ป้อมเซดีน ป้อมที่มีอาณาเขตใหญ่โต ราวกับเมืองป้อมปราการ สถานที่แห่งนี้ เคยสู้รบกับพวก เผ่าราโด นับหมื่นมาแล้ว ทุกปีตอนฤดูหนาว ชาวเมือง เอเซล จะอพยพ มายังเมืองแห่งนี้ แต่ปีนี้ใกล้ฤดูหนาวแล้ว กลับยังไม่มีใครอพยพมาเลย ทำให้ข้าหลวงเซน รู้สึกแปลกใจมาก เพราะถึงเวลานี้ของทุกปี เขาต้องกดราคาของ โดยเฉพาะเสบียงกรัง จำพวกข้าว และมันฝรั่ง ให้เหลือราคาถูกๆ
" นี่ มิร่า ข้าจะส่งเจ้าไปเป็นทูตที่เมืองเอเซล ซะหน่อย เพื่อดูการเปลี่ยนแปลง " ข้าหลวงเซน กล่าวพร้อมกระแอมกระไอ
" ได้เลย ดันนะ ซามะ (ได้เลยนายท่าน ) " มิร่าสาวสวยหุ่นดี วัย 22 ปีกล่าวแก่ ข้าหลวงเซน จอมละโมบ
3 วันถัดมา....
มิร่า ก็ได้เป็นราชทูตเดินทางไปเมืองเอเซลโดยทางเรือ และนำเงินติดมาเพียงเล็กน้อย เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของเมือง เอเซล ที่ เจ้าหญิง แลนเวีย ปกครองอยู่ สิ่งแรกที่ ราชทูต มิร่า ต้องแปลกใจเมื่อ เท้าเหยียบ ท่าเรือ เมืองเอเซล สิ่งนั้น คือ บะหมี่เกี๊ยวหมูแดง ที่มีแท่งไม้อันเล็กๆหน้าตาประหลาดสองอันวางอยู่
" นี่มันอะไรกัน น่ะ เถ้าแก่ " ราชทูต มิร่ากล่าว เธอ เคยเห็นแต่ช้อน กับส้อม แต่ๆไม่เคยเห็นไม้สองแท่งนี้ ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างประณีต จนเธอต้องมองจนตาค้าง
" สิ่งนี้ เรียกว่า ตะเกียบ ยังไงล่ะ ท่านทูต เจ้าหญิง แลนเวียของเราเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นมา" เถ้าแก่ จาง อธิบาย อย่างคล่องแคล่ว ด้วยภาษาไทยที่เขาภูมิใจ ตอนนี้การระบาดของภาษาไทย แพร่กระจายไปทั่วพื้นที่เมือง เอเซล จนไปถึงป้อมปราการเซดีนแล้ว ราชทูต มิร่า เธอเลยรู้ภาษาไทยนิดหน่อย
จ๊อก จ๊อก จ๊อก
เสียงท้องของ ราชทูตมิร่า กับ คณะเดินทาง ดังเป็นจังหวะ พวกเขาไม่เคยกินบะหมี่เกี๊ยวหมูแดงมาก่อนและไม่เคยใช้ เจ้าสิ่งนี้ ที่เรียกว่า ตะเกียบมาก่อนเลย
" เถ้าแก่ เอา บะหมี่เกี๊ยวหมูแดงมา 100 จานโลด " มิร่าสั่งบะหมี่ อย่างลืมตัว เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เมือง เอเซล จะสามารถ ผลิต เส้นบะหมี่ได้แล้ว แถมยังเริ่มสร้างคอกเลี้ยงหมูแล้ว
30 นาทีต่อมา....
"มาแล้วจ้า บะหมี่เกี๊ยว แสนอร่อย เชิญรับประทานกันเลย " เถ้าแก่จาง วางบะหมี่เกี๊ยวทั้ง 100 จานบนโต๊ะ เพื่อให้ราชทูต มิร่ากิน พร้อมมอบ ตะเกียบไม้สีดำอย่างดีให้ราชทูต มิร่าอีกคู่หนึ่ง
ราชทูต มิร่า กินไป ถามไป จนรู้ว่า ตอนนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ ไปทำงาน วางหิน เชื่อมกำแพงเดิมทั้ง 3 ด้านให้เชื่อมต่อกัน ทำให้ การทำนาในฤดูนี้ถึงมีแต่เด็ก กับผู้หญิงที่ทำนา
' ไม่ได้แล้ว ข้าต้องรีบไปหยุดยั้ง เจ้าหญิง แลนเวีย ฮิเมะ ก่อนที่เธอจะสร้างกำแพงเสร็จ '
ทว่า......
เมื่อ ราชทูต มิร่า ขึ้นมาบนปราสาท เพื่อขอเข้าพบเจ้าหญิงแลนเวีย สายตาของเธอ ก็ต้องตกใจ กับสิ่งก่อสร้างประหลาด แบบเดียวกับ กำแพงเมืองจีน ในโลกของแลนเวีย ฮิเมะ ที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว มันถูกเชื่อมกันทั้งสามด้านด้วย ผงแร่มัลติคอล ที่มีความยึดติดสูง เหมาะสำหรับทำปูนซีเมนต์ และยิ่งต้องแปลกใจกว่านั้น ที่เห็นเหล่า กริฟฟิน กำลังขนหิน โบยบิน อยู่บนฟ้ามากมาย
" ท่านมาทันเวลาพอดีท่านทูต วันนี้เป็นวันที่ กำแพงเมือง เอเซล เสร็จพอดี โดยความช่วยเหลือ ของเหล่ากริฟฟิน " แลนเวีย ฮิเมะ กล่าวอย่างภาคภูมิใจที่สามารถสร้างกำแพงเมืองได้ไวเช่นนี้
ราชทูต มิร่า ปาดเหงื่อเย็นเชียบออกจากใบหน้า ตั้งแต่เธอเหยียบย่างมายังเมืองนี้ ทุกอย่างดูเปลี่ยนไป หลังจากการปกครองของ แลนเวีย ฮิเมะ จน เธอเอง รู้สึก อึ้ง ทึ่ง เสียว อย่างบอกไม่ถูก มิร่า เธอค่อยๆระงับความตกใจแล้ว พูดเพื่อผลประโยชน์ ของป้อมปราการเซดีน
" เรามาที่นี่ เพื่อซื้อเสบียง กลับไปยังป้อมปราการเซดีน เราคิดว่า เราจะซื้อได้ในราคาถูกกว่าปีก่อน เพราะปีนี้ ข้าวล้นตลาด เมือง เอเซล เราเห็นร้านบะหมี่เกี๊ยวหมูแดง เปิดอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด " ราชทูต มิร่า กล่าวเสียงตะกุกตะกัก
" ขอโทษทีนะ ราชทูต มิร่า เราหันไปขายกับ พอร์ต รอยัลแล้ว เมื่อเร็วๆนี้ คาโต้ ทหารคนสนิท ของพี่ชาย มาซื้อข้าวของเราเอาไปลงเรือกองโตเลยทีเดียว" แลนเวีย ฮิเมะ กล่าว กับราชทูตมิร่า อย่างได้เปรียบ
" ถ...ถ้างั้น ท่านจะไม่ค้าขายกับทางป้อมเซดีนแล้วเหรอ " มิร่า พยายามเค้นเสียงพูดออกมา
" เปล่า เรายังคงค้าขายกับ ป้อมปราการเซดีนอยู่ดี แต่พวกท่าน ต้องซื้อในราคาสูงขึ้นกว่านี้ ไม่ใช่กดราคาชาวเมืองของเรา " แลนเวียฮิเมะ พูดด้วยรอยยิ้มอันชั่วร้าย เพราะตอนนี้ ดูเหมือนราชทูต มิร่า จะกล้าๆ กลัวๆ แล้ว ตั้งแต่เธอมาเห็น กองทัพ กริฟฟิน และกำแพงเมือง ของแลนเวียฮิเมะ
" เราจะซื้อในราคาที่สูงขึ้น แต่ข้าขอกลับไปหารือ กับ ข้าหลวงเซน ก่อนนะ "
" ตกลง แต่ไวๆนะ ไม่งั้น สินค้าของเราจะไปขายที่ พอร์ต รอยัล หมด 55555+ " แลนเวียฮิเมะ หัวเราะชอบใจ ที่สามารถเอาคืน ทางป้อมปราการเซดีนที่ชอบกดราคา ข้าวของเมืองเอเซล ดีนัก และนี่ถือเป็นการดัดหลังทูต มิร่า ครั้งแรก ก่อนการสถาปนาเมือง เอเซล เป็นเขตปกครองพิเศษ
เมื่อ ราชทูตมิร่า ถอยกลับออกไปจากปราสาทแล้ว ไรชินก็เดินเข้ามา ตบไหล่ แลนเวีย ฮิเมะ แล้วกล่าวว่า
" พระองค์ จะไม่ทำเกินไปหน่อยเหรอ ถึงยังไง ทางป้อมเซดีนก็เป็นลูกค้าเก่าที่เราควรทะนุถนอมไว้นะ "
แลนเวีย ฮิเมะ ประสานมือ แล้วกล่าวตอบไรชิน ด้วยแววตาคมกริบ ของราชันย์นักการค้า
" เราต้องทำแบบนี้เพื่อให้ประชาชนของเรา ซื้อของได้ในราคาตลาด และสามารถขายของได้ในราคายุติธรรม ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทางป้อมเซดีน ได้ประโยชน์จากเราไปมากแล้ว"
" แต่ถ้าทางป้อมเซดีนแกล้ง เราล่ะ เช่นการไม่นำเข้าสินค้าทุเรียนมาโก้ และปล่อยให้มันเน่าเสีย ตอนนี้เป็นหน้าทุเรียนมาโก้ กำลังสุกงอมพอดี อย่าลืมว่า ชาวบ้านชาวเมืองของเราเป็นเกษตรกรกัน ส่วนใหญ่เลยนะ " ไรชินยังคงค้านเสียงแข็ง
" ทางป้อมปราการเซดีนต่างหากต้องมาง้อเรา เพราะคนเราต้องกินทุกวัน วันละสามมื้อ นายคิดว่า พวกเขาจะหยุดกินได้เหรอไรชิน และถ้าไม่ซื้อจากทางเรา พวกเขาก็ต้องไปซื้อจากคนอื่นในราคาแพง " แลนเวีย ฮิเมะ อธิบาย
" แล้วแต่ พระประสงค์ ฝ่าบาท กระหม่อมเพียงเตือนถึงภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ หากทางป้อมเซดีน โกรธเคือง และยกทัพมาโจมตีเมืองเอเซลนี่ " ไรชินกล่าวเตือน
" ไม่ต้องห่วงไปหรอก ข้าได้ให้ แม่ทัพอูกุสไปสืบมาแล้ว ทางป้อมปราการเซดีน มีประชาชน 3หมื่น แต่มีทหาร พันเดียว ไม่กล้าบุ่มบ่ามยกมาตีเราที่มีทหารถึง สองพันได้หรอก โดยเฉพาะ เมื่อมาเห็นกองทัพกริฟฟินของเราพวกเขา ก็ดูจะกลัวเกรงอย่างมาก จนถึงมากที่สุด " แลนเวีย ฮิเมะ ฮุบยิ้มเจ้าเล่ห์ลง แล้วเริ่มหยิบกระดาษมาห่อไฟจากเทียน
" ท่านกำลังจะทำอะไรน่ะ องค์หญิง " ไรชินถามด้วยความสงสัย
" ในเมื่อกระดาษห่อไฟไม่มิด สู้เราประกาศให้ทางป้อมเซดีนรู้ไปเลยว่า ต่อจากนี้เราจะไม่ยอมให้พวกเขากดขี่อีกแล้วดีกว่า " เมื่อแลนเวีย ฮิเมะกล่าวจบ เธอก็ดึงผ้าคลุมไหล่ที่มีฮู้ดปิดหน้าอยู่ด้วยมาใส่แล้วกล่าวกับไรชินอีกว่า
" ข้าจะไปส่ง ราชทูต มิร่าที่ท่าเรือ เจ้าจะไปด้วยกันไหม "
" พ่ะย่ะค่ะ "
แล้วไรชินกับแลนเวียฮิเมะ ก็แอบไปส่งราชทูตมิร่าที่ท่าเรือ พวกเขามองดูจนเรือของราชทูตมิร่าลับตา แล้วค่อยไปกิน บะหมี่เกี๊ยวหมูแดงที่ร้านเถ้าแก่จาง ร้านเดียวกับราชทูต มิร่าไปกิน.....จบ
****************************************************************ก็จบกันไปแล้วกับตอนพิเศษตอนนี้นะครับ จะเห็นว่าแลนเวียฮิเมะ เป็นคนไม่ค่อยชอบให้ใครมากดราคาสินค้าของตน แล้วก็ ชอบคิดสิ่งแปลกใหม่มาให้ราษฎ์ร อย่าง บะหมี่เกี๊ยวหมูแดง กับตะเกียบ ที่คนในต่างโลกยังไม่รู้จัก เอาล่ะครับ ไว้เจอกันในโอกาสหน้า จ้ายเจี้ยน เก้อเว้ย