ณ ตอนนี้ ลูคัสกับบิลลี่ร่วมเดินทางด้วยกันมาเป็เวลา2วัน ระหว่างทางที่ผ่านมาลูคัสและบิลลี่ได้เจอกับพวกสัตว์อสูรอยู่หลายตัว แต่ทั้งสองก็เลือกหลบเลี่ยงไม่เข้าปะทะเรื่อยมา
เข้าสู่วันที่3ของการเดินทาง ทั้งสองคู่หูได้พบหมู่บ้านแห่งหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ จึงตัดสินใจที่จะเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อจะที่จะขออาศัยพักผ่อนและหาสิ่งของจำเป็เพิ่มเติม ลูคัสและบิลลี่รีบเร่งฝีเท้าเดินตรงไปที่หน้าประตูหมู่บ้านทันที
“หยุดก่อน!!! พวกแกเป็ใคร มาจากไหน” ผู้เฝ้าประตูเอ่ยถาม
“พวกเราหลงทางนะครับ อยู่ระหว่างการเดินทางไปที่หมู่บ้านพาเนีย”
ได้ยินชื่อหมู่บ้านพาเนีย คนเฝ้าประตูก็ทำหน้างุนงง ั้แ่จำความได้เขาไม่เคยได้ยินชื่อหมู่บ้านนี้เลยสักครั้ง ชายเฝ้าประตูได้มองสำรวจลูคัสและบิลลี่ครู่หนึ่ง ก็เห็นเป็แค่เด็กธรรมดาๆๆ ก็กล่าวตอบกลับไป
“ที่นี่ไม่ต้อนรับคนนอก พวกเรามีอาหารไม่เพียงพอ พวกแกกลับไปซะเถอะ”
ที่กล่าวเช่นนั้นเพราะว่าหมู่บ้านนี้รับคนไม่ไหวแล้วจริงๆ แค่ลำพังคนในหมู่บ้าน 20 กว่าคนก็เอาตัวเองแทบไม่รอด หากไม่ได้กลุ่มของเมียคอยดูแล ป่านนี้คงได้ตายกันหมดทั้งหมู่บ้าน
อาหารเพียงอย่างเดียวที่พวกเขาได้กินก็คือเนื้อของสัตว์อสูรที่กลุ่มของเมียได้จากการออกล่า แต่การจะล่าสัตว์อสูรในแต่ละครั้งก็ล่าได้อย่างยากลำบากมาก เพราะสัตว์อสูรเองก็มีความแข็งแกร่งมากพอตัว พวกมันก็มองมนุษย์เป็เพียงอาหารเช่นกัน
ที่กลุ่มของเมียล่าได้น้อยก็มีอีกเหตุผลนึง การจะออกล่าแต่ละครั้งจะต้องแบ่งกลุ่มออกไปล่าและกลุ่มที่ต้องอยู่ป้องกันหมู่บ้านด้วย จึงทำให้กำลังคนไม่เพียงพอ การล่าแต่ละครั้งจึงสำเร็จได้ยากขึ้นตามไปด้วย ลูคัสได้ยินคนเฝ้าประตูกล่าวเช่นนั้นก็ได้มีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว
“ถ้าเป็เื่อาหาร พวกเราอาจจะช่วยพวกคุณได้นะ”
คนเฝ้าประตูได้ยินสิ่งที่ลูคัสพูดก็คิดภายในใจ เ้าพวกเด็กนี้มันจะช่วยได้ยังไงกัน
“ทีช เกิดอะไรขึ้น” เป็เสียงของผู้หญิงะโถามมาจากหลังของผู้เฝ้าประตู
“ท่านเมีย เด็กทั้งสอง้าจะเข้าไปในหมู่บ้านนะครับ แต่ข้าได้แจ้งเหตุผลไปแล้ว แต่เ้าหนูคนนี้บอกว่า อาจจะช่วยเื่อาหารพวกเราได้”
“หืม เ้าชื่ออะไร แล้วที่บอกว่าช่วยได้นะ จะช่วยพวกเราได้อย่างไร”
“ผมลูคัสส่วนทางนี้บิลลี่ ผมเองก็ไม่แน่ใจ แต่ยังไงให้ผมลองดูก่อน”
“ยังไงก็เข้ามาข้างในก่อน แล้วค่อยว่ากัน”
เมียเดินนำลูคัสและบิลลี่เข้าไปในหมู่บ้าน กลุ่มชาวบ้านก็ต่างมองมายังแขกทั้งสองที่เพิ่งเข้ามาใหม่ บ้างก็มองมาด้วยสายตาที่สงสัย บางก็มองมาด้วยสายตาที่ไม่ค่อยพอใจ
เดินเข้ามาไม่นานก็ได้มาถึงกลางหมู่บ้าน มีศาลาเล็กๆตั้งอยู่ ด้านในศาลามีเบบ รันเนอร์และลอเอลกำลังนั่งคุยกันอยู่ เมียก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างในทั้งสองก็เดินตามหลังเข้าไป ต่างก็แยกย้ายนั่งลงที่ว่าง
“เรา มีนามว่า เมีย เป็ผู้นำของหมู่บ้าน อย่างที่พวกเ้าเห็นกันหมู่บ้านของเรามีชาวบ้านประมาณ20คน ส่วนใหญ่เป็พวกกลายพันธุ์ธรรมดา อาศัยเอาชีวิตรอดไปวันๆก็เต็มกลืนแล้วล่ะ หากพวกเ้าไม่มีที่ไปจริงๆก็สามารถอยู่ที่นี่ได้ แต่ก็ต้องอดทนนะอาหารค่อนข้างขาดแคลน พวกเราล่าได้ไม่มาก”
รันเนอร์ได้ยินเมียกล่าวแบบนั้นไปก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร เพราะลำพังจำนวนคนตอนนี้ก็ดูแลกันลำบากเต็มกลืนแล้ว หากมีคนเพิ่มก็จะเป็การเพิ่มภาระขึ้นมาอีก
“พวกคุณไม่ได้ปลูกผักหรือผลไม้ไว้บ้างหรอ”
“เคยปลูกแล้วล่ะ พวกผักยังพอปลูกได้กินนิดๆหน่อยๆแต่ผลไม้ปลูกไม่ได้หรอก ต้องใช้เวลาในการเติบโตอีกนานกว่าจะได้กิน”เมียกล่าวตอบ
“พวกคุณยังพอมีพวกเมล็ดพันธุ์อยู่ไหมครัง ผมอาจจะทำอะไรได้บ้าง แต่ต้องลองดูก่อน”
“รันเนอร์ นายไปเอาเมล็ดพันธุ์ในโรงนามาให้หน่อยสิ”
รันเนอร์ลุกขึ้นยืน พร้อมก้าวขาออกไปพริบตาเดียวรันเนอร์ก็หายไปในระยะมองเห็นของทุกคน ผ่านไปประมาณ5วินาที รันเนอร์ก็กลับมาพร้อมกลับเมล็ดพันธุ์ในมือ
เขายืนถุงที่เต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์ไปให้เมีย เมียรับมาแล้วเปิดปากถุงมือซ้ายยกขึ้นค่อยๆล้วงเข้าไปในถุงไม่นานก็เอามือออกมาพร้อมกับเมล็ดผลไม้ชนิดนึง เมียยืนให้ลูคัส
ลูคัสรับเมล็ดไว้ในมือมีเมล็ดอยู่3-4เมล็ด เดินออกมาด้านนอกศาลาหยุดนั่งใช้มีดหินที่พกติดตัวมาจ้วงลงดิน ขุดหลุมเล็กๆพอที่จะปลูกเมล็ดพันธุ์ ทั้งเบบ รันเนอร์และเมียเห็นสิ่งที่ลูคัสทำได้มองหน้ากันพร้อมกับส่ายหน้าให้กัน
“เ้าหนูนี่ท่าจะบ้า เมียก็เพิ่งบอกไปเมื่อครู่ มันต้องใช้เวลาปลูกนานกกว่าจะออกผล เฮ้อ” รันเนอร์คิดในใจ
“สงสัยเราจะเหนื่อยเกินไป เราหวังพึ่งเ้าเด็กน้อยสองคนนี้จริงๆหรอเนี่ย”เมียคิด
ส่วนเบบและลอเอลไม่ได้มีปฎิกิริยาอะไรเป็พิเศษ หลังจากที่ลูคัสทำการขุดดินเสร็จเขาก็หย่อนเมล็ดลงไปพร้อมกลับกลบดินไว้ดังเดิม ลูคัสจัดท่าให้กระชับยืนมือขาวแตะที่ดินที่เพิ่งกลบไป พร้อมกับหลับตาลงตั้งจิตเพ่งสมาธิเร่งพลังลงไปที่ฝ่ามือของเขา ไม่นานก็ได้มีแสงสีเขียวอ่อนๆแผ่ออกมาจากมือ เพียงแค่อึดใจเดียว ภายในดินที่เพิ่งหย่อนเมล็ดลงไป ก็ได้มียอดอ่อนแทงทะลุหน้าดินขึ้นมา
เมียกับรันเนอร์ก็ตะลึงตาค้างกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้า ไม่นานนักยอดอ่อนก็ค่อยๆโตขึ้น โตขึ้น จากยอดอ่อนก็กลายเป็ลำต้น ไม่นานก็กลายเป็ต้นไม้ขนาดกลาง เพียงแค่อีกอึดใจต้นไม้น้อยก็โตขึ้นๆไปอีก ตอนนี้นั้นไม่เพียงแค่เมียกับรันเนอร์เท่านั้นที่ใ ทั้งลอเอลและเบบก็ตะลึงเช่นกัน
“ความสามารถนี่มันสุดยอดไปเลยไม่ใช่รึไง ถ้ามีลูคัสอยู่เราก็ไม่ต้องห่วงเื่อาหารแล้ว”เมียโพล่งขึ้นมาด้วยความดีใจ
เพียงไม่นานต้นไม้นี้ก็เริ่มออกผล ขนาดของผลไม้ค่อยๆโตจากผลสีเขียวกลมก็กลายเป็สีเหลืองอ่อนพร้อมที่จะกิน เวลาผ่านไปไม่นานทั้งต้นก็เต็มไปด้วยผลไม้สีเหลืองอร่ามชวนรับประทาน
ตอนนี้คนทั้งหมู่บ้านก็ได้มาร่วมตัวกันอยู่รอบๆตรงบริเวณต้นไม้ ทุกคนต่างตะลึงและใไม่แพ้เมียและรันเนอร์เลย ไม่นานลูคัสก็เอามือออกจากลำต้น ตัวเขาค่อยๆเซซ้ายเซขวา ก่อนที่จะล้มลงบิลลี่ก็เข้ามาพยุงตัวลูคัสไว้ได้ทันก่อนที่จะล้มฟุบไปที่พื้น
บิลลี่รีบพาลูคัสไปนอนพักในศาลา เวลาผ่านไปสักพักลูคัสก็รู้สึกตัว เขาค่อยๆดันตัวขึ้นมานั่งอย่างลำบาก บิลลี่จึงรีบเข้าไปช่วย ลูคัสค่อยๆปรายตามองไปรอบๆก็พบชาวบ้านมารุมร้อมรอบศาลาอยู่
“ลูคัส นายมีความสามารถแบบนี้ก็ไม่บอกั้แ่แรก” เมียพูดพลางยิ้มอย่างโล่งใจ
“ผมเองก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ ยังควบคุมไม่ค่อยได้นะครับ”
ลูคัสบิลลี่และกลุ่มของเมียก็ได้พูดคุยกัน ลูคัสก็ได้เล่าเื่ที่ผ่านมาทั้งหมดให้พวกของเมียฟัง ทั้งเื่ที่พลัดพรากกับน้องชายเื่ที่อยู่ในป่าคนเดียว เื่ที่เดินทางจนมาพบกับบิลลี่
“นายเองก็ผ่านอะไรมาเยอะสินะ คงเหนื่อยแย่” รันเนอร์เอ่ยกับลูคัสด้วยสายตาที่แปรเปลี่ยนเป็สายตาที่แฝงไปด้วยความห่วงใย
“หากพวกนายทั้งสอง้าอยู่ที่นี่ พวกเราก็ยินดีตอนรับนะ”เมียกล่าว
“ขอบคุณในน้ำใจของพวกคุณมากจริงๆ อนุญาตให้เราอาศัยพักผ่อนเอาแรงสักสองสามวันและหาสิ่งของจำเป็ในการเดินทางแค่นี้ก็ขอบคุณมากแล้วครับ ผมต้องตามหาน้องชายของผมให้เจอก่อน หากวันหนึ่งโชคชะตามีจริงหวังว่าเราจะได้เจอกันอีก บิลลี่หากนายจะอยู่ที่นี่ก็ได้นะ”
“ขอบคุณในความหวังดีนะคู่หู่ แต่ฉันตัดสินใจแล้ว จะช่วยตามหาน้องชายของนายให้เจอ”
เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว สองคู่หูก็ตกลงจะอยู่พักที่หมู่บ้านของเมียเพื่อที่จะพักผ่อนและเตรียมของที่จำเป็ระหว่างเดินทางให้พร้อมที่สุด
ระหว่างที่ลูคัสและบิลลี่อยู่ที่หมู่บ้าน ลูคัสและบิลลี่ก็ช่วยงานในหมู่บ้านอย่างขยันขันแข็ง บิลลี่ช่วยด้านใช้กำลัง จิปาถะอื่นๆ ส่วนลูคัสในตอนนี้เขาสามารถใช้ความสามารถได้เพียง2ครั้งต่อวันเท่านั้น ก็ได้ใช้พลังเร่งการเจริญเติบโตของพรรณไม้นานาชนิดทุกวัน
เวลาผ่านล่วงไป1อาทิตย์ หมู่บ้านก็เต็มไปด้วยพรรณผลไม้นับสิบต้น ออกผลพร้อมที่จะรับประทาน ทำให้สถานการณ์เื่อาหารของหมู่บ้านดีขึ้นมาก กลุ่มล่าของเมียหลังจากที่ล่าสัตว์อสูรมาได้ ก็ได้ทำการแปรรูปเนื้อเพื่อถนอมไว้กินตอนหน้าหนาวได้มากขึ้น ระหว่างนี้ก็ไม่มีสัตว์อสูรเข้ามาบริเวณหมู่บ้านเลย ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านเกิดความผ่อนคลายมากขึ้น
“คุณเมีย พรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางแล้วนะครับ ที่ผ่านมาพวกเราทั้งสองขอบคุณมากจริงๆ หวังว่าอนาคตเราจะได้เจอกันอีกนะครับ”
หลังจากที่ลูสคัสกล่าวจบ เมียก็แสดงสีหน้าที่เสียใจออกมาแว้บนึง เมียนั้นเป็ห่วงพวกลูคัสและบิลลี่จริงๆ แต่คิดว่าห้ามยังไงก็คงห้ามไม่ได้ หลังจากทำใจได้แล้วก็หันหน้าไปมองทั้งสอง
“ขอให้พวกเ้าสองคนเดินทางโดยปลอดภัย เนื้อสัตว์อสูรตากแห้งและของใช้จำเป็เราเตรียมไว้ให้หมดแล้ว ที่ผ่านมาต้องขอบทั้งสองมากจริงๆ”
วันนั้นทั้งลูคัสกับบิลลี่ก็อยู่พูดคุยสัพเพเหระกับเมียจนถึงเวลาดึก ทั้งสามรู้สึกว่าเป็การพูดคุยที่เวลาผ่านไปไวจริงๆ จนถึงเวลาบิลลี่กับลูคัสก็ขอตัวกลับไปพักผ่อน เวลาผ่านพ้นไป ผ่านไป ค่ำคืนผ่านไป แสงแรกของอรุณรุ่งสาดส่องกระทบกับม่านตาของลูคัส ตื่นขึ้นพร้อมกับลุกไปปลุกบิลลี่ที่ยังนอนหลับปุ๋ยอยู่ ให้เตรียมตัวออกเดินทาง
หลังจากที่ทั้งสองเตรียมตัวและเตรียมอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว ก็ได้ออกจากที่พักเดินไปทางเข้าหน้าหมู่บ้าน ที่หน้าทางออกมีกลุ่มชาวบ้านได้มารอพวกเขาอยู่แล้ว เพื่อที่จะเตรียมส่งทั้งสองออกเดินทาง
ลูคัสกับบิลลี่เดินมาถึงที่หน้าหมู่บ้าน พร้อมกับหันหน้ามองไปรอบๆเห็นผู้คนมากมาย อยู่ตรงนี้ ลูคัสรู้สึกตื้นตันใจอย่างมาก ทั้งลูคัสและบิลลี่มองไปยังชาวบ้าน มองผ่านไป หนึ่งคน สองคน สาม สี่ จนครบทุกคนสุดท้ายก็หันมาที่เมีย
“พวกเราไปก่อนนะครับ ดูแลสุขภาพด้วย” พูดจบทั้งลูคัสและบิลลี่ก็ก้าวขาออกเดินทางอีกครั้ง………
“เดินทางปลอดภัย เ้าพวกบ้าาาาาา ที่ผ่านมาขอบคุณมาก”
“แล้วกลับมาเยี่ยมพวกเราด้วยนะ ลูคัส บิลลี่”
“เจอน้องชายแล้ว อย่าลืมพากลับมาอยู่ที่นี่ด้วยล่ะ”
เสียงะโไล่หลังทั้งสองมาอย่างไม่ขาดสาย ก่อนที่เสียงจะค่อยๆๆเงียบหายไป ทั้งสองได้เดินทางห่างออกมาจากหมู่บ้านไกลแล้ว