ค่ำคืนนั้น...คำอินทร์ไม่ได้หลับ
เขานั่งขัดสมาธิอยู่ในมุมที่มืดและอับที่สุดของศาลาคนเดินทาง แผ่นหลังพิงกับกำแพงศิลาแลงที่เย็นเฉียบ
เขาไม่ได้หลับใหลไปกับความเหนื่อยล้า แต่กลับเข้าสู่สมาธิภาวนาอันลึกซึ้ง...เป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจในแบบของคนที่ฝึกฝนอาคมเช่นเขา
ชายหนุ่มกำลังฝึกฝน…”จิตสัมผัสกระแส”
เขาปล่อยจิตของตนเองให้ไหลเวียนไปกับสายลม สัมผัสถึง "กระแสพลังงาน" ของเมืองทั้งเมืองในยามค่ำคืน
เขารู้สึกได้ถึงกระแสแห่งความหวาดกลัวของเหล่าผู้อพยพที่นอนขดตัวกอดกัน...กระแสแห่งความเหนื่อยล้าของทหารยามบนกำแพงเมือง...และกระแสแห่งความโอหังอันเกรี้ยวกราดของกลุ่มทหารขี้เมาที่เคยทำร้ายเขา ซึ่งบัดนี้ก็นอนกรนเสียงดังอยู่ไม่ไกลนัก
ทุกอย่างดูเหมือนจะสงบนิ่งภายใต้ความมืด...แต่ในความสงบนิ่งนั้น...คำอินทร์สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานแห่งความเกลียดชังและความตายที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ...ไกลออกไปเกินกว่าที่กำแพงเมืองจะมองเห็น
มันเหมือนความเงียบก่อนพายุจะมาถึง...
แล้วในฉับพลันนั้นเอง!
กระแสพลังงานที่เคยนิ่งสงบกลับปั่นป่วนอย่างรุนแรง! คำอินทร์เบิกตาโพลงออกจากสมาธิทันที! จิตของเขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานสีแดงเลือดขนาดมหึมาที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้กำแพงเมืองด้วยความเร็วสูง!
มันคือกระแสจิตแห่งการฆ่าฟันอันเข้มข้นของกองทัพขนาดใหญ่!
"ทัพพม่า!"
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทันคิดอะไรต่อ...
วู่ววววววววววววว!
เสียงแตรเขาสัตว์อันโหยหวนและแหลมเล็กดังก้องมาจากหอสังเกตการณ์บนกำแพงเมือง...มันคือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุด!
เสียงนั้นปลุกทุกคนในศาลาคนเดินทางให้ตื่นขึ้นจากนิทรา!
ความเงียบในยามค่ำคืนถูกทำลายลงในพริบตา!
ความโกลาหลระเบิดขึ้นทันที!
เสียงกรีดร้องของผู้หญิงและเสียงร้องไห้ของเด็กดังระงมไปทั่ว! ผู้คนต่างลุกพรวดขึ้นอย่างตื่นตระหนก คว้าข้าวของเท่าที่จำเป็นแล้ววิ่งหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต ศาลาที่เคยแออัดกลายเป็นเหมือนรังแตนที่ถูกตีแตก
ตึง! ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงกลองรบของฝ่ายสยามดังรัวขึ้นจากทั่วทุกสารทิศ เป็นสัญญาณเรียกพลให้ทหารทุกคนรีบไปยังตำแหน่งของตนบนกำแพงเมืองโดยด่วนที่สุด
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น...มีเพียงคำอินทร์ที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ เขามองภาพความแตกตื่นของผู้คนด้วยแววตาที่สงบนิ่งและเย็นชา
ประสบการณ์เฉียดตายที่ผ่านมาได้หล่อหลอมให้เขามีสติที่มั่นคงเกินวัย
แล้วเสียงที่ทำให้แผ่นดินต้องสั่นสะเทือนก็ดังขึ้น...
ครืนนนนน! บึ้มมมมมม!
มันคือเสียงโห่ร้องกึกก้องของทหารพม่านับร้อยนับพันที่ดังมาจากนอกกำแพง...ผสานกับเสียงกระทบอันหนักหน่วงของ "ท่อนซุงทะลวงประตู" ที่กระแทกเข้าใส่ประตูเมืองอย่างรุนแรง!
คำอินทร์ทะยานขึ้นไปบนกำแพงเตี้ยๆ ของศาลาเพื่อมองไปยังทิศทางของประตูเมืองหลัก
ภาพที่เขาเห็นคือความวุ่นวายสุดขีด! แสงคบเพลิงสว่างไสวไปทั่วทั้งแนวกำแพง
ทหารสยามกำลังวิ่งกันพล่านเพื่อเข้าประจำตำแหน่ง พลธนูระดมยิงลูกศรอาบยาพิษลงไปราวกับห่าฝน ทหารอีกส่วนกำลังเทน้ำมันเดือดและโยนก้อนหินขนาดใหญ่ลงไปเพื่อสกัดกั้นศัตรูที่พยายามจะปีนกำแพงขึ้นมา
เสียงกระทบของท่อนซุงยังคงดังเป็นจังหวะ...บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!...แต่ละครั้งที่กระแทก...บานประตูไม้สักขนาดมหึมาก็สั่นสะเทือนสะท้าน ราวกับจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ
กลุ่มทหารขี้เมาที่เคยดูถูกเขา บัดนี้ถูกนายสิบปลุกขึ้นจากความตระหนกตกใจด้วยการเตะเข้าที่สีข้าง
พวกมันหน้าตาตื่น ลนลานคว้าดาบและหอกของตนแล้ววิ่งไปยังประตูเมืองเพื่อเสริมกำลังป้องกันตามคำสั่ง
คำอินทร์มองตามร่างของทหารเหล่านั้นไป...โดยเฉพาะร่างของชายที่มีรอยบากที่ใบหน้า...คนที่ถีบเขา...
ทันใดนั้นเอง!
บึ้มมมมมมมมมมม!
เสียงระเบิดดังสนั่นยิ่งกว่าครั้งใด! ปืนใหญ่ของฝ่ายพม่ายิงกระสุนเหล็กขนาดเท่าศีรษะคนเข้ามา!
กระสุนลูกนั้นพุ่งเข้ากระแทกกับโครงสร้างไม้ของหอรบที่อยู่ใกล้กับประตูเมืองอย่างจัง! แรงระเบิดส่งผลให้เสาไม้ขนาดใหญ่และแผ่นไม้ที่กำลังลุกเป็นไฟแตกกระจายและร่วงหล่นลงมาเบื้องล่าง!
ทหารร่างกำยำที่มีรอยบากคนนั้น...ผู้ซึ่งกำลังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อไปเสริมกำลังป้องกัน...เขาไม่ได้ทันระวังสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบน...
โครม!
ขื่อไม้ขนาดใหญ่ที่ยังคงมีไฟลุกท่วม...ร่วงหล่นลงมากระแทกและทับเข้าที่ขาของเขาอย่างจัง!
"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!"
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสของมันดังทะลุเสียงอึกทึกของสงครามออกมา! ขาข้างหนึ่งของมันถูกทับจนกระดูกแหลกละเอียด...และเปลวไฟจากขื่อไม้ก็เริ่มลุกไหม้เสื้อผ้าของมันอย่างรวดเร็ว!
"ช่วยข้าด้วย! ช่วยด้วย! ไฟไหม้! ขาข้า!" มันร้องครวญคราง พยายามดิ้นรนตะเกียกตะกาย แต่ก็ไม่สามารถขยับตัวออกจากขื่อไม้ที่หนักอึ้งนั้นได้
เหล่าสหายทหารของมันที่วิ่งตามมา...ต่างชะงักมองด้วยความตกใจ...แต่ในภาวะสงครามที่ทุกคนต่างเอาตัวรอด...ไม่มีใครกล้าพอที่จะหยุดและเข้าไปช่วยเพื่อนที่กำลังจะตาย...พวกมันทำเพียงแค่มอง...แล้วก็วิ่งผ่านไป...ทิ้งให้สหายของตนนอนรอความตายอยู่เบื้องหลัง
คำอินทร์ยืนมองภาพนั้นจากที่ไกลๆ...เขามองเห็นชายที่เคยหยามเกียรติของเขากำลังนอนทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด...กำลังจะถูกไฟคลอกตายอย่างช้าๆ และน่าเวทนา...โดยที่ไม่มีใครสนใจใยดี
ในใจของเขา...ควรจะรู้สึกสาแก่ใจ...ควรจะรู้สึกสมน้ำหน้า...
แต่เปล่าเลย...
สิ่งที่เขารู้สึก...กลับเป็นความว่างเปล่า...และคำถามที่ดังขึ้นในใจ...
เขาจะปล่อยให้มันตาย...เพื่อชำระความอัปยศส่วนตัว...หรือเขาจะทำอะไรบางอย่าง...เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตของคนที่แม้แต่สหายของมันเองก็ยังทอดทิ้ง?
สงครามภายนอกกำลังโหมกระหน่ำ…
แต่สงครามภายในใจของคำอินทร์...เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น