‘แล้วตอนนี้เจ้าแมวสองหางตัวนั้นอยู่ไหน’ ลุคถามในเมื่ออูหลินเฟิงฝังยันต์วิญญาณไว้กับแมวสองหางแล้ว อูหลินเฟิงย่อมต้องรู้ถึงตำแหน่งของแมวสองหางอย่างแน่นอน
‘ก็ที่ที่เรากำลังจะไปนั่นแหละ อยู่ภายในคฤหาสน์ของเจ้าเมือง คฤหาสน์แห่งตระกูลเคย์คะอิน’ อูหลินเฟิงตอบ
‘คิดว่าคนพวกนี้จะทำยังไงกับแมวสองหางหรอ?’ ลุคถาม
‘ก็คงพยายามควบคุมวิญญาณ...ทำให้กลายเป็นสัตว์อสูรใต้อาณัติ พี่เนี่ยเคยเล่าให้ฟังถึงอาคมของแต่ละตระกูลว่า ตระกูลเคย์คะอิน มีความถนัดในด้านการควบคุมวิญญาณของผู้อื่น ไม่ว่าจะควบคุมวิญญาณของสิ่งมีชีวิต หรือวิญญาณที่ตายไปแล้ว จึงทำให้ตระกูลเคย์คะอินได้รับหน้าที่ในการปกป้องเมืองวิญญาณแห่งนี้’ อูหลินเฟิงกล่าว ในช่วงแรกที่อูหลินเฟิงเคยพบกับเนี่ยหลุนนอกจากการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบแล้ว เนี่ยหลุนยังคงแนะนำเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับหอคอยวิญญาณให้แก่อูหลินเฟิง ซึ่งนั่นก็รวมถึงข้อมูลของแปดตระกูลใหญ่ผู้ร่วมก่อตั้งหอคอยวิญญาณ
ตระกูลเคย์คะอิน มีความถนัดในศาสตร์อาคมบงการวิญญาณ หากอยู่ในมิติหลักตระกูลเคย์คะอินจะมีความสามารถในด้านการฝึกสัตว์ แต่เมื่ออยู่ภายในเมืองวิญญาณแห่งนี้ตระกูลเคย์คะอิน จะมีความสามารถในการควบคุมดวงวิญญาณทุกดวงภายในเมืองแห่งนี้ ราวกับเป็นราชาแห่งเมืองวิญญาณ
‘แต่ตอนนี้ก็ยังปลอดภัยดีสินะ’ ลุคถามเหมือนโล่งอก
‘หือ? นึกว่าเจ้าจะไม่ชอบมัน’ อูหลินเฟิงกล่าว เพราะตั้งแต่ที่ลุคได้ยินว่าแมวสองหางเป็นตัวการที่ทำให้ค่ายกลป้องกันของแต่ละตระกูลทำงาน ลุคก็ดูไม่ค่อยชอบขี้หน้าของแมวสองหาง
‘ก็ไม่ได้ชอบซะหน่อย แค่…ตัวมันนิ่มดีเท่านั้นเอง’ ลุคบอกพร้อมกับทำท่านึกตอนที่กำลังอุ้มแมวตัวนั้น ขนที่นุ่มฟูของแมวสองหางมันช่างสุดยอดจริงๆ
‘ขนของพวกหมาป่าขนเพลิงก็นุ่มนะ’ อูหลินเฟิงบอก
‘ไม่อะ...ของแมวตัวนั้นนุ่มกว่าเยอะเลย’ ลุคบอก
‘งั้นหรือ’ อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับนึกถึงตอนที่อุ้มแมวส่งให้หวังจื่อฉี ขนของมันนุ่มมากจริงๆ
หลังจากที่เดินทางได้ระยะหนึ่ง ทั้งหมดก็เดินทางมาถึงคฤหาสน์ของตระกูลเคย์คะอิน
“ข้าพาคนมาตามคำสั่งของท่านเจ้าเมือง” หวังจื่อฉีแสดงป้ายคำสั่งของเจ้าเมืองให้กับทหารที่อยู่หน้าประตูของคฤหาสน์
“เข้าไปได้” เมื่อเห็นป้ายคำสั่งของเจ้าเมืองทหารหน้าประตูก็ให้เข้าไปอย่างง่ายดาย ประตูที่เคยปิดอยู่ของคฤหาสน์เจ้าเมืองค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ จากนั้นก็ได้มีวิญญาณของชายชราปรากฏขึ้นมาตรงหน้าทางเข้าของตระกูล
“ขอต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ข้าพ่อบ้านจ้าว จะมานำทางให้กับท่าน รบกวนตามเข้ามา” ชายชรานามพ่อบ้านจ้าวกล่าว จากนั้นก็ได้เดินนำอูหลินเฟิงและลุคเข้าสู่ภายในคฤหาสน์ เหล่ามือปราบที่ตามมาตลอดจนถึงตอนนี้กลับไม่เข้ามาภายในคฤหาสน์แห่งนี้ รวมถึงกงซุนจ้าวที่ตามมาก็ไม่ได้เข้ามาเช่นเดียวกัน
‘พวกนั้นไม่ตามเข้ามาด้วย’ ลุคกล่าวเมื่อเห็นว่านอกจากพวกเขาแล้วคนทั้งหมดต่างหยุดอยู่หน้าประตูไม่ยอมเข้ามาภายในนี้สักคน
“พ่อบ้านจ้าว มีแค่พวกเรางั้นเหรอที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป” อูหลินเฟิงหันไปถามพ่อบ้านจ้าว
“นายท่านไม่ค่อยชอบใครเข้ามาวุ่นวายในคฤหาสน์ คนที่อยู่ภายในคฤหาสน์แห่งนี้มีเพียงนายท่าน ข้า คนรับใช้อีกไม่กี่คน เพราะแบบนี้คนที่จะเข้ามาได้ต้องเป็นคนที่ได้รับอนุญาตก่อนเท่านั้น” พ่อบ้านจ้าวกล่าว
“อย่างนี้นี่เอง” อูหลินเฟิงกล่าว
‘ทั้งๆ ที่คนในตระกูลน้อยขนาดนี้ แต่กลับสามารถรู้เรื่องที่เกิดขึ้นภายในเมืองนี้ได้อย่างรวดเร็วงั้นหรือ’ อูหลินเฟิงคิดดูจากจำนวนคนที่อยู่ภายในคฤหาสน์แห่งนี้คงมีไม่เกินสิบคน แต่ถึงแบบนั้นเจ้าเมืองแห่งนี้กลับสามารถรับรู้เรื่องที่เขาได้รับศิลาวิญญาณหนึ่งพันก้อนในครั้งเดียว
เมื่อเดินตามพ่อบ้านจ้าวไปเรื่อยๆ ก็เข้าเขตสวนของ คฤหาสน์ อูหลินเฟิงและลุค ก็เห็นชายวัยกลางคนกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ ทั้งๆ ที่ทำท่าทางสบายๆ แต่ว่าชายวัยกลางคนตรงหน้ากับกำลังแผ่รัศมีของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นออกมาจางๆ เหมือนกับว่ากำลังบอกว่าตนเองคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดภายในเมืองวิญญาณแห่งนี้
“คารวะท่านเจ้าเมือง/คารวะท่านเจ้าเมือง” อูหลินเฟิงและลุคกล่าวพร้อมกับทำท่าทางเคารพเคย์คะอิน ชินจิเจ้าเมืองแห่งนี้อย่างนอบน้อม
“เจ้าคนไหนกัน ที่ได้รับศิลาวิญญาณถึงหนึ่งพันก้อน” เจ้าเมืองวิญญาณถามโดยที่ไม่หันมามองเลยแม้แต่น้อย
“เป็นข้า อูหลินเฟิง ขอรับ” อูหลินเฟิงกล่าว
“ส่วนผมชื่อ...” ลุคที่กำลังจะแนะนำตัวเองแต่ว่าก่อนที่เขาจะพูดจบ เจ้าเมืองวิญญาณก็ได้หันมาก่อนพร้อมกับกล่าวแทรกขึ้นมาว่า
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะเป็นสายเลือดของราชวงศ์โชติช่วงที่มีเปลวเพลิงจิตวิญญาณฟินิกซ์สินะ” เคย์คะอินชินจิ ถามพร้อมกับหันมามองอูหลินเฟิงโดยที่ไม่ได้สนใจลุคเลยแม้แต่น้อย
“อะ อ้าว” ลุคที่โดนเมินก็ได้แต่ส่งเสียงออกมาโดยไม่สามารถทำอะไรได้
“ก็ไม่เชิงขอรับ” อูหลินเฟิงไม่ตอบรับแล้วก็ไม่ปฏิเสธคำพูดของเคย์คะอินชินจิ... เคย์คะอิน ชินจิมองท่าทางที่เหมือนจะไม่ยอมรับว่าเป็นสายเลือดของตระกูลเฟิ่งหวงของอูหลินเฟิงแล้วกล่าวว่า
“ดูเหมือนเจ้าจะไม่ค่อยยอมรับสายเลือดของตัวเองสินะ...ไม่แปลกคงเพราะพวกราชวงศ์โชติช่วงไม่ยอมรับบุตรนอกตระกูล แต่ว่าไม่ต้องห่วง..นับตั้งแต่ที่เจ้าได้ตายลงไปพันธะของโลกคนเป็นก็ไม่เกี่ยวกับเจ้าอีก และ เมื่อเจ้าสามารถเดินทางเข้ามาภายในเมืองแห่งนี้ได้ หลังจากนี้เจ้าก็จะกลายเป็นประชากรของเมืองวิญญาณ เป็นพี่น้องของพวกเราเหล่าดวงวิญญาณภายในเมืองแห่งนี้” เคย์คะอินชินจิกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นราวกับว่าเขาคือเจ้าเมืองที่มีจิตใจเมตตา
“ต้องขอขอบคุณที่ให้การยอมรับพวกข้าอย่างรวดเร็วเช่นนี้” อูหลินเฟิงกล่าว
“ยอมรับอะไรกัน..เจ้ากับข้าต่างก็เหมือนกันเป็นดวงวิญญาณที่ตายไปแล้วเช่นเดียวกัน” เคย์คะอินชินจิกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเช่นเดิม
“ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเหตุ เจ้าเมืองอย่างท่านถึงต้องการพบกับข้า” อูหลินเฟิงถาม
“ข้าก็แค่ได้ข่าวว่า มีคนที่ได้รับศิลาวิญญาณหนึ่งพันก้อนจากการมอบพลังให้แก่เสาคงสภาพเขตแดนภายในครั้งเดียว การที่เจ้าได้รับศิลาปริมาณมากขนาดนั้นแสดงให้เห็นว่าปริมาณพลังวิญญาณของเจ้าเป็นรองเพียงแค่ข้าเท่านั้น” เคย์คะอินชินจิกล่าว
“งั้นหรือขอรับ ข้าไม่รู้เลย”
“จริงๆแล้ว...ข้าก็มีข้อเสนอให้กับเจ้า” เคย์คะอินชินจิกล่าว จากนั้นก็เดินนำอูหลินเฟิงไปยังโต๊ะข้างๆ สวน ที่มีชาเตรียมไว้อยู่แล้ว เคย์คะอินชินจิค่อยๆ รินชาอย่างสบายใจ
“ข้อเสนออะไรงั้นหรือขอรับ” อูหลินเฟิงถามพร้อมกับทำท่าร้าวกับกำลังสนใจ
“มาทำงานให้กับข้า ด้วยพลังวิญญาณที่มหาศาลของเจ้าหากทำงานภายในสำนักมือปราบ คงจะส่งผลดีต่อเมืองวิญญาณแห่งนี้ไม่น้อย และ เจ้าที่เป็นดวงวิญญาณมาใหม่ภายในเมืองแห่งนี้ก็จะได้รับสถานะที่ดีขึ้น” เคย์คะอินชินจิกล่าว
“เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจไม่น้อย แต่ว่าในตอนนี้ข้ายังไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองวิญญาณแห่งนี้ เป็นไปได้หรือไม่ที่ข้าจะเก็บข้อเสนอนี้ไปคิดก่อน” อูหลินเฟิงกล่าวไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่ตอบรับในทันที ทำท่าทางเหมือนกับกำลังนึกคิดอย่างหนัก
“ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” เคย์คะอินชินจิตอบออกมาอย่างใจกว้าง
“ขอบคุณในความใจกว้างของท่าน” อูหลินเฟิงกราบพร้อมกับทำท่าทางคารวะอีกฝ่าย
“ท่านเจ้าเมืองเป็นไปได้หรือไม่ที่ข้าจะ ขอถามคำถามท่านสักสองสามข้อ” อูหลินเฟิงกล่าว
“ย่อมได้ หากเจ้าคิดจะถามคำถามเกี่ยวกับเมืองวิญญาณแห่งนี้ ก็ถามถูกคนแล้วข้าคือคนที่รู้เรื่องราวทุกสิ่งทุกอย่างภายในเมืองแห่งนี้” เคย์คะอินชินจิกล่าว
“ท่านรู้จัก หวังชุน เรย์อินมาโกะ และ เรย์อินมากิ หรือไม่” อูหลินเฟิงพร้อมกับจ้องมองไปยังใบหน้าของอีกฝ่าย ใช้พลังของครึ่งก้าวเจตจำนงแห่งวิญญาณสังเกตความเคลื่อนไหวของอณูวิญญาณรอบๆ ตัวของเคย์คะอินชินจิ
“เจ้ารู้จักพวกเขาด้วยงั้นเหรอ” แทนที่จะได้รับคำตอบแต่ว่าเคย์คะอินชินจิ กลับถามอูหลินเฟิงกลับมาแทน
“พวกเขาคือสหายของข้าที่เสียชีวิตก่อนข้า ข้าจึงคิดว่าดวงวิญญาณของพวกเขาอาจจะมาปรากฏที่นี่” อูหลินเฟิงกล่าว
“ดวงวิญญาณของพวกเขามาที่นี่ก่อนพวกเจ้าไม่นาน แต่ว่าตอนนี้พวกเขากำลังติดอยู่ภายในเขตแดนของตระกูลตัวเอง” เคย์คะอินชินจิกล่าว
“เป็นเพราะแมวสองหางงั้นหรือขอรับ” อูหลินเฟิงถาม
“ใช่..พวกเขาอยู่ในตระกูลของตนเองตอนที่แมวสองหางเข้าไปทำให้ค่ายกลป้องกันทำงาน” เคย์คะอินชินจิกล่าว
“แล้วมีวิธีไหนบ้างที่จะปลดค่ายกลป้องกันพวกนั้น ข้าอยากพบพวกเขาอีกครั้ง” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับทำท่าทางราวกับกำลังเป็นห่วงสหายของตนเอง
‘แสดงละครเก่งอะ ไม่ได้สนิทกับพวกนั้นมากมายแท้ๆ’ ลุคกล่าวออกมาผ่านจิตวิญญาณของทั้งสอง
‘เงียบซะ’ อูหลินเฟิงตอบ
“ค่ายกลป้องกันของแต่ละตระกูลจะมีเงื่อนไขการปลดออกแตกต่างกัน บางตระกูลขอเพียงมีสายเลือดเดียวกันก็สามารถปลดผนึกเขตแดนได้อย่างง่ายดาย แต่บางตระกูลก็ไม่สามารถปลดได้ น่าเสียดายที่ต่อให้ข้าเป็นเจ้าเมืองก็ไม่อาจใช้พลังของตนเองเปิดค่ายกลป้องกันของแปดตระกูลใหญ๋ ตระกูลอื่นได้ คงต้องทำให้เจ้าผิดหวังแล้ว” เคย์คะอินชินจิกล่าว จากนั้นก็ค่อยๆ รินชามอบให้แก่อูหลินเฟิง แต่ว่ากลับไม่ได้มอบให้ลุค
‘เมินกันอย่างสมบูรณ์เลยจริงๆ’ ลุคคิด
“รับไปมันคือชาที่ช่วยทำให้จิตวิญญาณสงบลง” เคย์คะอินชินจิกล่าว
“ขอบคุณขอรับ” อูหลินเฟิงรับชามา จ้องมองชาในมือเล็กน้อยจากนั้นก็ดื่มชานั้นลงไป เคย์คะอินชินจิจ้องมองชาที่ไหลลงคอของอูหลินเฟิงอย่างพึงพอใจ
“รสชาติดีมาก” อูหลินเฟิงกล่าวชม
“ใช่ไหม ข้าชื่นชอบชานี้ยิ่งนัก” เคย์คะอินชินจิกล่าว
ในระหว่างที่กำลังคุยกันอูหลินเฟิงสามารถสัมผัสได้ว่าส่วนลึกของแก่นวิญญาณของตนเองกำลังถูกบางสิ่งบางอย่างแทรกแซง ในตอนนั้นเองภายในแก่นวิญญาณของอูหลินเฟิงก็เหมือนกับว่ากำลังมีบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว เมื่ออูหลินเฟิงรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวนั้นก็ส่งสมาธิส่วนหนึ่งไปยังแก่นวิญญาณทันที
‘ปรสิต?? หรือว่าวิชาควบคุมวิญญาณของเคย์คะอินคือการใช้ปรสิตควบคุม?’ อูหลินเฟิงคิด พร้อมกับมองภาพของปรสิตวิญญาณที่กำลังค่อยๆ คืบคลานเข้าหาแก่นวิญญาณของตนเอง
‘คิดจะใช้ปรสิตควบคุมวิญญาณของข้า ต่อให้เป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ก็ถือว่าโง่เขลายิ่งนัก’ อูหลินเฟิงคิด ไม่เกรงกลัวการควบคุมวิญญาณเลยแม้แต่น้อย นั่นก็เพราะว่าส่วนลึกของแก่นวิญญาณของเขาได้รับการพิทักษ์จากเศษเสี้ยวพลังของหัวใจแห่งเทพรังสรรค์
เมื่อปรสิตกำลังจะเข้าใกล้แก่นของวิญญาณได้ ภายในแก่นวิญญาณของอูหลินเฟิงกับปรากฏเสียงร้อง และ คำรามของสัตว์อสูรสามตน หนึ่งคือมังกรเหมันต์ สองคือวิหคขนฟ้า สามคือหงส์เพลิง สัตว์อสูรทั้งสามพุ่งตัวออกมาจากแก่นวิญญาณประชันหน้ากับปรสิตที่กำลังจะคืบคลานเข้าไป
‘อย่าให้มันตาย เพียงแค่ควบคุมตัวมันไว้ก็พอ’ เสียงของอูหลินเฟิงดังกึกก้องภายในแก่นวิญญาณของตัวเอง หากว่าปรสิตนี้เป็นวิชาของเคย์คะอินชินจิจริงๆ การทำลายปรสิตก็จะทำให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าปรสิตนี้ไม่อาจทำอะไรเขาได้ และอาจจะลงมืออย่างรุนแรงมากขึ้นก็ได้ เพราะฉะนั้นอูหลินเฟิงจึงคิดที่จะทำให้อีกฝ่ายนึกว่าสามารถควบคุมเขาได้แล้ว
..
..
จบตอน