เนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ

    49 ยันต์ธาตุเพลิง

            จินลี่หยางมองเฉินอี้และขมวดคิ้ว“เจ้ามายืนทำอันใดอยู่ตรงนี้หรือ”

            “เอ่อ…ข้า…คือ….” เฉินอี้ไม่รู้จะตอบจินลี่หยางว่าอย่างไรดี

            จินลี่หยางดึงเฉินอี้ให้เข้ามาในห้องและเดินไปหยิบเสื้อมาคลุมตัวให้เขา“ออกมานอกห้องด้วยเสื้อผ้าเพียงเท่านี้ เจ้าอยากหนาวตายหรืออย่างไร”

            เฉินอี้นั้นพอลงจากเตียงได้ก็ออกมาทั้งชุดที่ใส่นอนมิได้ใส่เสื้อคลุมเพิ่มเพราะมัวแต่ตื่นเต้นเรื่องยันต์ปัญจธาตุ

            “ตัวเจ้าเย็นเกินไปแล้ว”จินลี่หยางขมวดคิ้วและเดินไปหยิบผ้าห่มมาคลุมตัวเฉินอี้ทับอีกชั้นหนึ่งจนเหลือแค่ใบหน้าโผล่ออกมาเฉินอี้จึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตอนนี้เขาหนาวมากเพียงใด

            “เอ่อ….พี่ลี่หยาง ข้าทำให้ท่านตื่นใช่หรือไม่ขอรับ”เฉินอี้กล่าวน้ำเสียงเกรงใจ

            “เปล่าหรอก ข้าตื่นอยู่ก่อนแล้ว”

            เฉินอี้ขมวดคิ้ว“ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ได้ยิน…..”

            “อืม ข้าได้ยิน”

            เฉินอี้ทำหน้าไม่ถูกได้แต่คิดว่าพี่ลี่หยางจะหาว่าเขาเป็นคนบ้าหรือเปล่านะที่มายืนพูดคนเดียวอยู่หน้าห้องของเขาแบบนี้

            “เมื่อครู่เจ้าคุยกับใคร” จินลี่หยางเอ่ยถาม

            เฉินอี้ไม่ตอบ

            “ตอบมาเถิด ข้าเชื่อเจ้าทุกอย่าง” จินลี่หยางกล่าว

            เฉินอี้ลังเลเล็กน้อยแล้วจึงตัดสินใจตอบเขา“ข้าคุยกับวิญญาณผู้พิทักษ์ของท่านกับเหล่าจางขอรับ”

            จินลี่หยางพยักหน้าน้อยๆ“ที่ชื่อตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยใช่หรือไม่”

            “ขอรับ” เฉินอี้พยักหน้าและมีสีหน้าดีขึ้น

            “ได้ยินว่าเจ้าเห็นภาพนิมิตหรือ”

            “ใช่ขอรับ” เฉินอี้ขยับตัวและยกแผ่นยันต์ทั้งห้าใบให้เขาดู“เป็นอักขระยันต์ปัญจธาตุขอรับ”

            จินลี่หยางรับมาดูแต่ละแผ่นมีลวดลายที่แตกต่างกัน ลายเส้นพู่กันสวยงามแต่แข็งแกร่งและชัดเจน

            “ยันต์พวกนี้ทำอันใดได้บ้างหรือ” จินลี่หยางเอ่ยถาม

            “ข้ายังต้องศึกษาเพิ่มเติมขอรับและระหว่างนี้ก็จะมีนิมิตเพิ่มเติมเข้ามาเรื่อยๆจนกระทั่งข้าเข้าใจและใช้ได้คล่องเหมือนกับยันต์เกราะคุ้มภัยขอรับ”

            จินลี่หยางยิ้มและใช้สองมือจับหน้าเฉินอี้เอาไว้“ตัวอุ่นขึ้นแล้วนะ”

            เฉินอี้ยิ้มและพยักหน้า

     

            ตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยที่ยืนอยู่นอกห้องรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างเฉินอี้เองก็รู้สึกเช่นกัน

            เฉินอี้ผละออกจากมือของจินลี่หยางและวิ่งไปหาตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยจินลี่หยางมองตามเฉินอี้ด้วยความงุนงง

            “เฉินอี้ เป็นอันใดไป” จินลี่หยางร้องถาม

            “อาหลิ่ง!”เฉินอี้กล่าวออกมาและวิ่งกลับไปทางห้องของตนเองพร้อมกับหลิวซูเจี๋ยแต่ยังไปไม่ทันถึงห้อง อีกาตัวหนึ่งก็บินออกมาจากห้องของเฉินอี้โดยมีของบางสิ่งอยู่ที่จะงอยปากของมัน

            “เฉินอี้! อีกาตัวนั้นมันเอาขวดแก้วหลิวหลีไปแล้ว!” หลิวซูเจี๋ยร้องบอก

            เฉินอี้นั้นมองไม่เห็นขวดแก้วแต่เขาเห็นกลุ่มก้อนไอปิศาจที่ก่อตัวเป็นรูปอีกา

            เฉินอี้นึกโมโหตนเองที่มิได้หยิบขวดแก้วหลิวหลีติดตัวมาด้วยเพราะตอนนอนเขาวางขวดแก้วไว้ที่ข้างหมอนและรีบร้อนลุกขึ้นมาเขียนอักขระยันต์

            เขานึกถึงว่านกู่เซียวที่อยู่ในห้องหากเข้าไปหยิบตอนนี้ก็คงจะออกมาไม่ทันอีกาปิศาจตัวนี้เป็นแน่

            เฉินอี้หยุดยืนอยู่บนระเบียงชูยันต์ทั้งห้าใบขึ้นมาและกล่าวคำที่อยู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา“พลังทักษิณศึกยันต์ธาตุเพลิงผลาญ!”

            เมื่อกล่าวจบอักขระยันต์ทั้งห้าใบก็สว่างเรืองรองขึ้นเฉินอี้รู้สึกถึงไอร้อนสายหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในตัวและกลับออกไปอยู่ที่ยันต์ใบหนึ่งจากทั้งหมดห้าใบยันต์ใบนั้นส่องแสงสีส้มเรืองรองเป็นลวดลายอักขระของธาตุเพลิงจากนั้นมันก็พุ่งออกจากมือของเฉินอี้ไปที่อีกาปิศาจตัวนั้นทันที

            อีกาที่กำลังบินอยู่กลางอากาศพลันถูกลูกไฟพุ่งชนและลุกไหม้จนไอปิศาจของมันหายไปจนหมดเหลือเพียงควันและกลิ่นเหม็นไหม้เท่านั้น

            ขวดแก้วหลิวหลีหลุดร่วงลงมาจากกลางอากาศและกำลังลอยลิ่วลงสู่พื้นด้านล่างตงเปียนรีบส่งพลังเคลื่อนย้ายสิ่งของไปที่ขวดแก้วหลิวหลีร่ายเวทย์นั้นทันทีเฉินอี้มองเห็นไอพลังที่เรืองแสงครอบคลุมขวดแก้วนั้นอยู่เขาจึงรีบยื่นมือออกไปคว้ามันไว้ด้วยกลัวว่าขวดแก้วจะตกกระทบพื้นและเป็นอันตรายกับอาหลิ่งที่อยู่ด้านใน

            “เฉินอี้!!” จินลี่หยางเรียกเขาเสียงลั่นอย่างตื่นตระหนกและรีบพุ่งไปคว้าตัวเฉินอี้เอาไว้ได้เพราะทางที่เฉินอี้ยื่นมือออกไปคือบันไดขั้นบนสุดของชั้นสอง

            เฉินอี้รับขวดแก้วไว้ในมือได้พอดีกับที่จินลี่หยางดึงตัวเขาเอาไว้ก่อนที่เฉินอี้จะหน้าทิ่มตกบันไดลงไป

            ทั้งสองคนนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นจินลี่หยางนอนหอบแฮ่กเหงื่อตก ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นมามองเฉินอี้ที่นอนอยู่ข้างๆ และกล่าวด้วยน้ำเสียงโมโห

            “เฉินอี้!ทำอันใดของเจ้า เจ้าเกือบตกบันไดตายแล้วนะ!”

            “พี่ลี่หยาง ท่านเห็นหรือไม่! เมื่อครู่ข้าใช้ยันต์ธาตุเพลิงได้ข้าช่วยอาหลิ่งได้ ข้าไล่ปิศาจตัวนั้นไปได้ด้วย!”เฉินอี้ชูขวดแก้วให้จินลี่หยางดูและยิ้มหน้าบานทั้งที่ยังนอนอยู่บนพื้นจินลี่หยางที่แม้ว่าจะยังมีความโกรธคุกรุ่นอยู่ แต่พอเห็นหน้าเฉินอี้ตอนนี้แล้วก็ยังอดขำไม่ได้

            “ใต้เท้าจิน เฉินอี้ พวกเจ้าทำอันใดกันอยู่เนี่ย”จางฝูลู่ที่มายืนอยู่เมื่อใดก็ไม่รู้เอ่ยถามทั้งสองคนพลางยืนมองทำตาปริบๆ

            จินลี่หยางรีบดันตัวขึ้นและดึงเฉินอี้ให้ยืนขึ้นมาด้วยกัน“เมื่อครู่เฉินอี้เกือบตกบันได ข้าเลยคว้าตัวเขาเอาไว้”จินลี่หยางกล่าวกับจางฝูลู่ที่แปลกประหลาดมาทางพวกเขา

            “เมื่อครู่นี้มันคืออะไรกันน่ะ”ซุนเฉิงที่เดินออกมาจากห้องเช่นเดียวกันเอ่ยถามขึ้นอีกคนหนึ่ง“ข้าเห็นลูกไฟกลางอากาศ”

            จินลี่หยางกับจางฝูลู่หันมามองหน้าเฉินอี้ที่ยังยืนยิ้มอยู่ “พี่ลี่หยาง เหล่าจางเมื่อครู่ท่านเห็นหรือไม่ ข้าใช้ยันต์ธาตุเพลิงจัดการปิศาจ”เฉินอี้กล่าวไปก็หัวเราะไปด้วย

            “หืม? ปิศาจหรือ” ซุนเฉิงทำหน้างง

            “ใช่ๆ ข้าใช้ยันต์นี่….”เฉินอี้หันไปพูดกับซุนเฉิงแต่ถูกจางฝูลู่เอามือปิดปากเขาไว้เสียก่อน

            “สงสัยอาอี้จะละเมอแล้ว ข้าพาเขาเข้าห้องก่อนนะ” จางฝูลู่ลากเฉินอี้ที่ยังหัวเราะคิกคักอยู่พาเขาเดินเข้าห้องไป

            ซุนเฉิงหันมามองหน้าจินลี่หยางแทน“หัวหน้าจิน เมื่อครู่นี้....”

            “เฉินอี้ลืมเสื้อคลุมไว้ ข้าเอาไปคืนให้เขาก่อนนะ”จินลี่หยางถือเสื้อเดินตามจางฝูลู่เข้าไปในห้อง

            เอ๋? เสื้อตัวนั้นก็เป็นของหัวหน้าจินมิใช่หรือซุนเฉิงขมวดคิ้วและหันไปมองกลางอากาศที่เขาเห็นลูกไฟเมื่อครู่พลางเกาศีรษะของตนเองด้วยความงุนงง