก แต่มันก็คือเคล็ดวิชาป้องกันที่ดีที่สุดของเขา

            ฝูงชนล้วนไม่เข้าใจเพราะพวกเขาเห็นแค่คลื่นดาบสายหนึ่งกำลังพุ่งเข้าไปปะทะร่างของเหล่ยโป

            แต่ในดวงตาของเหล่ยโปกลับเห็นดาบนับล้านที่ซุกซ่อนอยู่ในหมอกกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาหา และพร้อมที่จะคร่าชีวิตของเขา

            “วาระสุดท้ายของเจ้ามาถึงแล้ว เหล่ยโป”

            หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทำให้ฝูงชนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเคล็ดวิชาดาบมรณะท่าที่หนึ่ง ดาบปลิดวิญญาณ!

            ดาบนี้ราวกับจะฉีกกระชากอากาศออกจากกัน หากมองจากที่ไกลๆ จะเห็นได้ชัดว่าในอากาศมีรอยปริแตกขึ้นมา

            ดาบเดียวสังหารทุกสิ่ง

            จบเห่แล้ว เหล่ยโปจบเห่แน่ๆ

            ฝูงชนต่างจ้องมองไปยังคลื่นดาบที่กำลังแล่นไปหาเหล่ยโปอย่างรวดเร็ว

            ดวงตาของเหล่ยโปเบิกกว้างขึ้น เมื่อหมอกอนธการและดาบนับล้านพลันสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยแต่ใบหน้าของเขากลับเผยร่องรอยของความสิ้นหวังออกมา เพราะว่าประกายแสงเจิดจ้าที่ทรงพลังได้ฟันลงมาที่ร่างของเขาแล้วบางทีประกายแสงนั่นอาจจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นมัน 

            “ไม่!!!”

            เสียงกรีดร้องของเหล่ยโปดังกึกก้องไปทั่วหุบเขาแต่ทว่าร่างกายของเขากลับแข็งทื่อ

            ราวกับว่าเวลาได้ผ่านไปนานแสนนาน และในที่สุดสัญญาณชีวิตก็ได้สลายหายไประหว่างคิ้วของเหล่ยโป มีรอยดาบเล็กๆ ปรากฏขึ้นมา ก่อนที่หยดเลือดจะไหลออกมาจากรูตรงหว่างคิ้วอย่างช้าๆพร้อมกับร่างของเหล่ยโปที่ล้มตึงลงไปนอนบนเวทีประลอง

            ตายแล้ว? ศิษย์สายในอันดับที่ 21ผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 และครอบครองจิตวิญญาณแห่งสายฟ้า ถูกสังหาร?

            เหล่ยโปต้องการประจบเอาใจม่อเสีย ดังนั้นเขาจึงคิดที่จะสังหารหลินเฟิงจากที่คิดว่าจะใช้หลินเฟิงเป็นหินรองเท้า แต่กลับถูกหลินเฟิงใช้เป็นหินรองเท้าแทน เกรงว่านาทีนี้สถานะหลินเฟิงในใจของท่านประมุขจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

            ถึงจะบอกว่าวันนี้เป็นการทดสอบของศิษย์สายในโดยเฉพาะแต่ทว่าก็มีศิษย์สายในเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้าร่วมการประลอง การต่อสู้ในวันนี้ไม่เพียงแค่สร้างความตื่นเต้นเท่านั้นแต่อาจจะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของนิกาย!!!

            ตอนนี้ฝูงชนจากนิกายหยุนไห่ต่างตระหนักได้ว่า บางทีพวกเขาอาจเป็นพยานในการปรากฏตัวของรุ่นเยาว์อัจฉริยะที่โดดเด่น

            “ข้าต้องการเด็กหนุ่มคนนั้น!”

            ดวงตาของต้วนเทียนหลางเปล่งประกายขึ้นมาก่อนจะเหลือบมองไปยังต้วนหานที่นั่งอยู่ข้างกายเขา พรสวรรค์ของหลินเฟิงไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าบุตรชายที่แสนยโสของเขาเลย

            “ถ้าไม่สามารถดึงเขามาเป็นพวกได้ ก็จำเป็นต้องสังหารเขาในวันนี้จะปล่อยให้เขาเติบโตไปมากกว่านี้ไม่ได้”

            ประมุขนิกายเฮาเยว่ ฉู่ชิ่ง และผู้นำของหมู่บ้านเสวี่ยอิงซานต่างก็คิดเช่นเดียวกันถ้าหลินเฟิงเติบโตขึ้นเขาจะกลายเป็น 1 ใน 8 คุณชายแห่งเสวี่ยเยว่อย่างแน่นอน!

            หลินเฟิงไม่มีทางล่วงรู้ความคิดของคนอื่น แต่เขารู้แค่ว่าพลังของเขาในตอนนี้ยังเทียบกับม่อเสียไม่ได้และไม่อาจสังหารม่อเสียได้เช่นกัน เหมือนกับที่ม่อเสียได้รู้ว่าหลินเฟิงไม่ใช่คนที่เขาจะสามารถข่มเหงรังแกได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป

            ในเมื่อสถานะของเขาในใจของท่านประมุขตอนนี้ยังหนักไม่พองั้นเขาก็จะเพิ่มน้ำหนักให้มากกว่านี้!!!

            มือกำดาบอ่อนแน่น ขณะที่ชายเสื้อโบกสะบัดรุนแรงหลินเฟิงกวาดสายตามองไปทั่วหุบเขา และกล่าวอย่างช้าๆ ว่า

            “ม่อเสียเป็นถึงผู้อาวุโสของนิกาย แต่กลับทำตัวหยิ่งผยอง สังหารศิษย์ในนิกายของตัวเองตามอำเภอใจและไม่มีละอายใจคนแบบนี้ถือว่าเป็นความอัปยศของนิกาย ความแข็งแกร่งของข้าในตอนนี้มันยังไม่เพียงพอ!!! จึงไม่สามารถสังหารขยะของนิกายคนนั้นได้แต่ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะขับไล่ม่อเสียออกจากนิกายข้าไม่สามารถอยู่ร่วมนิกายกับคนอย่างมันได้!!!”

            “บึ้ม!!!”

            หัวใจของฝูงชนพลันเต้นโครมครามเหมือนจะระเบิดออกมา ช่างบ้าบิ่นยิ่งนัก!? หลินเฟิงกินดีหมีหัวใจเสือมาจากที่ไหนกันถึงคิดที่จะหาทางขับไล่ผู้อาวุโสสายในออกจากนิกาย?!

            นี่มันเป็นไปไม่ได้หรอก หากม่อเสียถูกขับไล่ออกจากนิกายจริงๆม่อชั่งหลันก็ต้องเสียหน้าไปด้วย ท่านประมุขจะทำเช่นนั้นได้หรือ?

            “เจ้านั่นบ้าไปแล้วจริงๆ”

            หลิ่วเฟยมองหลินเฟิงที่ยืนอยู่บนเวทีด้วยท่าทางพูดไม่ออกนางเองก็ไม่ชอบพฤติกรรมของม่อเสียเช่นกันแต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะสามารถขับไล่ม่อเสียออกจากนิกายได้ ศิษย์สายในคนหนึ่งอยากจะขับไล่ผู้อาวุโสสายในออกจากนิกายแค่คิดก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่หลินเฟิงกลับพยายามทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา

            บนอัฒจันทร์ ใบหน้าของม่อเสียตอนนี้บิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ ในสายตาของเขา ศิษย์ของนิกายก็ไม่ต่างอะไรไปจากมดปลวกตัวหนึ่งแต่ตอนนี้มดปลวกตัวนั้นกำลังยืนอยู่บนลานประลองและป่าวประกาศถึงความผิดของเขาทั้งยังบอกว่าเขาคือขยะของนิกายที่สมควรถูกขับไล่ออกจากนิกาย นี่เป็นความอัปยศสำหรับม่อเสียอย่างไม่ต้องสงสัย

            เมื่อก่อนมีแต่เขาที่เป็นผู้ป่าวประกาศความผิดของคนอื่น และเป็นฝ่ายขับไล่ออกจากนิกายแต่มาตอนนี้เขากลับถูกกระทำเสียเอง

            พูดเลยว่าถ้าหากตรงนี้ไม่มีหนานกงหลิงอยู่ล่ะก็ม่อเสียคงลงมือสังหารหลินเฟิงไปนานแล้ว

            ในฐานะประมุขของนิกายหยุนไห่ หนานกงหลิงจำเป็นต้องคิดทุกอย่างให้รอบคอบม่อเสียเป็นผู้อาวุโสสายใน และมีม่อชั่งหลัน ผู้อาวุโสคุมกฎของนิกายให้การสนับสนุน

            ส่วนหลินเฟิงเป็นศิษย์ของนิกายหยุนไห่ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเหวินเริ่นเหยียนและยังเป็นคนที่ผู้อาวุโสเป่ยกับผู้อาวุโสคงให้ความสำคัญ

            ถ้าหากลงโทษม่อเสียเล็กๆ น้อยๆ ก็คงพอทำได้อยู่แต่เมื่อได้ยินความคิดของหลินเฟิงแล้ว ก็ทำให้เขาเกิดความหนักใจขึ้นมา หากมีเขาต้องไม่มีม่อเสียแต่ถ้ามีม่อเสียก็ต้องไม่มีเขา

            “ข้ารู้ว่าสถานะผู้อาวุโสสายในของม่อเสียนั้นสูงส่งมาก อีกทั้งม่อชั่งหลันก็ยังเป็นถึงผู้อาวุโสรุ่นเก่าที่อุทิศตัวรับใช้นิกายมาหลายปีส่วนข้าก็เป็นแค่ศิษย์ผู้ต่ำต้อยคนหนึ่งเท่านั้น ในเมื่อม่อเสียมีจิตคิดมุ่งร้ายกับข้าอยู่ตลอดเวลาหากเขาไม่ได้รับการลงโทษ แล้วจะให้ข้าอยู่ในนิกายโดยปราศจากความระแวงได้อย่างไร?”

            “ดังนั้นข้าจะใช้ความสามารถและดาบของข้า พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่ามีข้าอยู่ในนิกายดีกว่ามีม่อเสียอยู่หลายพันเท่า!!!”

            ช่างเป็นคำพูดที่บ้าระห่ำสิ้นดี แต่ก็เป็นคำพูดที่ทำให้ฝูงชนใจสั่นไหวความเย่อหยิ่งของหลินเฟิงมีมากกว่าเหวินเริ่นเหยียนหลายเท่า!!!

            ไม่รู้ว่าหลินเฟิงใช้วิธีการไหนมาพิสูจน์ว่า มีตัวเองอยู่ในนิกายดีกว่ามีม่อเสียอยู่หลายเท่า

            หนานกงหลิงเองก็สงสัยเช่นกันว่า หลินเฟิงจะพิสูจน์ตัวเองอย่างไร?

            ตอนนี้เองหลินเฟิงก็กวาดสายตามองไปที่เหล่าศิษย์สายในทุกคนพร้อมกับตะโกนออกมาอย่างมั่นใจว่า “วันนี้คือการทดสอบของศิษย์สายในข้า หลินเฟิง ขอท้าประลองกับศิษย์สายในคนไหนก็ตามที่เดินขึ้นมาบนลานประลองเป็นตายไม่ว่าเป็นการประลองในรูปแบบไหน ข้าก็ตกลง!!!”

            “อะไรนะ!?” เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเฟิงทุกคนพลันตกตะลึงจนอ้าปากค้าง

            “บ้าไปแล้ว ไอ้หมอนี่มันบ้าไปแล้วนี่มันกำลังขอท้าประลองกับศิษย์สายในทุกคนอยู่นะ?”

            คนคนนี้บ้าระห่ำจริงๆ ศิษย์สายในที่แข็งแกร่งก็มีอยู่มากมายไม่ต้องพูดถึงเหวินเริ่นเหยียน เอาแค่ 10อันดับแรกของศิษย์สายในเสียก่อนเถอะ พวกเขาแต่ละคนล้วนแข็งแกร่งกว่าเหล่ยโปหลายเท่านี่หลินเฟิงไม่เห็นศิษย์สายในอยู่ในสายตาเลยสักคนอย่างนั้นหรือ??? ถึงได้กล้าพูดจาโอหังเช่นนี้ออกมา

            ดวงตาของฝูงชนพลันเบิกกว้างขึ้น ปากก็อ้าพะงาบๆ อย่างพูดไม่ออกเจ้าหมอนี่มันจะเหลิงเกินไปหรือเปล่า แค่เอาชนะเหล่ยโปได้ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะแข็งแกร่งมากขนาดนั้น?

            แต่ถ้าเขาสามารถเอาชนะศิษย์สายในทุกคนที่ขึ้นไปท้าประลองได้ มันก็เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าการมีอยู่ของเขาดีกว่ากว่ามีอยู่ของม่อเสียหลายร้อยเท่า

            “ไอ้บ้านั่น…”

            ดวงตาที่งดงามของหลิ่วเฟยเบิกกว้าง หลินเฟิงบ้าบิ่นเกินไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ เขายังเป็นเพียงศิษย์สายนอกคนหนึ่งเท่านั้นนะ

            แต่หานหมานผู้หัวทึบกลับเอาแต่หัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน เมื่อเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนอยู่บนเวทีประลองด้วยท่าทางองอาจสมแล้วที่เป็นพี่น้องของข้า!!!

            หนานกงหลิงเองยังพลอยตกตะลึงไปชั่วขณะ เรื่องนี้ได้สร้างความประหลาดใจให้กับเขามากเด็กคนนี้ต้องการท้าประลองกับศิษย์สายในทั้งหมด?

            ถึงแม้ว่าหลินเฟิงจะมีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่ง แต่มันจะแข็งแกร่งขนาดนั้นได้ไหม?

            “เดี๋ยวก่อนนะ เด็กคนนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบเขายังไม่เคยปลดปล่อยจิตวิญญาณออกมาเลยนี่?”

            ทันใดนั้นหนานกงหลิงก็ตระหนักได้ว่าหลินเฟิงยังไม่เคยปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งนักรบของตัวเองออกมาเลยเมื่อนึกถึงตรงนี้ก็ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะคาดหวังขึ้นมา อำนาจของดาบทรงพลังขนาดนี้ไม่รู้ว่าจิตวิญญาณของเขานั้นจะเป็นดาบหรือไม่ถ้าหากเป็นจิตวิญญาณแห่งดาบแล้วล่ะก็อำนาจของดาบจะต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน