สวรรค์นิรันดร์กาล

    ตัดความสัมพันธ์

            ร่างของฉางตี้ไม่สั่นสะท้านได้อย่างไรนาม ฉางเทียนคือนามต้องห้ามของตระกูลฉางเขาเป็นคนต้นเรื่องที่ทำให้ตระกูลฉางตกต่ำมาหลานแสนปี

            “ทำไมปรมาจารย์ถึงได้ถามถึงคนทรยศนั่นด้วย”ฉางตี้เผยสีหน้าเย็นชาขึ้นมาทันที

            “ดูเหมือนจะใช่สินะถ้าเช่นนั้นหลุมศพของฉางเซิงก็อยู่ที่นี่สินะ” ฉางเฟิงไม่อธิบายแต่กล่าวถามเพิ่ม

            “ปรมาจารย์ท่านเป็นใครกันแน่ทำไมท่านถึงแซ่ฉางแล้วทำไมถึงถามถึงท่านฉางเซิงและคนทรยศนั่นหรือว่าเจ้าเป็นสายเลือดของเขา”ฉางตี้เผยสีหน้าตกใจและโกรธเกลียดขึ้นมาทันที

            ตระกูลฉางเรียกได้ว่าในยุคที่รุ่งโรจน์เคยมีตัวตนระดับเทพปรากฏขึ้นมาเพียงแต่ภายหลังที่โลกนี้ถูกโจมตีด้วยขุมอำนาจต่างๆตัวตนระดับเทพก็หายไปจนหมดเหลือเพียงจักรพรรดิเซียนในตอนนั้นตระกูลฉางยังเป็นตระกูลที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด

            สุดท้ายเมื่อวังสวรรค์เข้ามาควบคุมและได้เจอกับยอดอัจฉริยะของตระกูลฉางและต้องการจะนำตัวของเด็กคนนั้นเข้าร่วมกับวังสวรรค์ผ่านการแต่งงานเพียงแต่เบื้องหลังกลับต่างออกไป เด็กคนนั้นได้รู้ความจริงที่ว่าวังสวรรค์จะทำให้อัจฉริยะของโลกนี้กลายเป็นทาสรับใช้ของพวกเขาทำให้เด้กคนนี้นำเรื่องมาบอกกับตระกูล

            แต่ตระกูลฉางกลับไม่เชื่อและหาว่าเด็กคนนั้นหลอกลวงเด็กคนนั้นจึงตัดสินใจหนีออกจากตระกูลและตัดขาดกับตระกูลทันทีและสุดท้ายตระกูลฉางที่ปล่อยให้เด็กคนนั้นหนีไปก็ถูกความโกรธของวังสวรรค์ลงทัณฑ์และตกต่ำมาจนถึงทุกวันนี้

            “เจ้าระวังปากเอาไว้ป้างก็ดีนะเป็นแค่เซียนตัวเล็กๆแต่กล้าบอกว่าตัวตนระดับพระเจ้าขั้นสูงเป็นคนทรยศ” เสี่ยวเฮ่ยไม่สามารถทนได้และเผยแรงกดดันออกมา

            “ตูม!!!!!!!!”

            เก้าอี้และโต๊ะทั้งหมดในห้องแหลกเป็นผุยผงในพริบตาส่วนฉางตี้กลับถูกแรงกดดันให้นอนติดพื้นจนไม่สามารถเอ่ยอะไรออกมาได้เลย

            “พอแล้วเสี่ยวเฮ่ยข้าแค่ต้องการมาไหว้หลุมศพของท่านทวดและจากไป ส่วนตระกูลฉางจะคิดอย่างไรไม่เกี่ยวกับข้า”ฉางเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าสงบ

            “หึถ้านายน้อยข้าไม่ห้ามละก็” เสี่ยวเฮ่ยสลายแรงกดดัน

            “หมายความว่ายังไงตัวตนระดับพระเจ้าขั้นสูง” ฉางตี้ไม่สนใจแรงกดดันของเสี่ยวเฮ่ยเลยแต่กลับตกใจกับสิ่งที่เสี่ยวเฮ่ยกล่าวออกมาต่างหาก

            “เจ้ายังไม่เข้าใจอีกงั้นเหรอข้าจะบอกอะไรให้ ในตอนนั้นที่ท่านฉางเทียนหนีออกจากตระกูลของเจ้าเพราะเขารู้ว่าถ้าเขาแต่งเข้าวังสวรรค์เขาจะถูกวังสวรรค์ตีตราประทับทาสและกลายเป็นเครื่องมือของวังสวรรค์ตลอดไปท่านจึงหนีออกจากตระกูล และด้วยพรสวรรค์ของท่านสุดท้ายท่านก็กลายเป็นพระเจ้าขั้นสูงยังไงละเจ้าพวกโง่เขลา”เสี่ยวเฮ่ยเย้ยหยันออกมา

            “พระเจ้าสูงสุดเหอๆ คนทรยศกลายเป็นพระเจ้าสูงสุดงั้นเหรอ แล้วทำไมกันละ แล้วทำไมเขาถึงไม่กลับมาช่วยตระกูลฉางและปล่อยให้ตระกูลฉางตกต่ำถึงเพียงนี้”ฉางตี้คำรามออกมา

            “เพราะกลับมาไม่ได้ยังไงละ”ฉางเฟิงกล่าว

            “หมายความว่ายังไงกลับมาไม่ได้”

            “ท่านตาได้ตายไปแล้วด้วยฝีมือของเผ่ากลืนกิน” ฉางเฟิงกล่าว

            “อะไรนะตายแล้ว เผ่ากลืนกินสังหารเขางั้นเหรอ” ตอนนี้ฉางตี้แน่นิ่งไปแล้วเพราะเขาไม่สามารถปรับอารมณ์ได้ทันอย่างแรก เขาไม่อยากจะเชื่อว่าฉางเทียนจะกลายเป็นถึงตัวตนระดับพระเจ้าซึ่งแม้แต่บรรพชนของตระกูลฉางก็ยังทำไม่ได้สองเหตุผลที่ฉางเทียนต้องหนีไป เมื่อคิดดูดีๆอาจจะเป็นความจริงก็ได้เพราะหลายแสนปีมานี้วังสวรรค์เริ่มที่จะไม่ปิดบังเรื่องนี้แล้ว

            “ตกลงแล้วเป็นพวกเราที่ผิดงั้นเหรอถ้าพวกเรายืนกรานที่จะไม่บังคับเขา ตระกูลฉางก็จะมีระดับพระเจ้าปกป้องงั้นเหรอ”ฉางตี้พึมพำอยู่คนเดียว

            “เจ้าจะคิดยังไงข้าไม่สนพาข้าไปยังหลุมศพของท่านทวดข้าได้แล้ว ข้าไม่อยากจะเสียเวลาอยู่ที่นี่นานนัก”ฉางเฟิงกล่าว

            “ช่างเป็นคำพูดที่ไร้เยื่อใยยิ่งนักเจ้าเองก็ถือว่าเป็นคนตระกูลฉางไม่ใช่รึ” ฉางตีอดจะยิ้มขมขื่นไม่ได้

            ลูกหลานของคนทรยศกลับมากพรสวรรค์ถึงเพียงนี้อายุยังไม่ถึง 20 ปีก็กลายเป็นนักปรุงยาระดับ 8 แถมยังมีผู้คุ้มกันที่แข็งแกร่งอย่างเสี่ยวเฮ่ยอีก

            “ไม่ใช่ว่าเจ้าบอกเองงั้นเหรอว่าท่านตาของข้าคือตนทรยศนั่นเท่ากับว่าข้าเองในตอนนี้ก็ไม่ใช่คนตระกูลฉางของเจ้าแล้ว”ฉางเฟิงกล่าว

            “ฮ่าฮ่า ถึงอย่างไรเลือดในกายของเจ้าก็เป็นของตระกูลฉงอยู่ดี” ฉางตี้กล่าวเห็นได้ชัดว่าฉางตี้เริ่มอยากจะให้ฉางเฟิงกลับเข้าตระกูลฉาง

            “สายเลือดงั้นเหรอถ้างั้นเจ้าดูให้ดีว่าสายเลือดของข้ามันเป็นแบบใหน” ฉางเฟิงปลดปล่อยเขตแดนโกลาหลพร้อมกับสายเลือดถูกปลดปล่อยออกมา

            “เป็นไปไม่ได้พลังโกลาหล นี่เจ้ามีสายเลือดของนายเหนือหัวแห่งโลก” ในฐานะที่เป็นตระกูลโบราณที่มีมาตั้งแต่ยุคของภูติแท้โกลาหลปกครองโลกตระกูลฉางย่อมมีบันทึกอยู่มากมายและรู้ถึงสายเลือดโกลาหล

            “ถูกต้องข้าในตอนนี้แม้จะมีสายเลือดของท่านแม่ซึ่งเป็นคนตระกูลฉางอยู่แต่อีกครึ่งเป็นของท่านพ่อของข้าด้วยสายเลือดนี้ตระกูลฉางยังคิดว่าข้าเป็นคนตระกูลฉางอีกรึ”ฉางเฟิงยิ้ม

            เพราะถ้าวังสวรรค์รู้ถึงสายเลือดของฉางเฟิงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาแน่และถ้าตระกูลฉางคิดอยากให้ฉางเฟิงอยู่ในตระกูลผลที่ตามมาย่อมบอกได้ว่าตระกูลฉางจะต้องถูกทำลายอย่างแน่นอน

            “ฮ่าฮ่า ฮ่า ทำไมสวรรค์ถึงได้ทำกับตระกูลฉางแบบนี้” ฉางตี่เป็นคนฉลาดเขาเข้าใจสิ่งที่ฉางเฟิงจะสื่อทันที

            “เอาละคราวนี้พาข้าไปได้หรือยัง”ฉางเฟิงกล่าว

            “ข้าขอถามอีกข้อมารดาของเจ้าตอนนี้อยู่ระดับใหนแล้วบิดาของเจ้าละ” ฉางตี้ยังไม่หมดหวังขอแค่บิดามารดาของฉางเฟิงยอมออกหน้าช่วยพวกเขาตระกูลฉางก็อาจจะหลุดพ้นจากสภาพนี้ไปได้

            “ท่านแม่ของข้าเองก็อยู่ระดับเดียวกับท่านตาส่วนเรื่องอื่นๆข้าขอไม่ตอบก็แล้วกัน แล้วเจ้าก็ไม่ต้องหวังให้ท่านแม่ของข้ามาช่วยเลยเพราะท่านไม่ได้อยูที่โลกนี้”ฉางเฟิงกล่าวและลุกขึ้นยืน

            ฉางตี้กลายเป็นสิ้นหวังทันทีจากนั้นฉางตี้ก็ได้แต่พาฉางเฟิงเข้าไปในสุสานของบรรพชนซึ่งข้างในมีนามของฉางเซิงอยู่

            ฉางเฟิงก็ไม่รอช้าคุกเข่าก้มลงคารวะ

            “ลูกหลานอกตัญญูวันนี้ข้าฉางเฟิงเป็นตัวแทนของท่านตาและท่านแม่มาขอคมาต่อดวงวิญญาณของท่านทวดแต่ว่าในสายตาของข้าท่านตาไม่ผิด เป็นพวกท่านที่ไม่มองความจริงให้กระจ่างเองในตอนนั้นถ้าพวกท่านตัดสินใจได้ถูกต้องเมื่อท่านตาเผยพรสวรรค์ออกมาและกลายเป็นตัวตนระดับพระเจ้าวังสวรรค์จะกล้าลงมือกับพวกท่านงั้นหรือ แต่จะบอกไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนอยู่ดีเพราะงั้นความสัมพันธ์ของครอบคัวข้าและตระกูลฉางก็ให้มันจบแค่นี้เถอะ”ฉางเฟิงโคกหัวสามครั้งก่อนจะลุกขึ้นและจากไป

            ทิ้งให้ฉางตียืนตกตะลึงไม่เพียงแต่ฉางเฟิงจะมาแค่เคารพศพเท่านั้นแต่ฉางเฟิงกลับคิดตัดความสัมพันธ์กับตระกูลอีกด้วยนั่นหมายความว่าในอนาคตไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉางเฟิงก็จะไม่ยื่นมือมาช่วยเหลือตระกูลฉางอีกแล้ว