บันทึกประวัติศาสตร์แคว้นต้าเยว่ รัชสมัยของราชาเยว่เทียนหง ปีที่ 12 เกิดเหตุการณ์นองเลือดสำคัญ จวนท่านอ๋องใหญ่ เยว่เทียนหลี พระเชษฐาในรัชกาลปัจจุบันถูกวางยาพิษ ทั้งนายบ่าว สนมกำนัล รวมถึงอ๋องน้อยทั้งหลาย สามร้อยกว่าชีวิตไม่มีผู้ใดรอดพ้นจากความตาย !
เหตุการณ์ครั้งนี้นำมาซึ่งความระส่ำระสายในราชสำนักอย่างมาก ด้วยเหตุที่หนึ่งในเชื้อพระวงศ์ที่สิ้นพระชนม์ไปนั้น มีท่านชายน้อย เยว่ฉีเฉียน ว่าที่รัชทายาทวัยสี่ขวบปี ที่องค์ราชาทรงหมายตาจะรับเป็นบุตรบุญธรรมรวมอยู่ด้วย
การสืบหาตัวคนร้ายดำเนินไปเพียงไม่ถึงหนึ่งวัน อ๋องรองเยว่หลี่เหมินถูกจับกุมตัวได้ เขาให้การรับสารภาพว่าได้ส่งยาพิษเข้าจวนอ๋องหลีด้วยตนเอง ทว่าสาเหตุที่แท้จริงของการลงมือนั้นกลับถูกปกปิดเป็นความลับ
ภายในท้องพระโรงกว้างเงียบสงัดราวกับห้องที่ว่างเปล่า ข้าราชบริพารหลายร้อยคนด้านในนั้น ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจา แม้แต่ลมหายใจยังไม่กล้าจะปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ เหตุเพราะบุรุษรูปงามบนบัลลังก์ทองยามนี้มีสีหน้ามืดครึ้มอย่างมาก แรงกดดันแผ่ซ่านจากวรกายสูงด้านบนกระจายอยู่หนาแน่นในบรรยากาศ .. ทำให้พวกเขาหวาดหวั่น แต่ละคนล้วนภาวนาอยากหายร่างไปจากที่แห่งนี้ ด้วยไม่อยากเผชิญหน้ากับโทสะจากองค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่ของตน
สิ่งที่เดียวยังปลอบประโลมใจพวกเขาได้นั่นคือ เรื่องที่ตนเองมิใช่เป้าหมายของสายตาเย็นเยือกคู่นั้น ในบรรดาคนทั้งหลายที่ยืนอยู่เบื้องล่าง ร่างที่คุกเข่าอยู่ตรงกลางนั้นต่างหากคือผู้โชคร้ายที่แท้จริง
ดวงตาสีเทาเกือบดำจับจ้องนิ่งยังร่างของพี่ชายคนรองอย่างเย็นชา ทว่านอกจากอาการสั่นเทาจนหน้าซีดเล็กน้อย เยว่หลี่เหมินกลับยังสามารถนั่งตัวตรงอยู่ได้ ช่างน่านับถือในความกล้าหาญของอ๋องรองผู้นี้ยิ่งนัก
“เจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่ ?” เสียงทุ้มเย็นเยือกเอ่ยทำลายความเงียบลงในที่สุด เยว่หลี่เหมินสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะเงยหน้าประสานสายตากับองค์ราชาของตนอย่างเด็ดเดี่ยว
“ข้ามิได้ทำอะไรผิด แค่ฆ่าคนที่สมควรตายเท่านั้น” ยามเผชิญหน้ากับมัจจุราช น่าแปลกที่เขากลับมิได้หวาดกลัวสักเท่าไหร่ ในเมื่อไม่กลัวความตายยังมีสิ่งใดให้ต้องกลัวอีกเล่า
“สมควรตาย… ? หึ… เพียงเพราะข้าเลือกฉีเฉียน บุตรชายของพี่ใหญ่ ให้รับตำแหน่งรัชทายาท เพียงเท่านั้นก็เป็นความผิดแล้วหรือ ?” ร่างสูงลุกขึ้นจากบัลลังก์ เดินลงมาหาผู้เป็นพี่ชายทีละก้าว ขณะที่เสียงทุ้มนิ่งยังคงเอ่ยต่อไป
“คิดจะใช้วิธีนี้บีบบังคับให้ข้าไม่มีทางเลือก ต้องให้บุตรของเจ้ารับตำแหน่งรัชทายาทแทนหรือ.. ? คนเจ้าเล่ห์เลือดเย็น แม้แต่หลานตัวเล็กๆที่ไร้ความผิดยังเข่นฆ่าได้ ท่านคิดว่าข้าจะปล่อยท่านไป..?”
เสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ร่างของเยว่หลี่เหมินมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะกล่าวว่าไม่กลัว ทว่าเมื่อเงาในชุดสีดำพาดผ่านมา ผู้เป็นพี่ก็ยังรู้สึกหนาวจนตัวสั่น แรงกดดันจากร่างสูง ทำให้เขาต้องพยายามเค้นเสียงออกจากลำคออย่างยากลำบาก
“..ข้าบอกเมื่อใดว่าข้าฆ่าท่านชายเฉียน … ที่เด็กนั่นต้องตายก็เพราะเจ้าต่างหาก.. !!” ประโยคนี้ทำให้เยว่เทียนหงนิ่งชะงักไป
“เยว่เทียนหง ข้ารู้ว่าเจ้าแค้นพวกเรามานาน ทว่า ทั้งที่พี่ใหญ่คือผู้ที่รังแกเจ้ามากกว่าใคร เคยวางแผนลอบสังหารเจ้ามาเท่าไหร่ ….เขาเป็นคนโหดเหี้ยมเลือดเย็นเพียงใด เจ้าย่อมรู้ดีที่สุด เหตุใดยามคัดเลือกรัชทายาทจึงเลือกบุตรของเขา…?” เหตุผลนี้เจือด้วยความคับแค้นใจ เมื่อได้เอ่ยออกมาแล้ว เยว่หลี่เหมินก็ไม่คิดเก็บเรื่องอื่นไว้ในใจอีก
“หลานชายสี่ขวบที่ดูอ่อนแอนุ่มนิ่มผู้นั้น.. เจ้าคิดว่ามันจะเป็นเช่นนั้นตลอดไปหรือ ลูกสุนัขไม่อาจกลายเป็นมังกร เหตุผลนี้เจ้าไม่เข้าใจ ?!”
“เจ้ารู้หรือไม่ หลังจากข่าวการแต่งตั้งรัชทายาทแพร่ออกไป คนในจวนเยว่เทียนหลีจองหองพองขนเพียงใด คำสั่งกักบริเวณของเจ้ากลายเป็นลมปาก พวกมันอยากไปไหนก็ไปได้ ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวาง … พวกมันมาหาเรื่องข้า ยึดสมบัติของข้า เหยียดหยามคนของข้า แม้กระทั่ง….. เปิดโอกาสให้มัน ลอบวางยาไร้บุตรให้ข้าและบุตรชายทุกคน !”
“อะไรนะ ?!” เสียงฮือฮาดังขึ้นจากรอบด้าน เหล่าขุนนางเริ่มหันมาพูดคุยกันด้วยสีหน้าเป็นกังวล เรื่องนี้ร้ายแรงเกินไปแล้ว สายเลือดราชวงศ์เยว่ ตระกูลหนึ่งถูกสังหารจนสิ้น อีกตระกูลก็ถูกวางยาไร้บุตร !!
ราวกับกลัวเรื่องราวจะไม่ชัดเจน เยว่หลี่เหมินจึงเอ่ยซ้ำความเดิมอีกครั้งด้วยน้ำเสียงคั่งแค้นใจ “ในเมื่อมันทำให้ข้าสิ้นทายาท ข้าก็จะให้มันสิ้นตระกูลเช่นกัน !”
สิ้นทายาท ?!… คำนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถานการณ์ในแคว้นต้าเยว่ ไม่มีผู้ใดไม่ทราบว่าฝ่าบาทไม่สนิทเสน่หาเหล่าสตรี ทั้งยังถึงขั้นรังเกียจ พวกเขาทำใจแล้วว่าคงไม่ได้เห็นรัชทายาทที่กำเนิดจากองค์ราชาเป็นแน่
ดังนั้นการที่เชื้อสายมังกรสองตระกูลที่เหลือต้องจบสิ้นลงเช่นนี้ ย่อมจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาล เหล่าขุนนางบ้างแตกตื่น บ้างหวาดหวั่นจนคุกเข่าลงร่ำไห้ ทว่าขุนนางส่วนใหญ่กลับเริ่มคิดวางแผนการณ์ล่วงหน้าไปไกลว่าจะหาประโยชน์จากสถานการณ์นี้ได้เช่นไรบ้าง
แน่นอนว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบสูงสุด และสับสนวุ่นวายใจที่สุดย่อมไม่พ้นเยว่เทียนหง บุรุษผู้สูงศักดิ์ที่สุดในแผ่นดินนี้
“ออกไปให้หมด !” ผู้เป็นราชาตวาดสั่งเสียงลั่น เพียงเท่านั้น เสียงพูดคุยปรึกษาก็หยุดฉับลงทันที เหล่าขุนนางคำนับผู้เป็นราชาด้วยท่าทางร้อนรน แล้วรีบถอยออกจากท้องพระโรงไป เยว่เทียนหงรู้ดีว่า เหล่าขุนนาง ก็เพียงแค่เปลี่ยนสถานที่พูดคุยปรึกษากันก็เท่านั้น
เมื่อไม่มีคนนอกเหลืออีก ดวงตาสีเข้มก็มองพี่ชายของตนและเอ่ยคาดคั้นอีกครั้งอย่างจริงจัง
“เจ้าและบุตรชายไม่อาจมีทายาทได้แล้วจริงหรือ ?”
“หึหึ.. ข้ายังต้องโกหกเรื่องเช่นนี้เพื่อเหตุใด !?” เยว่หลี่เหมินแค่นเสียงหัวเราะออกมาด้วยความคับแค้นใจ
“น้องสี่.. เจ้ารู้หรือไม่.. เยว่เทียนหลีที่เจ้าว่าเลวนั้น เลวกว่าที่เจ้าคิดมาก เจ้าคิดว่าเขายินดีให้บุตรผู้นั้นของเขาเป็นรัชทายาทจริงหรือ ทันทีที่เจ้าเลือกเด็กนั่น เยว่เทียนหลีก็ลอบวางแผนเอาชีวิตบุตรผู้นั้นของตนไว้แล้ว…!”
“คนใกล้ตัวเช่นนั้น..คิดกำจัดเมื่อใดก็ย่อมได้ ฉะนั้นอย่างไรคนแรกที่พี่ใหญ่คิดกำจัดก็ยังเป็นข้า… คงเพราะเขาไม่ไว้ใจว่า วันหน้าเจ้าอาจเปลี่ยนใจด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง ดังนั้นเขาจึงลอบซื้อตัวคนในตำหนักข้า.. วางยาไร้บุตรให้ข้าและบุตรชายทุกคน สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ในตำหนักล้วนถูกวางยาด้วยเช่นกัน ต่อให้มีบุตรชายออกมาได้ก็จะเป็นหมันตั้งแต่กำเนิด !” เล่าถึงตรงนี้ เยว่หลี่เหมินก็กำมือแน่นด้วยความเคียดแค้น
บุรุษผู้สูงศักดิ์ถูกทำให้กลายเป็นคนไร้ทายาท หากมิใช่เขาคิดแลกชีวิตแต่แรก เรื่องน่าอับอายเช่นนี้คงไม่อาจเล่าให้ผู้ใดฟังได้ จำต้องเก็บไว้จนตายไปอย่างไม่เป็นธรรมเท่านั้น
“เมื่อข้าถูกวางยาแล้ว มันจึงเริ่มแผนกำจัดคนในตำหนักของตนเองทั้งหมด โดยป้ายสีความผิดทั้งหมดมาที่ข้า กล่าวหาว่าข้าอยากครองบัลลังก์ …ยาพิษพวกนั้นก็เป็นพี่ใหญ่ลอบซื้อไว้ในนามคนสนิทของข้า ทั้งยังเตรียมยาพิษที่อ่อนสักหน่อยไว้สำหรับตนเอง จากนั้นก็แสร้งทำเป็นว่าตนเองรอดตายมาได้เพียงคนเดียว”
“หลังจากที่ข้าถูกประหาร บุตรชายในตระกูลไร้ความสามารถสร้างทายาท… เยว่เทียนหลีย่อมกลายเป็นตัวเลือกเดียวทีเหลืออยู่ นอกจากแต่งตั้งมันเป็นรัชทายาทแล้วเจ้าก็ไม่มีทางอื่น”
“หึ …. โชคดีที่ข้าเองก็มีสายไว้ในตำหนักของมันเช่นกัน แม้จะลำบากอยู่บ้าง ทว่าหลังจากทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว ที่ข้าทำก็แค่ … สับเปลี่ยนโอสถของมันให้แรงกว่าเดิม.. ฮ่าฮ่าฮ่า…มันคงไม่คิดว่ายาที่กรอกเข้าปากตัวเองจะเป็นยาพิษร้ายแรง สภาพการตายมันตายทรมานกว่าลูกๆ ของมันด้วยซ้ำ !”
เยว่เทียนหงเฝ้ามองพี่ชายคนรองที่หัวเราะพลาง เล่าเรื่องพลางอย่างบ้าคลั่ง ด้วยความรู้สึกที่ปนเป ทั้งผิดหวัง เห็นใจ โกรธแค้น และที่มากที่สุดคงเป็นความสิ้นหวัง
เยว่หลี่เหมินหัวเราะจนพอใจ จากนั้นราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาแดงฉานตวัดกลับมามองน้องชายผู้สูงศักดิ์ และตะโกนใส่เขาอย่างเคียดแค้น
“เยว่เทียนหง …แท้จริงทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากเจ้า หากเจ้าไม่แต่งตั้งบุตรของมัน .. มันหรือจะเรืองอำนาจจนทำกับข้าได้เช่นนี้ เป็นเจ้าที่ทำร้ายข้า !!”
“เจ้า… ทั้งที่รู้ว่าเขาจะวางยาพิษฆ่าคนในตำหนักกลับไม่แจ้งทางการ มีความผิดเช่นกัน” เยว่เทียนหงเอ่ยเสียงนิ่ง สิ่งที่รับรู้ทำให้สมองของเขาทำงานช้าลงชั่วขณะ
“ธุระอะไรของข้า ?”
“กระจกรัตติกาลก็ไม่อาจไร้นาย มิเช่นนั้นมันจะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ถึงเวลานั้นใต้หล้าย่อมเกิดความโกลาหลไปทั่ว… การกระทำของพวกเจ้าทั้งสองคือการทำร้ายคนทั้งแผ่นดิน !!”
“ก็ยังมีเจ้าไม่ใช่หรือ ?” เยว่เทียนเหมินเอ่ยสวนทันที ทำให้ร่างสูงนิ่งชะงักไป
“ที่จริงข้าไม่เข้าใจเจ้ามาตลอด แต่ไรมาเจ้าไม่เคยรับสตรีใดเข้าวัง ไม่เคยแม้กระทั่งแสดงความพอใจหญิงใด ต้องการทายาทเหตุใดจึงไม่ลงมือเองเล่า… หากมิใช่เจ้าอ้อมไปมา บางทีข้าและพี่ใหญ่อาจยังมีมิตรภาพต่อกัน ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเป็นสุขกว่านี้ก็ได้” เยว่หลี่เหมินเอ่ยด้วยน้ำเสียงรำพึงรำพัน ดวงตาแห้งผากมองไปไกล ย้อนนึกถึงอดีตที่พวกเขายังเด็ก เคยร่วมกันกลั่นแกล้งทำร้ายเยว่เทียนหงอย่างสามัคคี … สุดท้ายกลับต้องมาเข่นฆ่ากันเองเช่นนี้
“เจ้าอยากฆ่าก็ฆ่าเถิด..”
ราชาแห่งต้าเยว่นิ่งเงียบไปนาน … สายเลือดตระกูลเยว่เหลือไม่มากแล้ว อย่างไรก็ต้องรักษาเอาไว้
“หู่เอ้อ…” เพียงเสียงทุ้มเอ่ยเรียก ร่างของชายวัยกลางคนผมสั้นสีอ่อนก็ปรากฏตัวคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเขาทันที
“ตามหมอหลวงมา .. ตรวจอ๋องรองและท่านชายทั้งหมดในจวนเหมิน กำชับเหล่าขุนนางอย่าได้พูดมาก ผู้ใดแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป มีโทษประหาร !”
เรื่องนี้ร้ายแรงอย่างมาก มีผลกระทบในวงกว้าง หากมีผู้ไม่หวังดีทราบถึงความไม่มั่นคงของราชบัลลังก์ แผ่นดินคงระส่ำระสาย
ไม่นานหมอหลวงชราผู้หนึ่งก็เข้ามารายงานผลให้เขาได้ทราบ โอสถที่พวกเขาได้รับคือพิษแม่หม้ายอำมหิต… ทำลายความสามารถในการให้กำเนิดบุตรของเพศชายได้อย่างราบคาบ แม้ภายนอกดูไม่แตกต่างทั้งยังสามารถปฏิบัติกิจได้เป็นปกติ…ทว่าอวัยวะภายในส่วนที่ใช้สร้างน้ำพิสุทธิ์ของพวกเขานั้นเสียหายไปนานแล้ว …
กล่าวให้ชัดก็คือแม้จะเสร็จสมได้ ทว่าก็ไม่อาจหลั่งน้ำพิสุทธิ์ออกมา นั่นหมายความว่า ไม่อาจมีทายาทจากพวกเขาได้อีกแล้ว..
ความหวังในการสืบทอดสายเลือดราชสกุลเยว่ในยามนี้ ขึ้นอยู่กับเยว่เทียนหงผู้เดียวเท่านั้น !
ฟ่งหลิงหลวน พระชนนีแห่งต้าเยว่ทราบเรื่องราวแล้วเช่นกัน.. สีหน้าของนางมีความวิตกกังวลอย่างมาก.. หากเลือกได้นางไม่อยากไปพบเยว่เทียนหงในเวลานี้เลย…. ทว่าหากนางไม่ทำ ยังจะมีผู้ใดในแผ่นดินที่สามารถพูดเรื่องเช่นนี้กับเขาได้ สุดท้ายฟ่งหลิงหลวนจึงจำต้องฝืนใจไปพบบุตรชายสักครั้ง
เมื่อเห็นผู้เป็นบุตรชายนั่งหลับตานิ่งอยู่หลังโต๊ะทรงอักษร ใบหน้างดงามดังเทพดูอ่อนแรงและเหนื่อยล้าอย่างหาได้ยาก บรรยากาศที่ส่งออกมาทำให้มารดาไม่อาจทำใจเอ่ยสิ่งที่ควรพูดออกไปได้อีกแล้ว…. ฟ่งหลิงหลวนเดินเข้าไปใกล้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนปลอบประโลมว่า
“ลูกแม่.. ไม่ต้องกดดันเพียงนั้น …อย่างมากพวกเราหาเชื้อพระวงศ์สายรองสักคนมาดีหรือไม่ ?”
“จ้าวเมืองซ่งอดีตสืบเชื้อสายจากปู่น้อยของเจ้า ยังมีอดีตองค์หญิงแคว้นฝูเคยมีสัมพันธ์ลับกับท่านลุงรองของเจ้า มีข่าวลือว่าพวกเขามีบุตรลับๆด้วยกันหนึ่งคน พวกเราลองสืบดูไม่แน่อาจพบสายเลือดต้าเยว่ของเราแอบซ่อนอยู่ที่ใดสักที่หนึ่ง” ยิ่งพูดผู้เป็นมารดาก็ยิ่งรู้สึกถึงความเป็นไปได้ น้ำเสียงจึงกระตือรือร้นอย่างมาก ทว่าเยว่เทียนหงกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆตอบรับ ร่างสูงยังคงหลับตานิ่ง เอ่ยกับมารดาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“กระจกรัตติกาลไม่อาจยอมรับสายเลือดที่เจือจางเพียงนั้นเป็นนายได้ และสายเลือดของพวกเขาไม่อาจแบกรับพลังของมันได้เช่นกัน ไม่ทันสร้างพันธะสัญญาร่างพวกเขาก็จะแตกสลายไปก่อนแล้ว”
ผู้เป็นมารดามองบุตรชายผู้เย็นชาของตนอย่างเจ็บปวดใจ นางถูกแยกจากเขานับสิบปี กว่าจะพบกันอีกครั้งก็ถูกทำให้เปลี่ยนไปเพราะกระจกรัตติกาลนั่น ทว่าอย่างไรก็ตาม เยว่เทียนหงก็ยังคงเป็นบุตรชายคนเดียวของนาง เป็นผู้ที่นางรักและห่วงใยที่สุดในโลกใบนี้… หากมีสิ่งใดที่ทำให้เขามีความสุขได้ นางยอมแลกทุกอย่างแม้ชีวิตของตัวเอง
“เจ้ามีสตรีที่พอใจมิใช่หรือ ให้ตบแต่งเข้ามาเถิดไม่ว่าเป็นผู้ใด….แม่ล้วนยอมรับทั้งสิ้น”
“ไม่ว่าผู้ใด… จริงหรือพะย่ะค่ะ ?” ริมฝีปากงดงามเผยยิ้มเยาะหยัน
ภาพหญิงสาวในดวงใจตนเองผู้นั้นสวมชุดเจ้าสาวยืนอยู่ข้างกายวาบขึ้นมาในสมองอย่างอดไม่ได้ ภาพที่พวกเขาช่วยกันเลี้ยงดูบุตรจนเติบใหญ่ ภาพที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับนางในทุกๆวัน แค่คิดใจของเขาก็แทบละลายลงไปด้วยความสุขแล้ว
‘หากเรื่องของข้ากับนางเป็นไปได้ มันจะดีสักเพียงใด ?’ คำถามนี้ผุดขึ้นในใจ พร้อมกับฉากนองเลือดอันโหดร้ายยามบิดากลายเป็นปีศาจบ้าคลั่งก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง …
ด้วยนิสัยของมู่เชียนที่ให้ความสำคัญกับเขาเพียงนั้น แม้แต่ยามนี้นางยังไม่คิดลงมือ หากกลายเป็นสามีภรรยานางย่อมไม่มีทางทำร้ายเขาแน่ …..ทว่าตัวเขาเองกลับต่างออกไป
ทุกวันนี้ทั้งที่ได้เพียงคอยมองอยู่ไกลๆ เขายังทั้งรักและหวงแหนนางเพียงนี้ หากได้ผูกพันลึกซึ้งไม่รู้ความรู้สึกเหล่านี้จะมากขึ้นอีกกี่เท่า
เมื่อนั้นยามเขาบ้าคลั่งเขาคงไม่มีวันปล่อยนางไป… ลูกของเขากับนาง คงเป็นดวงใจของเขาเช่นกัน และก็ย่อมไม่มีวันรอดพ้นไปได้
ไม่ต้องเอ่ยถึงว่านี่คือแคว้นต้าเยว่ สถานที่ที่อยู่ใกล้กับกระจกรัตติกาลที่สุดอีกด้วย มารนั่นคือสิ่งเดียวในโลกที่เขาไม่สามารถปกป้องนางจากมันได้
ดังนั้นไม่ว่าวันหน้าเขาจะแต่งงานกับใครก็ไม่อาจเป็นมู่เชียน !
“ขอบพระทัยเสด็จแม่ แต่ลูกไม่อาจยอมรับได้” เขาไม่อาจทำใจให้นางต้องมาอยู่ในสถานที่อันตรายเยี่ยงนี้…
นางคือดวงดาวที่สุกสว่างที่สุดในใจของเขา และที่ที่นางควรอยู่ก็คือบนท้องฟ้าที่ไกลแสนไกล มิใช่อยู่ใกล้กับตัวอันตรายเช่นเขา !
ได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยปฏิเสธ ฟ่งหลิงหลวนก็ทราบได้ทันทีว่า คงเพราะสตรีผู้นั้นไม่อาจอยู่ต้าเยว่ได้ เท่านี้นางก็พอเดาได้แล้วว่าคนในใจบุตรชายผู้นั้นเป็นใคร ความรักของพวกเขาไม่มีวันเป็นไปได้ ตราบใดที่กระจกรัตติกาลยังอยู่..
เวลาของเยว่เทียนหงเหลือน้อยลงทุกวัน .. นางจะปฏิบัติภารกิจสำเร็จก่อน หรือเขาจะถูกปราณมืดกลืนกินจิตวิญญาณไปก่อน.. เยว่เทียนหงไม่กล้ามั่นใจแม้แต่น้อย
‘ไม่มีทางเลือกอีกแล้ว…’ ร่างสูงลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาสีเทาเย็นชาราบเรียบราวกับร่างไร้วิญญาณ…
“รบกวนเสด็จแม่จัดการตามความเหมาะสมเถิดพะย่ะค่ะ ” ในเมื่อไม่อาจเป็นนางได้ จะเป็นผู้ใดก็ไม่ต่างกัน…..
#เราจะผ่านด่านเคราะห์ไปด้วยกัน….
จะพยายามอัพถี่ๆเพื่อให้ผ่านไปเร็วๆ ฮืออออออออ