การต่อสู้ระหว่างกวีและโมมิยะถูกตัดสินให้เสมอกัน ในด้านของทักษะการต่อสู้เฉพาะตัว ทั้งสองคนล้วนถือว่ามีฝีมือสูสีกัน
ช่วงเวลาพลันล่วงผ่านไปว่องไวประหนึ่งคำโกหก ดวงตะวันกำลังร่วงโรย เหล่านกป่าต่างพากันโผบินเข้าสู่รัง และเพียงไม่นาน ค่ำคืนอันเงียบเหงาก็เข้ามาเยือนพร้อมหมู่ดาวที่ร้อยเรียงอยู่เต็มท้องนภา
ณ ใจกลางพงไพรได้ปรากฏแสงไฟซึ่งส่องประกายสว่างไสวอยู่เป็นระลอก
“วันนี้มีอะไรกินคะ ?” เสียงของมุราซากิบานะดังขึ้นพร้อมปรากฏรูปลักษณ์ของเธอและเหล่าผองเพื่อน ซึ่งในยามนี้ โมมิยะและกวีกำลังตระเตรียมมื้อเย็นสุดแสนพิเศษให้แก่เหล่าเด็กสาวได้ลิ้มลอง
สำหรับมื้อเย็นในวันนี้คือหม้อไฟ น้ำซุปกระดูกหมูพร้อมเนื้อชั้นเลิศ ผักป่าและผลไม้บางส่วนถูกเก็บเมื่อยามบ่าย เติมเครื่องปรุงและเครื่องเทศเพียงเล็กน้อยเพื่อทวีกลิ่นหอมให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น
“หอมจังเลย”
กลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกหมูพลันลอยล่องมาตามสายลม สร้างความอยากอาหารให้เพิ่มพูนทวีในฉับพลัน เสียงท้องร้องพลันดังก้องกังวานประหนึ่งเสียงปืนใหญ่ ทุกคนต่างเรียกร้องหาอาหาร ความต้องการในยามนี้กำลังเพิ่มทวีเข้าใกล้ขีดจำกัด
ทุกคนต่างนั่งเรียงรายอยู่รอบกองไฟ กระนั้นบนตักของกวีกลับแม่หนูน้อยจับจองเอาไว้ก่อนแล้ว เด็กสาวผู้มีเส้นผมสีขาวนามว่าชิรายูกิ แม่หนูไม่เกรงใจนั่งลงบนตักพลางตักอาหารเข้าปากราวกับตนมิได้กระทำสิ่งใดผิด
“นั่นคุกนะพวก” โมมิยะกล่าวด้วยความเป็นห่วง แม้จะเป็นต่างโลก กระนั้นกฎหมายในด้านมนุษยชนหาได้แตกต่าง
“แล้วจะให้ตูทำยังไงล่ะ” กวีหาได้ต้องการเช่นนี้ กระนั้นจะขับไสไล่ส่งแม่หนูตัวน้อยเห็นทีก็กระไรอยู่
เด็กสาวผู้นี้นับตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอกลับมีท่าทีเงียบขรึม ประหนึ่งว่ามีเกราะกำบังล่องหนปกคลุมรอบกายมิให้ผู้ใดย่างกรายเข้ามาใกล้ แต่ถึงกระนั้น การแสดงออกของเธอกลับเถรตรงเหนือล้ำเกินกว่าผู้ใด
“ช่วยเล่าเรื่องของคุณให้ฟังหน่อยจะได้ไหมคะ ?” มูราซากิบานะเปล่งวาจาขึ้นมา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กวีจึงเผยยิ้มพลางยกมือขึ้นเท้าคางและกล่าวว่า “ถ้าจะให้เล่า ที่จริงแล้วสมัยก่อนชั้นเคยเป็นคนที่สุดยอดเหมือนเจ้าพวกนี้นั่นแหละ แต่เพราะต้องเจอกับวายร้ายที่ยากเกินจะต่อกร ทำให้ชั้นต้องเสียสละตัวเองแทนเจ้าพวกนี้ ชั้นหลับเป็นตายไปถึงหนึ่งปี ชั้นได้พบเจอกับคนที่มีบุญคุณต่อชั้นหลายต่อหลายคน และตอนนี้ ตัวชั้นเองก็กำลังกลับคืนสู่เส้นทางแห่งวีรบุรุษผู้ที่เฉิดฉายเหนือผู้ใดอีกครั้ง”
วาจาของเขามิได้มีสิ่งใดนอกเหนือจากคำโป้ปด กระทั่งเหล่าเด็กสาวตัวจ้อยกลับยังล่วงรู้ได้เลยว่าเรื่องราวทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องโกหก
“แต่งเรื่องได้ห่วยแตกซะไม่มี” คุโรนะที่กำลังจะตักข้าวเข้าปากพลันกล่าวขึ้น
จนถึงท้ายที่สุด เรื่องราวที่กวีพยายามบากบั่นเพื่อปั้นน้ำเป็นตนก็กลับกลายเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านเข้ามาและล่วงผ่านไป
หม้อไฟมื้อนี้มีเพียงความสนุกชื่นบาน ความสนุกสนานล่วงผ่านไปจนกระทั่งเข้าสู่เวลาเที่ยงคืน
ในคืนนี้เหล่าเด็กสาวทั้งหมดตัดสินใจนอนอยู่ด้านนอก โดยมีมุราซากิบานะและคุโรนะนอนอยู่บนตักของโมมิยะ ส่วนทางด้านของชิรายูกิ แม่หนูน้อยวางหัวลงบนตักของกวีพลางจับจองเอาไว้เพียงลำพังราวกับชายหนุ่มเป็นของของตน
สายลมยามค่ำพัดผ่านพลันพัดเอาความเงียบเหงาเข้ามาหา ทั้งสองล้วนแหงนมองขึ้นสู่ท้องนภา ดวงดาราซึ่งส่องประกายแม้จะกระจัดกระจายกระนั้นกลับคงความงดงามในรูปแบบของมัน
“ชั้นดีใจนะที่ได้พบกับนาย”
ท่ามกลางความเงียบสงัดอันเป็นนิรันดร์ เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้นในขณะที่แววตายังคงจดจ้องไปยังหมู่ดาว
ได้ยินถ้อยคำจากปากชายหนุ่ม โมมิยะจึงเหลียวมองกลับไปและกล่าวว่า “พูดบ้าอะไรของนาย น่าขนลุกชะมัด”
ถึงจะว่าเช่นนั้น ทว่าโมมิยะกลับตัดสินใจไม่เอ่ยสิ่งใดต่ออีกเลย
ความเงียบสงบได้เข้าปกคลุมอีกครั้ง ไม่มีใครกล่าวสิ่งใดในช่วงเวลาปัจจุบัน จนกระทั่งเมื่อวันเวลาล่วงผ่านไปราวห้านาที เสียงของกวีจึงก้องกังวานพร้อมริมฝีปากที่สั่นไหวเพื่อเปล่งถ้อยคำออกมา
“ชั้นยังจำเรื่องราวทั้งหมดได้ดีไม่เคยเปลี่ยนแปลง ในแต่ละวันที่อยู่ในคุกใต้ดิน ในตอนนั้น ไม่มีวันไหนที่ชั้นไม่คิดที่จะไม่โกรธแค้นพวกนายที่ตัดสินใจเมินเฉย มันมากซะจนชั้นคิดว่า หากชั้นยังมีชีวิต และได้พบกับพวกนายอีกครั้ง ถึงตอนนั้นชั้นคงไม่ลังเลที่จะฆ่าพวกนายซะ”
แววตาของโมมิยะเจือแววแห่งความรู้สึกผิดบางๆ ถึงกระนั้น ตัวเขากลับตัดสินใจเฝ้ารับฟังโดยมิได้เปล่งวาจาเข้าแทรกแซง
“แต่พอได้มาเจอกับนายอีกครั้ง ชั้นกลับรู้ว่าตัวชั้นนั้นคิดผิด” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นเพื่อเริ่มกล่าวอีกครั้ง “ตอนนี้ชั้นรู้แล้ว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่มีเหตุผลของมัน เราทุกคนคือตัวเอกในนิยายของตนเอง และบางสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วจะไม่มีทางหวนย้อนคืนกลับมาแก้ไขได้อีก เพราะฉะนั้น หากเป็นไปได้ ชั้นเองก็อยากจะลืมเลือนเรื่องราวอันเลวร้ายทั้งหมดและเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”
ความในใจที่ถูกเผยออกมาโดยไร้ซึ่งการปิดบัง ราวกับการยกกองภูเขาออกจากอก ความรู้สึกโล่งเปล่าในยามนี้ช่างทำให้รู้สึกดีราวกับการได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่
แต่ถึงกระนั้น โมมิยะกลับคิดเห็นในอีกมุมหนึ่ง
เขาแหงนมองขึ้นสู่ท้องนภาสีดำ ริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหวอย่างเชื่องช้าอย่างเป็นจังหวะเพื่อกล่าวเป็นหนึ่งคำพูด
“โชคชะตากับเรื่องบังเอิญคือสิ่งที่คล้ายกัน แต่ถึงอย่างนั้น ในบางครั้ง โชคชะตามักนำพาบางสิ่งที่ไม่คาดคิดมาให้พวกเราเสมอ นายหนีมันไม่พ้นหรอก มันก็เหมือนกับที่นายบังเอิญโคจรมาพบเจอกับชั้นอีกครั้ง ในสักวันหนึ่ง นายเองก็ต้องโคจรไปพบกับฮูโม่เข้าสักวันอยู่ดี”
นั่นคือความจริงที่มิอาจเลี่ยงหลีก เป็นที่แน่นอนว่ากวีย่อมล่วงรู้ดีอยู่แก่ใจ
เขาแหงนมองขึ้นสู่ท้องนภา แววตาที่จ้องมองขึ้นไปเจือแววหลากหลายอารมณ์
“ถูกต้อง พระเจ้าจะไม่มีวันให้ใครก็ตามได้เลือกตอนจบที่ตนต้องการ เพราะฉะนั้น ชั้นจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้มากกว่านี้ ตอนนี้ชั้นไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว หากใครก็ตามที่มันกล้าคิดจะมาพรากอิสรภาพไปจากชั้น ชั้นจะเป็นคนทำลายพวกมันให้หมดสิ้นก่อนที่พวกมันจะได้ทำอะไร”
นี่นับเป็นครั้งแรกที่โมมิยะสัมผัสได้ถึงความเคียดแค้นอันเหนือล้ำเกินพรรณนาจากกายของกวี ถึงแม้แววตาจะยังคงที่เฉกเช่นบุคคลทั่วไป ถึงกระนั้น กลิ่นอายที่แผ่ขยายออกมาช่างน่าสะพรึงราวกับมิใช่กลิ่นอายของมนุษย์
ว่ากันว่า หากเมื่อใดที่ชายคนหนึ่งขายวิญญาณให้แก่ปีศาจ ชายผู้นั้นจะมิอาจหวนคืนกลับสู่ความเป็นมนุษย์ได้อีก..
‘ตลอดกาล’
โมมิยะเหลียวมองไปยังข้างกาย มือซ้ายพลันยื่นออกไปเพื่อหยิบจอกเหล้าขึ้นมา
“เอาไปสิ มาดื่มพลางระลึกความหลังกันหน่อยดีกว่า ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกลนะพวก” เขายื่นจอกให้แก่กวี รินน้ำสีขาวบริสุทธิ์ลงไปเพื่อให้ชายหนุ่มได้ลิ้มลอง
เมื่อนั้นกวีจึงเผยยิ้ม มือขวายื่นออกไปเพื่อรับเอาน้ำใจจากเพื่อนเก่าเพื่อนแก่มาแต่โดยดี
โมมิยะได้บอกเล่าเรื่องราวหลายต่อหลายอย่าง แปรเปลี่ยนทัศนียภาพที่กวีมีต่อเขาไปอย่างสิ้นเชิง
ในความเป็นจริงแล้ว ตัวโมมิยะหาใช่คนชั่วร้ายใจโฉด เขารับเลี้ยงเด็กกำพร้าผู้ยากไร้มาอยู่ในความดูแลโดยปราศจากความลังเล แม้จะล่วงรู้เป็นอย่างดี ว่าการรับเลี้ยงเหล่าบรรดาเศษขยะจากเมืองเจริโน่จะสร้างชื่อเสียให้แก่เขาก็ตาม
เจริเนี่ยน หรือเรียกอีกหนึ่งความหมายก็คือบรรดาผู้อาศัยอยู่ ณ เมืองเจริโน่ เหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่นล้วนแล้วแต่เป็นผู้ยากไร้แทบทั้งสิ้น ไร้ซึ่งสัญชาติเพื่อยืนยันตัวตน เป็นเพียงคนเถื่อนในสายตาของผู้คนภายนอก จึงมีภาพพจน์ที่เลวร้ายเป็นต้นทุนตั้งแต่แรกเริ่ม หรือก็คือ..
‘พวกนอกรีต’
ตามหลักพื้นฐานสากล โลกใบนี้จะมีฐานข้อมูลซึ่งบรรจุข้อมูลสำมะโนครัวของบรรดาผู้คนจากทั่วโลก กระทั่งชนกลุ่มน้อยเช่นชนเผ่าผู้รักสันโดษกลับยังมีสัญชาติไม่ชาติพันธุ์ใดก็ชาติพันธุ์หนึ่ง ถึงกระนั้น เหล่าผู้คนจากเมืองเจริโน่กลับเป็นหนึ่งข้อยกเว้น
สำหรับบรรดาผู้กล้ายกเว้นกวี เซโน่ อิลไค และโมมิยะ ทั้งสามคนล้วนถือครองสัญชาติอินดูเลี่ยน ในขณะที่กวี นับตั้งแต่ที่ถูกตีตราว่าเป็นขยะเหลือทิ้ง แรกเริ่มเดิมทีก็ถูกตัดสินโทษประหารชีวิตเมื่อจ้าวลัทธิฮูโม่หมดความสนใจในฐานะของเล่นเอาไว้ก่อนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการมอบสัญชาติ เพราะอย่างไรเสียก็ต้องสิ้นชีวีในอีกไม่นานนัก
กระนั้นกลับเป็นโชคดียิ่งนัก เพราะคู่หมั้นของโมมิยะ ผู้เป็นถึงองค์หญิงลำดับที่สองแห่งราชวงศ์อาร์นุลฟอย่างท่านดาเลีย จึงทำให้กวีจึงได้รับสัญชาติซูเมเลี่ยนและแปรเปลี่ยนเป็นพลเรือนของประเทศซูเมทิสอย่างถูกต้องตามหลักกฎหมาย
การมีเครื่องมือยืนยันตัวตนย่อมเป็นเรื่องดี โลกใบนี้มีกฎเกณฑ์ที่รัดกุมอีกทั้งยังสามารถตรวจจับได้ด้วยเวทมนตร์ ถึงกระนั้น กลับมีเพียงหนึ่งสถานที่เท่านั้นที่ทุกกฎเกณฑ์มิอาจใช้การได้
มหานครแห่งเศษซาก หรือในอีกชื่อหนึ่ง เมืองเจริโน่
อาณาจักรนอทัส ปัจจุบันแปรเปลี่ยนเป็นหนึ่งในประเทศซึ่งถือครองอำนาจเอาไว้มากมายที่สุด นับจากศูนย์กลางไปยังทิศใต้ของประเทศ แรกเริ่มเดิมทีเคยถูกใช้งานในฐานะหลุมทิ้งขยะที่ใหญ่ที่สุด แต่เมื่อวันเวลาล่วงผ่าน บรรดาขยะหลากหลายชนิดต่างพอกพูนกลายเป็นภูเขาเลากา
ถึงกระนั้น กลับมีผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกราก ณ ที่แห่งนี้ ขยะหลายส่วนยังคงใช้การได้อยู่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และวัสดุก่อสร้างสำหรับการสร้างที่พักอาศัย
จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ จากสี่เป็นแปด จากแปดเป็นสิบหก จำนวนผู้ย้ายถิ่นฐานเริ่มต้นเพิ่มทวีคูณจำนวนนับเท่าตัวในแต่ละปี นานวันเข้าจึงแปรเปลี่ยนเป็นเมืองใหญ่โดยไม่รู้ตัว
เพียงแต่ว่า บรรดาผู้พักอาศัยทั้งหมดล้วนแล้วแต่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ พวกเขาดำรงอยู่โดยไร้ซึ่งการคุ้มครองจากภาครัฐ จึงมิได้แตกต่างจากบรรดาคนเถื่อนหรือชนกลุ่มน้อย
ด้วยความที่เป็นดินแดนปลอดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพลในโลกมืดจึงชื่นชอบเป็นอย่างมาก ทุกธุรกรรมสามารถดำเนินการได้ ณ ที่นี่ การลอบขนของเถื่อน การค้าประเวณี หรือกระทั่งการซื้อขายยาเสพติด
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีเหตุผลในตัวของมัน ในความเป็นจริงนั้น หลายต่อหลายประเทศล้วนแล้วแต่ต้องการยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เพียงแต่ว่า การจะเข้าไปก้าวก่ายการเรื่องภายในประเทศ แม้แต่ผู้มีอำนาจก็มิอาจดำเนินการได้
ประเทศนอทัสแตกต่างไปจากอินดูเอลและซูเมทิส ในช่วงหนึ่งศตวรรษให้หลัง การปกครองภายในประเทศจะถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจ หนึ่งคือราชวงศ์ลูเมนิค ผู้ปกครองโดยชอบธรรมนับตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งอาณาจักร และสองคือกลุ่มกองกำลังป้องกันตนเองประจำประเทศ ภายหลังได้อ้างตนในนามของ ‘ฝ่ายความมั่นคงเพื่อมวลประชาราช’
เพื่อให้หนึ่งนโยบายสามารถดำเนินการและปรับใช้ ทั้งหมดจำต้องผ่านความเห็นจากสองฝ่าย จึงหมายความว่า หากนโยบายใดที่ฝ่ายราชวงศ์เสนอทว่าฝ่ายความมั่นคงเพื่อมวลประชาราชไม่เห็นด้วย นโยบายดังกล่าวจึงจะถูกปรับตกโดยอัตโนมัติ
ทว่าช่างน่าแปลก เพราะในการลงมติร่างนโยบายทั้งสามร้อยสี่สิบห้าครั้ง ฝ่ายราชวงศ์กลับเห็นพ้องต้องกันกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อมวลประชาราชแทบทุกครั้งไป
มีเพียงครั้งเดียวที่ฝ่ายราชวงศ์ลูเมนิคเป็นฝ่ายยื่นเสนอ นั่นคือนโยบายว่าด้วยเรื่องการมอบสัญชาติให้แก่ผู้อาศัยอยู่ ณ เมืองเจริโน่รวมไปถึงสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนพึงจะมี กระนั้นแล้ว ข้อเสนอนี้กลับถูกปัดตกโดยมิได้ผ่านกระบวนการไตร่ตรองใดๆ และเมื่อเวลาล่วงผ่านไปไม่นานนัก ฝ่ายราชวงศ์กลับเป็นฝ่ายขอยื่นถอนการพิจารณาเสียเอง
แน่นอนว่าย่อมมีเหตุผล
เพราะพวกเขา..
‘เป็นเพียงรัฐบาลหุ่นเชิด’
กวีรับฟังเรื่องราวอันน่าหดหู่พลางถอนหายใจ
“เข้าใจล่ะ คงเพราะเหตุผลทางการเมืองอะไรเทือกนั้นสินะ”
“ถูกต้อง หากลองมองในเชิงสถิติ อัตราของผู้คนที่ไร้การศึกษาในประเทศนอทัสถือว่าสูงที่สุดในโลก เมื่อลองจัดอันดับตามประเทศมหาอำนาจ อันดับที่สี่คือประเทศซูเมทิสโดยมีค่าเฉลี่ยอยู่แค่เพียง0.45% อันดับที่สามคือเมืองวาลอัลล่าซึ่งเป็นประเทศเกิดใหม่ โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่4.12% ต่อมาคืออันดับที่สอง ประเทศอินดูเอลซึ่งเป็นประเทศที่พวกเราถูกอัญเชิญมายังโลกใบนี้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่5% และสุดท้ายคืออันดับที่หนึ่ง ประเทศนอทัส มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่15.6%”
เพราะการปกครองโดยผู้คนที่ไม่ชำนาญด้านเศรษฐศาสตร์ ใช้เงินเก่งทว่ากลับหาเงินเข้าประเทศไม่เป็น การฉ้อฉลถือเป็นเรื่องปกติ จึงมิใช่เรื่องแปลกหากงบดุลในบัญชีจะดูผิดไปจากหลักการที่สามารถยอมรับได้
ถึงกระนั้น แม้จะมีหลักฐานที่สามารถเอาผิดได้มากมายเป็นภูเขาเลากา ทว่ากลับไม่มีฝ่ายใดจะสามารถเอาผิดพวกเขาเหล่านั้น
เมื่อวันเวลาล่วงผ่าน ยุคแห่งโลกาภิวัตน์ได้ถูกริเริ่ม ดินแดนเล็ก ๆ จากทุกหนแห่งล้วนแล้วแต่ได้รับอิสรภาพ ทุกชาติพันธุ์สามารถเชื่อมต่อเข้าถึงกันได้ จึงทำให้สามค้อนแห่งกูรันก้าพลันได้รับผลกระทบ และผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็หนีไม่พ้นประเทศนอทัส
เมื่อสงครามสิ้นสุด อิทธิพลทางด้านกำลังทหารจึงเริ่มถดถอย กลับกลายเป็นพ่อค้าและนายธนาคารผู้มีอำนาจแทนที่เหล่าผู้มียศศักดิ์ทางการทหาร เศรษฐกิจของประเทศนอทัสจึงเริ่มต้นถดถอย
ด้วยเหตุนั้น เหล่าผู้มีอำนาจจึงมิอาจยินยอมตอบตกลงตามที่ราชวงศ์ต้องการ เพราะหากเมื่อใดที่ชาวเมืองเจริโน่ได้รับสัญชาติ อัตราของผู้คนที่ไร้การศึกษาในประเทศนอทัสจึงจะกลายเป็น25%ในทันทีทันใด
“ในทางกลับกัน” โมมิยะเริ่มกล่าวอีกครั้ง “เมืองวาลอัลล่าที่แต่เดิมเคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศซูเมทิสกลับมีอิทธิพลเทียบเคียงได้กับสามค้อนแห่งกูรันก้า พวกเขาเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว นั่นก็เพราะพวกเขาบริหารโดยคนที่มีความสามารถยังไงล่ะ”
จงเลือกคนให้เหมาะสมกับงาน คำกล่าวนั้นคงจะตรงตัวและไม่อ้อมค้อมมากที่สุด ในขณะที่นายทหารผู้หนึ่งกำลังเล่นก่อร่างสร้างมหาอาณาจักรของเล่นของตน การมีชายผู้เปี่ยมวิสัยทัศน์ในเรื่องเศรษศาสตร์และการบริหารผู้คนจึงเห็นผลได้ดียิ่งกว่า
เมืองวาลอัลล่าเป็นเพียงหนึ่งเมืองเล็ก ๆ ณ ใจกลางทวีปกูรันก้า ทว่าเมื่ออินดูเอลเริ่มต้นกระจายความรู้ไปยังทั่วโลก เมืองวาลอัลล่ากลับเลือกปกครองด้วยระบอบประธานธิปดีเช่นเดียวกับประเทศสหรัฐ หาใช่ระบอบรัฐสภาภายใต้ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
“แล้วนายคิดว่าทำไมประเทศนอทัสถึงยังคงอิทธิพลในฐานะประเทศมหาอำนาจได้กันล่ะ นายรู้รึเปล่า ?” เมื่อกล่าวจบ โมมิยะจึงเริ่มต้นเอ่ยถามกลับมา
กวีลองครุ่นคิด และจึงได้คำตอบเมื่อวันเวลาล่วงผ่านไปเพียงไม่นานนัก
“พวกเขาคงมีทรัพยากรล้ำค่าที่หาจากที่ไหนไม่ได้สินะ”
พลันได้ยินเช่นนั้น ริมฝีปากของโมมิยะจึงขยับยกขึ้น กลายเป็นรอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยร้อยหมื่นความลึกลับและจึงกล่าวว่า
“ถูกต้อง”
เหตุผลนั้นช่างง่ายดายประหนึ่งการปอกกล้วยเข้าปาก พวกเขามิได้เก่งกาจในเรื่องการเล่นแร่แปรธาตุจึงมิอาจแปรเปลี่ยนทรัพยากรให้กลายเป็นคุณค่า ทว่ากลับมีโชคหล่นทับเพราะตนถือครองทรัพยากรที่มีค่าที่สุด
“มันเรียกว่าแร่อดามันทิก้า” โมมิยะกล่าวพลางเติมเหล้าให้แก่กวี “มันคือแร่ที่มีความสามารถในการสร้างพลังงานขึ้นมาได้ ก็อย่างที่นายรู้ดี พลังงานสร้างไฟฟ้า ไฟฟ้าสร้างเมือง เมืองสร้างชีวิต และชีวิตก็จะสร้างคุณค่า เป็นวัฏจักรที่หมุนวนไปไม่จบไม่สิ้น หากปราศจากพลังงาน นายคิดว่าทุกคนจะอยู่ยังไงกันล่ะ”
เป็นถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่ได้ใจความ เพราะแบบนั้น พลังงานจึงเปรียบเสมือนอำนาจในโลกใบเก่าของพวกกวี
“เด็กพวกนี้ก็เหมือนกัน” เสียงของโมมิยะพลันถูกเปล่งขึ้น ในขณะเดียวกันได้ยื่นมือขวาเข้าแตะศีรษะของเด็กสาวทั้งสองอย่างอ่อนโยน “พวกเธออาจจะเป็นลูกของมหาเศรษฐีสักคนหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นเพียงเด็กที่เกิดขึ้นจากหญิงสาวผู้ค้าประเวณี แน่นอนว่า การที่พวกเธอมีตัวตนอยู่ที่เมืองเจริโน่ ก็หมายความว่าพวกเธอทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นเด็กที่ไม่มีใครต้องการให้ถือกำเนิดขึ้นมานั่นเอง”
ความเป็นจริงอันแสนโหดร้ายมักปรากฏอยู่เพียงเบื้องหน้าเสมอ ยกเว้นเพียงแต่คนส่วนใหญ่กลับปิดตาราวกับความจริงเหล่านั้นมิได้ปรากฏอยู่ตรงหน้า
เด็ก ๆ เหล่านี้ก็เช่นกัน พลันลองย้อนมองดูให้ดี พวกเธอทั้งหมดล้วนแล้วแต่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันแสนอดสู การปล้นฆ่าเพื่อเอาชีวิตรอดถือเป็นเรื่องธรรมดาในมหานคนแห่งเศษซาก
.
< จะว่าไป พอมาลองคิด ๆ ดูแล้ว กลุ่มโจรงูเห่าดำที่ชั้นฆ่าไป รวมไปถึงทุกคนที่ต้องตายท่ามกลางกองเพลิง คนพวกนั้นเองก็มีครอบครัวที่ต้องดูแลเหมือนกันสินะ >
.
กวีย้อนกลับไปเมื่อยามที่ตนจำต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังของซีซ่า ณ ทะเลทรายอาวาเลส เพราะหากลองไตร่ตรองให้ดี พวกเขาเหล่านั้นก็มิได้แตกต่างกัน หนึ่งในนั้นกลับยอมขายเพื่อนเพราะต้องการปกป้องบุคคลผู้เป็นที่รัก
เพียงถึงนั้น กวีกลับหาได้มีทางเลือก เพราะหากตนไม่ลงมือฆ่า สุดท้ายแล้วฝ่ายที่ต้องตายก็คือพวกเขาเอง
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นตราบาป ณ ห้วงลึกของจิตใจ ย่อมเป็นที่แน่นอนว่ากลุ่มโจรงูเห่าดำแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นเสาหลักประจำครอบครัว เมื่อพวกเขาสิ้นใจไปจากโลกใบนี้ คงเป็นที่น่าครุ่นคิดยิ่งนัก ว่าครอบครัวของพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นเช่นไรต่อ
“ชั้นจะดูแลพวกเธอต่อไป อย่างน้อย ๆ ก็จนกว่าพวกเธอจะเติบโตมากพอที่จะดูแลตัวเองได้” โมมิยะกล่าว
“ไม่นึกเลยว่านายจะเป็นคนดีอย่างนี้” กวีเอ่ยพลางเผยยิ้ม การสนทนาของเพื่อนเก่ายังคงดำเนินไปต่อ และแล้วในท้ายที่สุด เช้าวันใหม่ก็เข้ามาแทนที่พร้อมท้องนภาอันสดใสดั่งเช่นทุกวัน
ณ บริเวณใกล้แคมป์พักแรม โมมิยะและเหล่าเด็ก ๆ มายืนส่งกวีที่กำลังจะจากไปในไม่ช้า
“ชั้นจะพาพวกเด็ก ๆ ไปฝึกฝนกันต่อ พวกเราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกราว ๆ หนึ่งเดือน ส่วนนาย หากนายมุ่งเป้าไปการได้รับตรานักบุกเบิก นายก็ควรเดินทางไปยังเมืองวาลอัลล่า แต่ถึงชั้นไม่บอก นายก็คงคิดจะไปอยู่แล้วสินะ”
“ถูกต้อง”
เป้าหมายใหม่ของกวีถูกตัดสินเป็นที่เรียบร้อย เมื่อเดินทางออกจากป่าแห่งนี้ได้สำเร็จ เป้าหมายต่อไปก็คือทิศตะวันออก
ในบรรดาเหล่าแม่หนูตัวน้อยทั้งหมด ชิรายูกิกลับมีแววตาเศร้าสร้อยราวกับต้องการเอ่ยบางสิ่ง
“พวกเราจะได้เจอกันอีกใช่ไหมคะ ?” เด็กสาวรวบรวมความกล้าทั้งหมด และจึงเปล่งวาจาเพื่อกล่าวออกมา
พลันได้ยินเสียง กวีจึงย่อเข่าลงมาให้สายตาอยู่ในระดับกับเธอ มือขวาพลันยื่นออกไปเพื่อลูบศีรษะน้อย ๆ อย่างบางเบา
“ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก โลกใบนี้มันกลมจะตาย อีกไม่นานพวกเราก็ได้เจอกันอีก และเมื่อถึงตอนนั้น เด็กสาวตัวน้อยที่ชั้นเห็นในตอนนี้อาจจะเติบโตกลายเป็นสาวสวยแล้วก็ได้”
ถ้อยคำของกวีสร้างแรงสั่นสะเทือนภายในจิตใจของเด็กสาว ใบหน้าของเธอร้อนฉ่า ใบหูแดงก่ำประหนึ่งเนื้อในของแตงโม เด็กสาวเผยยิ้มขึ้นอย่างอ่อนโยน ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ตนไม่เคยเผยให้ผู้ใดได้ยลโฉมมาก่อนในหนึ่งช่วงชีวิต
ทั้งสองต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศทาง ถึงกระนั้น ทั้งโมมิยะและกวี พวกเขาล้วนแล้วแต่เติบโตขึ้นมาในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง