“สวัสดีทุกคน”
เสียงสดใสพูดขึ้นเมื่อเขาร้องเพลงจบ ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลนั้นเลื่อนออกจากใบหน้าของฉันและกวาดตามองไปยังแฟนเพลงของพวกเขา สำเนียงภาษาไทยแปลกๆ ที่ออกมาจากปากเขาทำให้ฉันอยากหัวเราะแต่ฉันคิดว่าคนอื่นคงไม่เห็นด้วยแน่ถ้าฉันหัวเราะออกมาและอาจโดนรุมยำได้ =_=
ให้ตายสิ คิดถึงตอนนั้นจัง…
“ยินดีที่ได้พบกับพวกคุณในวันนี้” นักร้องนำพูด “ขอบคุณที่มาโงน – เอ่อ – แงน – เอิ่ม What do I have to say?” (เอิ่ม นี่ฉันต้องพูดว่าอะไรนะ)
“You should say ‘งาน’, not แงน” (นายควรพูดว่า งาน ไม่ใช่ แงน)
นายมือกลองกระซิบเสียงดังก่อนที่นายมือเบสจะหลุดหัวเราะ เมื่อฉันได้ลองสังเกตดีดีแล้ว ตอนนี้พวกเขาดูดีมากเลยงั้นสินะ ดูดีกว่าตอนที่เราได้เจอกันซะอีก…
“ขอดบคุณที่มางานของเราวันนี้ – และเราดีใจมากที่ได้พบทุกคน” เขายิ้มกว้าง “ขอขอบคุณอีกครั้งคร้าบ”
“Hay, I think you need to learn how to speak Thai, dude” (เฮ้! ฉันว่านายน่าจะเรียนวิธีการพูดภาษาไทยนะเพื่อน)
“and you should focus more than just remember. lol” (และนายควรจะตั้งใจให้มากกว่าแค่จำมันเฉยๆ นะ ฮ่าๆ)
ต้นหอมดูปลื้มอกปลื้มใจที่นักร้องนำอย่างเขาพูดภาษาไทยใส่พวกเรา และแน่นอน แฟนคลับทุกคนปลื้มทั้งหมด โดยเฉพาะฉัน
“เธอเห็นเขาแล้วใช่ไหมของขวัญ” ต้นหอมพูดอย่างตื่นเต้น “เธอก็เห็นว่า เอเดน น่ะ หล่อแค่ไหน”
“อ่า… ใช่” ฉันลากเสียง “เขาก็ดูโอเคนะ”
“แกมันคนโกหก ไอ้ขวัญ!” ต้นหอมแยกเขี้ยว “ฉันไม่เคยเห็นเลยมั้งว่าแกจ้องเขาตาค้างแค่ไหนน่ะ”
“หุบปากเลยนะ ยัยบ้า!”
ต้นหอมหัวเราะและในที่สุดคอนเสิร์ตก็จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ ฉันและต้นหอมเดินออกมาด้านนอกพร้อมกับหยอกล้อกันไปมาอย่างสนุกสนาน – เพียงแต่ฉันคิดว่านี่มันคือเื่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาก่อน แบบนั้นแล้วมันจะทำให้มีอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมาหรือเปล่านะ
“ไอ้ขวัญ! ฉันว่าฉันเห็นเขา --”
ยังพูดไม่ทันจบดี ต้นหอมก็วิ่งพรวดพราดออกไปอย่างรวดเร็วจนฉันใ เมื่อกี้ยัยนี่บอกว่าเห็นอะไรนะ ‘เขา’ ที่ว่านั่นมันใคร? แล้ววิ่งตามไปแบบนั้นก็ได้เหรอ!
“ไอ้หอม!" ฉันร้อง “นี่แกบ้าไปแล้วเหรอออ!!”
ฉันร้องแล้ววิ่งตามเพื่อนตัวดีไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ยังเห็นแผ่นหลังเธอไวๆ อยู่ด้านหน้า โอ้ย! นี่ฉันมาเป็เพื่อนกับยัยบ้านี่ได้ยังไงนะ ให้ตายสิ (ได้ข้าวว่าตอนต้นเื่เพิ่งจะซาบซึ้ง)
“แกจะไปไหนเนี่ย!” ฉันพูดเมื่อต้นหอมหยุดวิ่งและมองหาอะไรสักอย่างและวิ่งออกไปอีกรอบโดยไม่ได้ตอบอะไรฉันสักคำ “ทำไมฉันถึงยังถามอะไรแบบนี้อยู่วะเนี่ย! – ต้นหอม!!!!”
ฉันวิ่งตามเธอไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งฉันพบว่าต้นหอมยืนแอบอยู่หน้าประตูบานหนึ่งราวกับว่ากำลังแอบดูอะไรบางอย่างอยู่ยังไงอย่างนั้น แต่ฉันไม่ได้สนใจและเดินเข้าไปหาเธออย่างรวดเร็ว – ฉันล่ะอยากจะบีบคอยัยนี่จริงๆ เลย!
“ต้นหอม!" ฉันพูดพร้อมกับเอามือกุมท้องด้วยความเหนื่อยหลังจากวิ่งตามมาเป็เวลานาน “เป็อะไรของเธอเนี่ย! นี่เธอ – "
แล้วยัยเพื่อนตัวดีก็เอามือขึ้นมาปิดปากฉันอย่างรวดเร็ว!
“เงียบก่อนสิ” ต้นหอมกระซิบ “พวกเขาอยู่ตรงนั้น”
ว่าแล้วเธอก็พยักพเยิดไปด้านในห้อง เมื่อมองตามเข้าไปก็พบว่าวงไซเรนกำลังนั่งรวมตัวกันอยู่ภายในห้องหรูหราสไตล์ยุโรป บนโต๊ะมีเบียร์สี่ห้ากระป๋องวางอยู่พร้อมกับเครื่องเคียงอีกมากมาย – สมาชิกวงไซเรนหัวเราะและพักผ่อนหย่อนใจกันอย่างสบายอารมณ์
“แต่เราไม่สมควรอยู่ที่นี่!” ฉันดึงมือของต้นหอมออกและกระซิบเสียงแข็ง นี่สินะสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าเราเลือกอะไรที่ต่างจากเดิมในอดีต "พวกเรากำลังรุกล้ำความเป็ส่วนตัว เธอไม่เข้าใจเหรอ!"
ต้นหอมไม่ตอบแต่กลับตั้งใจฟังบทสนทนาของพวกเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ
“I cant believer was the last gig”
(ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่เป็คอนเสิร์ตรอบสุดท้าย)
นายผมน้ำตาลเฮเซลนัทพูดอย่างอ่อนล้า
“Kinda suck” นายผมบลอนด์ตอบ “Performing is the best part of our job”
(โคตรแย่ เวทีนี่มันคืองานที่เจ๋งที่สุดของเราเลยนะ)
“Nah – I'm ready to jump in my bed and pass out for the next mount or so – next year!”
(โอ้ย – ฉันอยากจะโดดลงบนเตียงแล้วก็นอนตายไปถึงเดือนหน้าเลย หรืออาจจะเป็ปีหน้าเลยก็ได้!)
ฉันเห็นเอเดนยกมือขึ้นป้องปากหาวด้วยท่าทางหน่ายๆ ในขณะที่นายผมสีเฮเซลนัทยกมือถือขึ้นมาดู
“Hey, Kenneth .” นายผมสีเฮเซลนัทหันไปหาเอเดน "Rachel asks if we wanna come over. She got a new friends with her."
(เฮ้ เคนเนธ - ราเชลชวนเราอีกแล้วว่ะ เธอมีเพื่อนใหม่มาด้วย)
“Have fun”
(ขอให้สนุก)
“You dont wanna come?”
(นายไม่อยากไปเหรอ?)
“That Thai girl is tiring as sh*t” เขาทำท่าเหนื่อยใจเล็กน้อยและมีท่าทีรำคาญใจมาก “Last time we met she tired to hold hands with me.”
(ผู้หญิงไทยพวกนั้นโคตรน่าเบื่อ - ครั้งสุดท้ายที่เจอกัน เธอพยายามที่จะจับฉันให้ได้)
นายผมแดงที่เหมือนหนุ่มเอเชียหัวเราะดังลั่นก่อนที่เอเดนจะพูดต่อ
“The sex doesn't make up for bullsh*t.”
(เซ็กส์ไม่ได้สร้างมาเพื่ออะไรแบบนี้เว้ย)
“I would hold hands if that means I could bang her afterwards.”
(ฉันจะยอมให้เธอจับเลย ถ้ามันจะทำให้ฉันได้กระแทกเธอแรงๆ สักทีสองทีน่ะนะ)
“I guess I have higher standards than you, bro”
(ฉันว่าฉันมีมาตรฐานที่สูงกว่านายว่ะเพื่อน)
“No, you don't” นายผมเทาทำท่าแหยงๆ “You don't give a single f*ck about who you f*ck”
(ไม่ แกไม่ได้ต่าง - แกไม่เคยจำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับคนที่แกนอนด้วยได้เลยสักคนเดียว)
“What the…?” เอเดนขมวดคิ้ว
(อะไรนะ.. ?)
“You don't even remember what they look like”
(แกจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพวกนั้นหน้าตาแบบไหน)
“Rachel is a blonde – ”
(ราเชลก็คนผมบลอนด์ -)
“She's a brown haired asian” นายผมสีเฮเซลรีบแย้ง
(เธอเป็สาวเอเชียผมน้ำตาลต่างหาก)
“Oh…” เอเดนดูประหลาดใจ
“Shut the hell up Kenneth – You are bad as me dude"
(หุบปากไปเลยเคนเนธ - นายมันก็เลวเหมือนกันนั่นแหละวะ)
“He's worse” นายผมแดงเสริม “At least you have a proper conversation with them before”
(หมอนี่แย่กว่า - อย่างน้อยนายก็คุยกับพวกเขาก่อน ไม่ใช่ไอ้เวรนี่)
“So… That my fault that my physical skills are good enough to skip talking?”
(ก็... หมายความว่านั่นคือความผิดของฉันใช่ไหมที่ลีลาเด็ดมากจนไม่ต้องมานั่งพูดกันน่ะ)
“You are so annoying.” นายผมสีเฮเซลพูด
(นายแม่งโคตรน่ารำคาญเลย)
“I can teach if you want” เอเดนยักไหล่ “You already know where to put it in, right?”
(ฉันสอนนายได้นะถ้านาย้า - นายรู้อยู่แล้วนิว่าควรจะเอายัดใส่ไปตอนไหนน่ะ หะ?)
แล้วนายผมสีเฮเซลก็ชกเข้าที่ไหล่ของเอเดนอย่างแรง หลังจากนั้นทุกคนก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน --
ให้ตายสิ – พวกนี้มันสวะชัดๆ!!
ไม่นึกเลยว่าก่อนที่จะเจอกัน หมอนี่เป็ได้ขนาดนี้… หรือว่านี่คือบทสนทนาปกติของพวกผู้ชายกันนะ – ไม่โว้ย! ไม่ปกติสักนิด -_-*
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามองใกล้ๆ แบบนี้แล้วพวกเขาดูดีมากขนาดนี้”
ฉันมองจ้องต้นหอม – เดี๋ยวก่อนนะ ยัยนี่ไม่ได้ฟังสิ่งที่ตาพวกนั้นพูดกันรึไง!
“ฉันต้องไปแนะนำตัว!”
“อะไรนะ!” ฉันกระชากตัวเพื่อนกลับมาทันทีที่เธอทำท่าจะเดินเข้าไป – นี่ยัยหอมขายขำอยู่หรือไงเนี่ย! “แกบ้าไปแล้วเหรอต้นหอม! – แกคิดว่าพวกเขาเป็คนดีมากแค่ไหนเชียว”
“แต่ว่าฉัน – ” ต้นหอมกำลังจะแก้ตัว แต่แล้วฉันก็ได้ยินประโยคนั้นเข้าเสียก่อน
“Do you hear somthing?” (นี่พวกนายได้ยินอะไรไหม)
นายผมสีเฮเซลทำท่าสงสัยและเหมือนจะลุกขึ้นมาดูหน้าห้อง ฉันจับแขนต้นหอมและรีบลากเธอออกไปจากตรงนั้นทันที! โอ๊ย! ฉันอยากจะเป็บ้าซะเดี๋ยวนี้เลย ยัยหอมจะคลั่งรักวงนี้ก็เอาให้มันพอดีกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไงนะ! ขนาดฉันคลั่งรักเอเดนมากขนาดนี้ พอมารู้ว่าเขาเป็แบบนี้ยังเฟลไปแล้วเลย
ยัยนี่มีความรู้สึกแบบนี้บ้างไหมเนี่ย!
“นี่แกเป็บ้าไปแล้วเหรอ!” ฉันโวยวายเมื่อเราสองคนมาถึงลานจอดรถ “แกไม่ควรจะโผล่ออกไปให้พวกเขาเห็นด้วยซ้ำ – มันคือการรุกล้ำความเป็ส่วนตัว แล้วถ้าพวกเขาแจ้งความขึ้นมาล่ะจะว่ายังไง!”
“มันไม่เป็ไรหรอก!” ต้นหอมพูดแล้วไปนั่งลงบนที่นั่งคนขับในขณะที่ฉันก็ขึ้นรถตามเธอไป “พวกเขาเป็คนดี ฉันรู้! – ฉันมั่นใจมาก!”
“แล้วถ้าพวกเขาคิดว่าแกเป็พวกแฟนคลับขี้ตื๊อขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ” ฉันแยกเขี้ยว “แฟนคลับขี้ตื๊อไม่พอ โดนจับอีก – แล้วแบบนี้จะทำยังไงยะ!”
ต้นหอมทำหน้าบูดแล้วขับรถไปส่งฉันที่ห้องพักเงียบๆ ระหว่างทางเราสองคนไม่ได้คุยอะไรกันมากนักราวกับว่าไม่มีอะไรที่เราจะสามารถคุยกันได้อีกแล้ว แต่เมื่อรถจอดสนิท สิ่งแรกที่เราทำก็คือสวมกอดกันอย่างรวดเร็ว
“ฉันจะต้องคิดถึงแกมากแน่ๆ เลยของขวัญ” ต้นหอมพูดเสียงสั่น สองมือโอบรอบตัวฉันอย่างแแ่ “แล้วแบบนี้ฉันจะไปกวนใจใครได้อีก – ใครจะคอยบ่นฉันตอนที่ฉันไม่ไปทำงาน จะมีใครเป็ห่วงฉันเท่าแกอีก”
“ฉันเองก็คงจะคิดถึงแกเหมือนกัน” ฉันแอบหัวเราะกับคำชมที่ไม่เหมือนคำชมนั้น “ฉันจะต้องเหงามากแน่ถ้าไม่มีแกอยู่”
“ต้องโทรหาฉันทุกวันนะเข้าใจไหม!” ต้นหอมกอดฉันแน่นขึ้น “ถ้าแกไม่โทรฉันจะโกรธ! – ไม่สิ ฉันจะโทรหาแกเองเลย คอยดูนะ”
“ได้แน่นอน – ถ้าฉันมีเวลาว่าง"
“ฉันรักแกนะ เพื่อนรัก”
“ฉันก็รักแกเหมือนกัน”
เราสองคนแยกกันตรงนั้น ฉันเดินกลับขึ้นห้องพักอย่างเงียบๆ แล้วอยู่ๆ ก็นึกถึงเื่ของลีวายขึ้นมาในหัว – ฉันกับเขาคบกันมาสองปี ฉันไว้ใจเขามาก ไม่แม้แต่ตะขิดตะขวงใจหรือรุกล้ำความเป็ส่วนตัวของเขาเลยแม้แต่น้อย เรามีเวลาเที่ยวเล่นด้วยกัน เดินเล่นในสวนด้วยกันและกินข้าวด้วยกันบ่อยครั้ง
แต่กับเื่อย่างว่าฉันไม่เคยคิดมันกับเขาเลย – ฉันคิดแต่ว่ายังไงฉันกับเขาก็ต้องร่วมหอและแต่งงานกันอยู่แล้วตามความหวังของแม่ฉันและครอบครัวของเขาที่สัญญากันเอาไว้ั้แ่เราคบกันแรกๆ ฉันถึงได้อยากเรียนให้จบและตั้งตัวให้มั่นคงก่อน แล้วหลังจากนั้นถึง …
โอเค ฉันจะพยายามไม่คิดถึงมันอีก – ยังไงตอนนี้ฉันก็มั่นใจแล้วว่าเราน่าจะเลิกกันอย่างสมบูรณ์แล้ว ทีนี้ก็เหมือนกับว่าฉันจัดการเื่ลีวายจบไปแล้วหนึ่งเื่ เขาจะไม่มาตามราวีราวังฉันอีกในอนาคตอย่างแน่นอน
ฉันล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มอ่อนๆ ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาอีกนิดหน่อย นี่ขนาดวันนี้ฉันได้ย้อนเวลากลับมาวันแรก ยังเหนื่อยได้ขนาดนี้กับเื่ราวที่เปลี่ยนไปและคาดไม่ถึงมาก่อน – แล้วในอนาคตฉันจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างอีกครั้ง ฉันจะท้อกับมันไหมนะ…
ไม่สิ – ฉันต้องทำได้แน่ อย่างน้อยฉันจะต้องไม่ให้เขาตาย ไม่ให้ใครตายอีก
ฉันหลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อนและได้แต่หวังว่าเื่ราวจะดำเนินไปตามที่เคยเป็ และทำให้ฉันสามารถแก้ไขอะไรได้โดยที่ไม่ต้องพบกับความยากลำบากด้วยเถิด