หลังจากที่มัจฉาคาจมหายไปใต้ผิวน้ำ ดร๊อกป้าถอนหายใจโล่งอกอย่างเหนื่อยล้า สายามองไปยังชายหนุ่มผมขาวที่ยังคงลอยอยู่กลางเขตแม่น้ำ แม้การต่อสู้ดูเหมือนจะจบลงแล้ว แต่ในใจของเขายังคงเต็มไปด้วยคำถามมากมายเกี่ยวกับชายหนุ่มปริศนาคนนี้
ชายหนุ่มผมขาวไม่ได้เอ่ยอะไรแม้แต่น้อย เขาค่อยๆ ว่ายน้ำเข้าไปหาดร๊อกป้าด้วยท่าทางที่ยังคงนิ่งเงียบ การเข้ามาใกล้ทำให้ดร๊อกป้าตื่นตัวเล็กน้อย แต่เมื่อคิดถึงสถานการณ์ในตอนนี้ มันไม่ใช่เวลาจะกลัวอะไรแบบนี้ สถานการณ์ในตอนนี้ของพวกเขาทั้งคู่ล้วนไม่ปกติกันหมด เป็คนแปลกหน้าที่จู่ๆ ก็เข้ามาทำร้ายร่างกายคนอื่น เป็คนแปลกหน้าที่จำอะไรไม่ได้ และเป็คนแปลกหน้าที่ร่วมกันสู้ตายกันมา
‘ยังไงซะ ด้วยฝีมือนั้น ถ้าอยากฆ่าข้าคงไม่จำเป็ต้องแทงหลายทีเหมือนมัจฉาคา แค่ทีเดียวพอ’ เมื่อคิดได้ร่างกายดร๊อกป้าก็ผ่อนคลายลง
เมื่อชายหนุ่มมาถึง ดร๊อกป้าก็เอ่ย
"ขอบคุณ... เ้าช่วยชีวิตข้า" เสียงของดร๊อกป้าแหบแห้งจากความเ็ปและความเหนื่อยล้า
ชายหนุ่มผมขาวมองไปที่เขาอย่างนิ่งเงียบ ก่อนที่จะกล่าวคำเดียวกัน "ขอบคุณ... เ้าช่วยชีวิตข้า"
แม้ดร๊อกป้าจะพบว่าชายหนุ่มผมยังพูดตามเขาเหมือนเดิม แต่เขาััได้ถึงความต่าง เป็ความแตกต่างที่เขาอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน แต่ดร๊อกป้าคิดว่าคำกล่าวนี้คือคำขอบคุณสำหรับการช่วยปลุกชายหนุ่มผมขาวขึ้นมา แม้จะเป็เื่บังเอิญก็ตาม
เมื่อพวกเขาว่ายน้ำมาถึงเขตป่า ดร๊อกป้าสังเกตต้นไม้โดยการเขย่าลำต้น ต้นที่มั่นคงและไม่โคลงเคลงคือต้นที่เขาเลือก เนื่องจากต้นไม้ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังนานๆ อาจเสี่ยงล้มง่าย เพราะรากขาดการยึดเกาะดิน การเลือกต้นไม้ใช้เวลาไม่นาน ต้นแรกที่เขาลองเขย่าก็แข็งแรงพอสมควร
แขนที่หักเพิ่มความยากในการปีนไม่น้อย แต่หลังจากพยายามสักพัก ดร๊อกป้าก็ปีนขึ้นได้ เหมือนเช่นเคย ชายหนุ่มผมขาวเฝ้ามองวิธีการปีนของดร๊อกป้า ก่อนจะปีนตามขึ้นมาอย่างง่ายดายผิดกับคนก่อนหน้า
ดร๊อกป้าไม่เคยพบคนความจำเสื่อม
แต่เขารู้อย่างหนึ่งว่า ถ้าเขาถามคนความจำเสื่อมว่าพูดได้ยังไง คนคนนั้นก็จะตอบว่าไม่รู้
แม้จิญิญญาจะจำไม่ได้ แต่ร่างกายกลับจำวิธีการพูดได้ จำวิธีการเดินได้ รวมทั้งจำวิธีการต่อสู้ได้
บางทีสิ่งนั้นอาจจะไม่ได้เรียกว่าเป็ความจำ แต่พัฒนาการเป็สัญชาตญาณ เรียกแบบนั้นจะถูกกว่า
ชายหนุ่มผมขาวยังคงเงียบนิ่ง ขณะนั่งลงข้างๆ ดร๊อกป้า ร่างกายของเขาดูคล่องแคล่วและสงบแม้จะผ่านการต่อสู้มาไม่นาน ขณะที่ดร๊อกป้ายังคงพยายามยิ้มแม้จะรู้สึกเ็ปจากแผลและอาการเหนื่อยล้า ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ชายหนุ่มผมขาว ที่ดูเหมือนจะยังคงไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับตัวเองรวมถึงสิ่งต่างๆ มากนัก และดูเหมือนไม่สนใจจะค้นหาคำตอบด้วยซ้ำ
"แต่ว่าเ้า...รู้ชื่อตัวเองไหม? ...ข้าชื่อว่าดร๊อกป้า" ดร๊อกป้าถาม พลางใช้มือในการอธิบายเป็พัลวัน
ชายหนุ่มผมขาวมองเรียบเฉย
"เ้าเข้าใจไหม?"
"ข้าชื่อว่า?" ดร๊อกป้าชี้ตัวเอง
"ดร๊อกป้า" ชายหนุ่มผมขาวตอบทันที
"ใช่!ๆ ข้าชื่อดร๊อกป้า" เขากล่าวอย่างกระตือรื้อร้น เขาพอจะเข้าใจวิธีที่ถูกต้องในการสื่อสารกับชายหนุ่มผมขาวแล้ว
"แล้วเ้าละ" ดร๊อกป้าชี้ไปที่ชายหนุ่ม
"..."
"ไม่รู้สินะ ไม่เป็ไร ไม่ต้องรีบ พวกเราย้งมีเวลาอีกมาก" ดร๊อกป้ายิ้มบางๆ
"ตอนนี้ข้าเหนื่อยมาก ข้าขอหลับก่อน เ้าก็รู้ใช่ไหม? การต่อสู้ครั้งนี้มันไม่ง่ายสำหรับข้าเลย..."
ดร๊อกป้าหยุดพูดและหลับตาลง
ชายหนุ่มผมขาวจ้องมองชายที่ชื่อว่าดร๊อกป้า ก่อนจะหันไปมองสิ่งต่างๆ รอบตัว
สิ่งหนึ่งที่ดร๊อกป้าเดาผิดเกี่ยวกับชายหนุ่ผมขาวคือ เขาสนใจสิ่งรอบตัวมากๆ
.............
อารามพฤกษา์ ยังคงเปียกชื้นจากฝนตกไม่หยุดตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แต่เมื่อเทียบกับนรกหลังกำแพงด้านนอกแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้จะอยู่ในป่าหิมพานต์เหมือนกัน
ห้องประชุมสภา
ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เคร่งขรึม บนโต๊ะกลมขนาดใหญ่ ผู้นำจากทุกฝ่ายนั่งเรียงกันรอบๆ
ในฐานะปรมาจารย์เพียงคนเดียวของฝ่ายวารี บาตู่เป็จุดสนใจของการประชุมนี้ ในมือของเขาคือแผนผังการการปล่อยน้ำออก
“ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ข้าได้วางแผนปล่อยน้ำไว้แล้ว และได้เตรียมส่งลูกศิษย์กระจายตัวไปที่ต่างๆ แต่เรายัง้าความช่วยเหลือจากฝ่ายพฤกษาและฝ่ายปฐี” บาตู่กล่าวเสียงต่ำ แต่มั่นคง
ผู้นำฝ่ายพฤกษา เอ่ยเสียงเรียบ “การปล่อยน้ำในหลายจุดที่ท่านวางแผนนั้นเป็สิ่งที่จำเป็ การช่วยเหลือเ้าจะทำให้มันดำเนินงานได้ไวยิ่งขึ้น แต่น่าเสียดายที่ศิษย์ของเราหมดหลายคนหมดพลังไปกับการดูแลพฤกษา์”
ผู้นำฝ่ายปฐีซึ่งอยู่ราวชายวัยกลางคน ขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น “ท่านบาตู่ ฝ่ายปฐีของข้าก็มีปัญหาคล้ายกันเพราะพวกเราต้องดูแลกำแพงดินมาตลอด”
บาตู่พยักหน้ารับรู้ แต่ความเป็จริงแล้ว ทำไมมันจะไม่เข้าใจคนเ้าเลห์พวกนี้ “ข้ารู้ดี แต่หากไม่ระบายน้ำออกทันเวลาตามที่ข้าคำนวนไว้ อาจจะเกิดความเสียหายที่ใหญ่หลวงกว่ามาก ขอให้พวกท่านโปรดพิจารณา หลังจากนี้ฝ่ายวารีจะเปิดสระวารีชำระล้างให้เป็การตอบแทน”
ปรมาจารย์พฤกษาและปฐีต่างจ้องตากันอย่างลังเล แต่แล้วทั้งสองฝ่ายก็พยักหน้าเป็สัญญาณของการยอมรับข้อเสนอ แม้จะยังมีข้อกังวล แต่การทำงานร่วมกันเป็ทางเดียวที่จะลดผลกระทบจากภัยพิบัติได้ อีกอย่างหนึ่งพวกเขาไม่สามารถขอได้มากเกินไป เพราะยังมีฝ่ายอัคคีและโลหะคุมเชิงอยู่
บาตู่ถอนหายใจเมื่อสองคนนั้นไม่ทำให้เื่ยากเกินกว่าที่คาดไว้
การที่ฝ่ายควบคุมวารีจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับน้ำไม่ได้ด้วยกำลังตัวเองได้นั้น
ช่างเป็เื่น่าอายจริงๆ
แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่จุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของอารามพฤกษา์คือฝ่ายวารี