ผมเคยได้ยินชื่อวิชาแปลกพิสดารเหล่านี้มาก่อนแต่การที่จะเกี่ยวพันถึงเนื้อหาหลักถึงขั้น “ฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตา”นั้นไม่ง่ายอย่างที่เขาพูด
“เธอไม่เชื่อใช่ไหม” เขาเห็นผมนิ่งเงียบ จึงยิ้มแล้วถาม
“ผม...เชื่อครับ” ผมเองก็ยิ้มแต่เป็นรอยยิ้มที่ฝืนมาก
นรลักษณ์ของเขาเปลี่ยนจากที่พื้นๆกลายเป็นสูงสุด ส่วนนรลักษณ์ของผมกลับเปลี่ยนเป็นพื้นๆ ที่สุดนี่เป็นจุดที่ผมเศร้าใจมาก
ที่น่าแปลกคือเมื่อเขาเอ่ยถึงการเปลี่ยนชะตาดูเหมือนเขาจะไม่ปลาบปลื้มนัก
“ยินดีด้วยครับที่คุณสามารถทำเรื่องที่เพิ่งกล่าวถึงได้สำเร็จ”ผมพูดได้เพียงเท่านี้
“แน่นอนว่าฉันทำได้” เขาพูด “มีโอกาสยากที่จะได้คุยกันใต้แสงเทียนอย่างนี้งั้นฉันจะเล่าเรื่องที่น่าสนใจกว่านี้ให้ฟังดีไหม”
เขาพูดต่อโดยไม่รอให้ผมพยักหน้า“ฉันสนใจจิงเคอมาก ตอนหนุ่มใช้เวลามากมายเพื่อสืบหาสุสานเขาจ้างมืออาชีพขุดเข้าไปในสุสาน แล้วพบความลับที่ยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่งของเขา”
การขุดสุสานเพื่อหาสมบัติเป็นเรื่องปกติแต่เขากลับจ้างโจรขุดสุสานเพราะความสนใจส่วนตัว เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ยาก
“อะไรหรือครับ” ผมถาม
“เขาเองก็เคยเปลี่ยนชะตาทั้งยังใช้วิธีการที่ดั้งเดิมกว่า เปลี่ยนแปลงได้ถึงแก่นกว่า” เขาตอบ
บุคคลอย่างจิงเคอเหมือนดาวตกที่สว่างวาบขึ้นบนท้องฟ้ายามราตรีในประวัติศาสตร์จากนั้นก็ดับสูญไป ที่จริงเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย ตามการประเมินของนักประวัติศาสตร์ยุคใหม่นั้นเขาเป็นยอดคนที่สามารถเป็นเจ้าครองแว่นแคว้นได้ไม่ใช่มีชีวิตที่จบลงง่ายๆ แบบนี้แน่นอนว่าในประวัติศาสตร์มีเรื่องลึกลับมากมายที่ไม่อาจอธิบายได้ และไม่ใช่ง่ายๆแค่เรื่องของจิงเคอเท่านั้น ประวัติศาสตร์จีนเราห้าพันปีโชติช่วงชัชวาลแต่ในมุมที่แสงตะวันส่องไม่ถึงนั้นมีปริศนามากมายเหมือนหญ้ารกรอให้คนรุ่นหลังไปขุดค้นไปศึกษา
เรื่องที่ชายชุดยาวสีเทาเล่าให้ผมฟังถัดจากนี้นั้นไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ฉบับทางการหรือฉบับชาวบ้านแต่ผมเชื่อว่าที่เขาเล่านั้นเป็นความจริง เพราะผมเชื่อในตัวเขาย่อมเชื่อทุกคำพูดของเขา
ต่อจากนี้เป็นคำพูดดั้งเดิมของเขา
“ฉันจ้างนักขุดสุสานมือดีที่สุดเดินสำรวจสามเดือน ในที่สุดสามารถระบุตำแหน่งที่ถูกต้องได้วันที่ขุดเข้าถึงสุสานนั้นเป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ฉันเข้าไปในสุสาน นอกจากโลงไม้สีดำแล้วยังมีภาพบนผนังเป็นภาพการจับปลาล่าสัตว์และงานเลี้ยงซึ่งเห็นได้ไม่บ่อยแต่เป็นการเล่าถึงประวัติชีวิตของจิงเคออย่างถูกต้อง ในยุคสมัยของเขานั้น ตัวหนังสืออ่านยากการเขียนเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ตรงกันข้ามภาพวาดที่ใช้เส้นสายง่ายๆ เหล่านี้กลับช่วยให้มองเห็นโดยตรงในภาพนั้นตั้งแต่วัยทารกเขาก็ได้ผ่านการคัดกรองจากธรรมชาติอย่างหนัก ที่ฉันมองออกคือฟ้าผ่าฝนกระหน่ำ พายุพัด น้ำท่วมยังมีการถูกกัดต่อยจากสัตว์มีพิษมากมายทั้งงูทั้งตะขาบ...ตามความเข้าใจของฉันนั้น ทั้งหมดนี้คือกระบวรการเลือกสรรโดยธรรมชาติเนื่องจากเขาผ่านการทดสอบทั้งหมดนี้ได้ จึงสามารถพิสูจน์ถึงความยิ่งใหญ่ของตนเอง หลังจากนั้นเขาถูกมัดห้อยลงจากต้นไม้เติบโตแบบกลับหัวเป็นเวลานานซึ่งตรงกับหลักการฝึกคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นอย่างสมบูรณ์ที่สำคัญที่สุดก็คือฉันเห็นบนอกเขาวาดรูปสัตว์สัญลักษณ์ประจำเผ่าที่ประหลาดเป็นภาพนกที่กางปีกสองข้างออก ขณะที่มีสัตว์เจ็ดชนิดขี่อยู่บนปีกสองข้างและหลัง ภาพสัญลักษณ์ไม่เหมือนวาดลงไปเพราะเขามีภาพนี้ตั้งแต่ในวัยทารก พอฉันเปิดฝาโลงเห็นซากศพจิงเคอก็ยืนยันข้อนี้บนกระดูกอกเขายังเหลือร่องรอยขาดๆ หายๆ ของสัญลักษณ์นี้ เป็นการพิสูจน์ว่าสัญลักษณ์นี้เกิดจากภายในร่างกายมีมาตั้งแต่เกิด แม้ตายแล้วก็ยังคงอยู่ ข้างโครงกระดูกมีติ้วไม้ไผ่สิบเอ็ดมัดหลังจากแปลเป็นภาษาโบราณแล้วเรื่องที่เขาเปลี่ยนชะตาจึงถูกเผยออกมาแรกสุดนั้นเขาเชื่อว่าตนเองเป็นวีรบุรุษที่ค้ำฟ้าค้ำแผ่นดิน เกิดมาเพื่อปกครองโลกเป็นผู้นำประชาชนเพราะภาพสัญลักษณ์นั่นเป็นข้อพิสูจน์เรื่องนี้อย่างชัดเจน...ฉันลองคาดเดาดู ภาพสัญลักษณ์สัตว์ขี่นกนั้นดูเหมือนจะใกล้เคียงกับตำนานเรือโนอาห์และน้ำท่วมใหญ่หรืออาจจะแสดงว่าเผ่าของจิงเคอเคยช่วยกู้ภัยน้ำท่วมโลกตอนท้ายของม้วนไม้ไผ่เหล่านั้นเป็นการเขียนถึงชีวิตตัวเอง...เรื่องนี้น่าแปลกมากเพราะจิงเคอถูกฆ่าในวังฉิน แล้วเขาจะมีโอกาสสรุปชีวิตของตัวเองได้อย่างไรหรือว่าเขาเขียนก่อนที่จะออกจากแคว้นเยียนไปยังแคว้นฉิน...ในบันทึกประวัติตนเองนั้นเขาบอกว่านึกเสียใจที่เชื่อคำขอร้องของคนอื่นที่ให้ไปสังหารจิ๋นซีถ้าหากไม่ก้าวผิดพลาดครั้งนั้น อนาคตเขาน่าจะรุ่งโรจน์กว่านี้...”
เขาเล่าอย่างกระท่อนกระแท่นในนี้แทรกด้วยความเห็นของเขาเอง ฟังเข้าใจยาก
เท่าที่จำได้ ดูเหมือนผมจะเคยเห็นภาพสัตว์เจ็ดชนิดขี่นกที่ไหนมาก่อนแต่นึกไม่ออกว่าเห็นที่ไหน
ผมเดาว่าเรื่องที่เขาเล่าซ่อนเร้นรายละเอียดบางอย่างที่เป็นปมเงื่อนสำคัญไว้ดังนั้นเรื่องทั้งหมดจึงไม่ปะติดปะต่อกัน
“เรื่องนี้น่าสนใจมากจริงไหม” เขาถาม
ผมฝืนพยักหน้า
“ฉันไม่เคยบอกใครเรื่องนี้ แม้แต่คนที่ใกล้ชิดที่สุด”เขาพูดอีก
ขณะที่พูดคุยนั้นข้างนอกหิมะตกหนักขึ้นหาดทรายริมแม่น้ำไกลออกไปถูกปกคลุมด้วยหิมะแล้ว
“ให้หิมะตกหนักอีกหน่อย ละครสนุกกำลังจะเปิดฉากแล้วอีกอย่างฉันมีเพื่อนคนหนึ่งจะแนะนำให้เธอรู้จัก” เขาบอก
ผมคิดว่าเขาคงหมายถึงซังชิงหงจึงไม่ถามอะไร
การฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตาย่อมเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากผมถึงกับคิดว่านั่นน่าจะเปลี่ยนนิสัยใจคอของคนคนหนึ่งด้วยเท่ากับการทำลายชีวิตคนคนหนึ่งแล้วสร้างคนใหม่ขึ้นมา
“เธอคิดว่าฉันจะทำสำเร็จไหม”เขามองหิมะตกหนักจนเหม่อ แล้วถามเบาๆ
วินาทีนี้เปลือกนอกที่แข็งแกร่งของเขาถูกทำลายลงแล้วเผยให้เห็นความไม่มั่นใจเล็กน้อยออกมา
นี่น่าจะเป็นผลของการเปลี่ยนชะตาเพราะดวงชะตาถูกคนเปลี่ยน ไม่ใช่ของตนเองอย่างสมบูรณ์ดังนั้นจึงมีภัยแฝงเร้นตลอดไป
ผมตอบเขาในใจ “ผมไม่รู้ครับ”
“ขณะที่จิงเคอข้ามแม่น้ำอี้สุ่ย น่าจะเคยถามตัวเองในคำถามเดียวกัน”เขาพึมพำกับตัวเอง
ผมรู้สึกว่าฉากก่อนหน้าศึกครั้งนี้ไม่สู้ดีนัก
เรื่องราวการใช้เรือฟางยืมลูกธนูนั้นเกิดขึ้นในสมัยสามก๊กปลายราชวงศ์ฮั่นซึ่งเนิ่นนานมาแล้วสมัยนั้นความรู้ด้านการพยากรณ์อากาศของมนุษย์เท่ากับศูนย์ พอถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่สองประสิทธิภาพของหน่วยข่าวกรองญี่ปุ่นอยู่ในระดับแนวหน้าของโลกย่อมต้องมีหน่วยพยากรณ์อากาศโดยเฉพาะ ดังนั้นต่อให้หิมะตกหนักแต่การติดต่อด้วยสัญญาณวิทยุและหน่วยสอดแนมย่อมไม่เกิดการผิดพลาด
“ถ้าฉันได้ชัยชนะกลับมาจะมอบดาบเล่มนี้ให้เธอ” เขาวางมือลงบนดาบหัวผีเล่มนั้น
ผมยิ้มเจื่อนๆผมอยู่ในสังคมที่ปกครองด้วยกฎหมายในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดการได้ครอบครองดาบล้ำค่าจะมีประโยชน์อะไร
“ดาบเล่มนี้มีอาถรรพ์สุดคาดเดามีวิญญาณด้วย” เขาลูบสันดาบ
“ก๊อก ก๊อก” มีคนเคาะประตู
ผมเงยหน้ามองไปทางขวามือห่างออกไปสิบกว่าก้าวมีประตูไม้สีดำหนาและหนักปิดสนิทอยู่
“เพื่อนฉันมาแล้ว” เขาพูดแต่มือยังไม่ละไปจากดาบหัวผี เพียงแต่มองไปที่ประตูเหมือนผม
ประตูเปิดออก ชายคนหนึ่งเดินพรวดเข้ามาเป็นคนหนุ่มที่ผอมมาก สูงราวเมตรหกสิบ ฝ่ามือที่แนบติดลำตัวดูราวกับอุ้งเท้านก
คนผู้นี้ไม่ใช่ซังชิงหงทำให้ผมแปลกใจเล็กน้อย
“ท่านที่ปรึกษากองทัพ...”ชายคนนั้นค้อมคารวะชายชุดยาวสีเทา
“เธอเองหรือ เสี่ยวถูล่ะ” เขาถาม
“เดี๋ยวก็มาถึงครับ” ชายหนุ่มตอบสายตาอยู่ที่ตัวผม
ผมมองแววตาเขาก็เข้าใจทันทีคนผู้นี้ไม่ใช่คนซื่อตรง ดวงตากลอกไปมาไม่นิ่ง
ในยามสงครามไม่ควรประมาทไม่ว่าใครผู้ที่ตายเพราะถูกลอบยิงข้างหลังนั้นล้วนแต่เป็นจอมยุทธ์ที่ไม่รู้จักระวังตัว
ในห้องนี้นอกจากประตูบานนั้นจะเป็นช่องเข้าออกแล้วยังมีหน้าต่างที่อยู่ด้านหลังเราบานนี้ ดังนั้นผมจึงเงี่ยหูตั้งใจฟังความเคลื่อนไหวนอกหน้าต่างอย่างจดจ่อ
“ครั้งนี้ชื่อเราทุกคนจะได้รับการจารึกไว้ตลอดไป”ชายชุดยาวสีเทาบอก
“ผมพร้อมตายกับพี่ใหญ่ไม่หวังชื่อเสียงเลื่องลือตลอดไป หวังเพียงพี่น้องได้ตายร่วมกัน” ชายหนุ่มพูด
ชายชุดยาวสีเทาเดินไปข้างหน้า ห่างไปจากดาบหัวผีส่วนผมขยับเล็กน้อย ใช้ตัวบังดาบไว้ด้านหลัง
“พี่ใหญ่ พอสงครามเริ่มขึ้นต้องขนข้าวของในนี้ไปให้หมด อย่าทิ้งไว้” ชายหนุ่มบอก
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบร้อน”ชายชุดยาวสีเทาพยักหน้า “ก่อนไปก็อย่าลืมเอากระจกปากั้วบนขื่อติดไปด้วย นั่นเป็นของสำคัญที่สุด”
ชายหนุ่มเงยหน้ามองบนขื่อ ตากลอกไปมายิ้มร่าพลางถามว่า “พี่ใหญ่ ผมขอถามหน่อย นั่นคือกระจกวารีโหรเทพตามตำนานใช่ไหมที่พี่ใหญ่รอบรู้เรื่องประหลาดลึกลับมากมาย เกี่ยวกับของสิ่งนี้ใช่ไหม”
คำพูดของชายหนุ่มสะกิดใจผม เบาะแสของกระจกวารีโหรเทพที่พวกญี่ปุ่นตามหาอยู่ที่ตัวชายชุดยาวสีเทานั่นเองถ้าเขาตาย เบาะแสทั้งหมดจะขาดหายไป
ชายชุดยาวสีเทาสั่นหัว “จะเป็นไปได้ยังไง กระจกวารีโหรเทพกระจกวารีโหรเทพ...จะเป็นกระจกจริงๆ ได้ยังไง”
ผมรู้สึกว่าที่เขาพูดนั้นเป็นการพูดกับผมดูเหมือนจะเตือนผมเกี่ยวกับอะไรบางอย่าง
ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาศีรษะ “พี่ใหญ่งั้นผมก็ไม่เข้าใจ ในเมื่อของล้ำค่านั่นชื่อกระจกวารีโหรเทพแล้วทำไมจึงไม่ใช่กระจก ถ้าไม่ใช่กระจก แล้วทำไมเรียกว่ากระจกวารีโหรเทพล่ะ”
ชายชุดยาวสีเทาเดินมาที่ข้างโต๊ะเขายื่นนิ้วชี้มือขวาออกมาอีก ชี้ไปที่แผนที่แม่น้ำเหลืองอันคดเคี้ยว
ผมจ้องที่นิ้วเขาคราวนี้นิ้วเขาไม่ได้แตะถูกแผนที่จึงไม่เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่กลายเป็นสีเงินวาวอีก
“พี่ใหญ่ ที่พูด...หมายความว่ายังไง”ชายหนุ่มเกาศีรษะแกรกๆ รังแคสีเทาขาวร่วงลงมาราวกับหิมะ
“ไม่มีความหมายอะไร”ชายชุดยาวสีเทาสั่นหัว แล้วยิ้มราวกับเยาะเย้ยตัวเอง
ครั้งนี้ผมเชื่อสนิทใจว่าคำพูดเขาเป็นการพูดกับผมท่าทางเขาเป็นการทำให้ผมดู
“เสี่ยวถูล่ะ ทำไมยังไม่มา” เขาถามอีก
ชายหนุ่มยิ้มๆ “เดี๋ยวก็มา เดี๋ยวก็มา”
ชายชุดยาวสีเทาหัวเราะร่า “เฮ้อไม่รู้ว่าทำไม ระยะนี้ฉันอดใจไม่ไหว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็เอาแต่ใจร้อนถ้าเสี่ยวถูยังไม่มา ฉันรอไม่ไหวแล้วจริงๆ...”
เขายังพูดไม่ทันจบ ผมก็ได้ยินเสียงแปลกๆดังมาจากทางหน้าต่าง
ผมหันไปพอดีเห็นคนผู้หนึ่งกระโจนผ่านหน้าต่างเข้ามา มือสองข้างถือปืนยาวไว้เล็งไปที่แผ่นหลังชายชุดยาวสีเทา งอนิ้วชี้เตรียมเหนี่ยวไก
ที่จริงผมรอวินาทีนี้นานแล้ว เหมือนที่ชายชุดยาวสีเทาพูดว่า“ฉันรอไม่ไหวแล้วจริงๆ”
แม้ผมจะห้อยมืออยู่ข้างตัว แต่กางห้านิ้วออกก่อนแล้วเล็งอยู่ที่ด้ามของดาบหัวผี
พอคนถือปืนโผล่ออกมา ผมจึงก้มลงคว้าดาบวาดเป็นรูปครึ่งวงกลม ฟันใส่ปืนยาว
ดาบคมกริบ แทบจะไม่สั่นไหว ฟันปืนยาวขาดสองท่อนยังติดนิ้วข้างหนึ่งของคนที่ลอบโจมตีมาด้วย
ขณะเดียวกันชายชุดยาวสีเทายื่นมือขวาออกไปกุมคอหอยชายหนุ่มไว้ ออกแรงบิด ร่างชายหนุ่มทรุดลงบนพื้นทันที
คนที่ลอบโจมตีไม่ทันหนีออกทางหน้าต่างชายชุดยาวสีเทาก็สะบัดมือยิงปืนออกไป ขมับของผู้ลอบโจมตีถูกกระสุนเป็นรูโหว่
การลอบโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเร็วและจบลงเร็วผมประสานกับชายชุดยาวสีเทาได้เป็นธรรมชาติราวกับเมฆเคลื่อนน้ำไหล แต่บนใบหน้าเขากลับไม่มีรอยยิ้มอย่างผู้ชนะ
“เปลี่ยนชะตาเป็นส่วนหนึ่งของดวงชะตาไม่อาจเปลี่ยนชะตาก็เป็นส่วนหนึ่งของดวงชะตา” ขณะที่เขาพูดนั้นน้ำเสียงเศร้าหมองเป็นพิเศษ
“หมายความว่าอย่างไรครับ”ผมรู้ว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก
“กระจกปากั้วบอกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดตรงหน้าฉันแล้วฉันยังเปลี่ยนชะตาได้แต่ใครจะบอกฉันได้ว่าจะเปลี่ยนยังไงจึงจะค้นพบเส้นทางชีวิตที่ดีที่สุดของตัวเอง”เขาผายสองมือออกต่อหน้าผม แล้วพูดอย่างมีความหมายลึกซึ้งในเชิงปรัชญา
ผมเข้าใจความหมายที่เขาพูดเพราะตรงหน้ามีทางเลือกมากเกินไป แต่เขากลับตกอยู่ในสภาพที่ทางเลือกมากเกินไปจนเลือกไม่ถูกทำให้ลังเลตัดสินใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะเลือกเดินทางไหน