มารราคะ

    ตอนที่ 50 ทำได้หรือไม่

    ตอนที่ 50

    ทำได้หรือไม่

     

                    “เจ้าคือคนที่ท่านอิงอินแนะนำมาสินะ...”หลังจากได้ทดสอบบทเพลงลำนำสงครามของชุนหยางด้วยตัวเองในที่สุดอิงอินก็ตัดสินใจแนะนำชุนหยางให้กับชายชราผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกของเขตเต่าทองคำโดยชายชรานามว่า หลี่หุน ผู้นี้เป็นผู้ปกครองเขตร้านค้าสินแร่ภายในเมืองต้าเหนิงเลยทีเดียว

     

                    “ขอรับ ข้าน้อยมีนามว่าหงชุนหยางยินดีที่ได้พบท่านอาวุโสหลี่ขอรับ”ชุนหยางและจูอิงประสานมือคารวะชายชราด้วยท่าทีเคารพก่อนจะเหลือบมองภายในร้านค้าด้วยท่าทีตื่นเต้นชายชราผู้นี้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหราแต่มันกลับเทียบไม่ได้เลยกับการตกแต่งภายในร้านเขตของหลี่หุนเป็นพื้นที่สำหรับซื้อขายแร่ชนิดต่างๆทำให้ร้านค้าส่วนใหญ่ต่างก็เป็นโรงตีเหล็กที่เต็มไปด้วยควันไฟและเศษโลหะทว่า...ภายในร้านส่วนตัวของหลี่หุนกลับให้ความรู้สึกราวกับหลุดมาคนละโลกภายในร้านของหลี่หุนนั้นวางเครื่องประดับชิ้นงามเอาไว้หลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งร้านที่หรูหรางดงามหรือสินค้าเองก็ดูแพงระยับไม่ต่างกันดูเหมือนหลี่หุนผู้นี้จะไม่ใช่ช่างตีเหล็กแต่เป็นช่างทำเครื่องประดับกระมัง

     

                    “ได้ยินว่าเจ้าเป็นผู้ฝึกฝนวิชายุทธ์ดนตรีเรื่องนี้จริงหรือไม่” หลี่หุนมองท่าทีเคารพนบน้อมของชุนหยางด้วยท่าทีเฉยชาเพราะเขาก็เป็นคนหนึ่งที่ต่อต้านเรื่องการให้ชุนหยางกลายมาเป็นผู้ปกครองสวนพฤกษชาติหากไม่ใช่เพราะเรื่องที่ท่านอิงอินนำมาพูดหลี่หุนคงไม่มีทางยอมคุยกับชุนหยางเสียด้วยซ้ำ

     

                    “ขอรับ ข้าน้อยได้รับสืบทอดเคล็ดวิชายุทธ์ดนตรีสืบต่อมาจากตระกูลหงเรื่องความสามารถด้านดนตรีถึงจะยังโอ้อวดมากไม่ได้แต่ข้าน้อยก็มีความมั่นใจขอรับ”ชุนหยางตอบรับก่อนจะนำพิณสีแดงเข้มออกมาให้หลี่หุนได้ชม พิณประจำตำแหน่งหัวหน้าตระกูลหงนี้เป็นพิณที่สร้างด้วยงานฝีมือชั้นเยี่ยมและวัสดุจากสัตว์อสูรที่หายากหากไม่ได้ฝึกฝนวิชายุทธ์ดนตรีจะมีใครที่ไหนเอาวัสดุและเวลาของช่างฝีมือระดับนี้มาเสียให้กับเครื่องดนตรีอีก

     

                    “อืม...เจ้าตามข้ามา”หลี่หุนมองพิณของชุนหยางครู่หนึ่งก็พยักหน้าก่อนจะบอกให้ชุนหยางตามตนเองเข้าไปในร้านค้าด้านหลังถึงมันจะเป็นข้อเสนอของท่านอิงอินแต่หลี่หุนก็มีอำนาจพอที่จะไม่ต้องรับฟังก็ได้แต่ไม่ทราบเพราะความบังเอิญหรืออย่างไรก่อนหน้าหนี้หลี่หุนได้รับคำสั่งซื้อสินค้าชิ้นหนึ่งเข้ามาเพียงแต่วัตถุดิบที่ใช้ทำนั้นกลับไม่สามารถนำกลับมาได้เพราะวัตถุดิบที่ว่าอยู่ ณใจกลางป่าที่มีสัตว์อสูรคอยคุ้มกันอยู่โดยรอบเสียได้

     

                    “เจ้าเคยได้ยินเรื่องของสัตว์อสูรที่ใช้คลื่นเสียงรบกวนผู้อื่นหรือไม่”ระหว่างหลี่หุนกำลังพาชุนหยางเดินทะลุผ่านประตูหลังร้านเข้าไปในห้องมืดๆที่มีเพียงแสงสว่างจากตะเกียงบนมือของหลี่หุนเท่านั้นอยู่ๆหลี่หุนก็ถามเรื่องเกี่ยวกับสัตว์อสูรขึ้นมา

     

                    “ไม่เคยขอรับ..”น่าเสียดายชุนหยางไม่เคยเจอสัตว์อสูรสักครั้งเสียด้วยซ้ำเพราะแต่เดิมชุนหยางที่เป็นคนธรรมดาหากบังเอิญได้พบสัตว์อสูรเข้าคงไม่อาจมีชีวิตมายืนตรงนี้เป็นแน่

     

                    “แล้วเจ้าคิดว่าวิชายุทธ์ดนตรีของเจ้าจะสามารถจัดการกับสัตว์อสูรที่ใช้คลื่นเสียงเป็นอาวุธได้หรือไม่”หลี่หุนถามพลางจ้องมองไปทางชุนหยางด้วยสายตาคมกริบ การบุกเข้าไปชิงวัตถุดิบของหลี่หุนนั้นจำเป็นต้องต่อสู้กับสัตว์อสูรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่ภายในเขตหุบเขาแก้วผลึกนั้นกลับมีสัตว์อสูรที่น่ากลัวอยู่ 2 ประเภท หนึ่งคือยักษาผลึกแก้วที่มีร่างกายที่สร้างจากแก้วผลึกขนาดใหญ่ที่มีทั้งความทนทานและแหลมคมลำพังแค่พวกมันก็จัดการได้ยากมากพอแล้วแต่พวกเขายังต้องเจอกับอสูรกรีดร้องที่น่ารำคาญอีกพวกมันเป็นสัตว์อสูรประเภทนกขนาดใหญ่ที่มีปีกสีสันเหมือนแสงสะท้อนจากแก้วผลึกนอกจากสีสันที่เด่นสะดุดตาแล้วพวกมันยังเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและแนบเนียนไปกับพื้นที่แล้วมันยังสามารถส่งคลื่นเสียงรบกวนออกมาได้จากทุกทิศทางทำให้เหล่าผู้ฝึกฝนวิชามารต่างก็รู้สึกเวียนหัวทุกครั้งที่โดนคลื่นเสียงของมันโจมตีถึงคลื่นเสียงนั่นจะไม่ทำให้ถึงตายแต่การต้องต่อสู้กับยักษาผลึกแก้วไปพร้อมๆกับอสูรกรีดร้องนั้นทำให้คนของหลี่หุนได้รับความเสียหายอย่างหนักหลังจากกลับมาพร้อมความล้มเหลวไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหน่วยหรือผู้ติดตามต่างก็ยืนยันว่าพวกเขาต้องหาทางจัดการกับเสียงรบกวนนั่นให้ได้ไม่อย่างนั้นการบุกหุบเขาแก้วผลึกก็คงไม่มีวันสำเร็จ

     

                    “ข้าเองก็ไม่มั่นใจนัก หากยังไม่เคยพบสัตว์อสูรที่ท่านว่าข้าก็ไม่สามาร...”ชุนหยางกำลังครุ่นคิดถึงสัตว์อสูรที่ไม่เคยพบ แต่ชุนหยางยังไม่พูดไม่ทันจบอยู่ๆหลี่หุนก็พาชุนหยางเดินลงไปยังชั้นใต้ดินที่ซ่อนเอาไว้ภายในร้านค้าของหลี่หุนภายในชั้นใต้ดินนั้นไม่ได้เก็บซ่อนสินค้าหายากอะไรเอาไว้แต่กลับมีกรงขังกรงหนึ่งที่มีนกสีสันแปลกตากำลังกระพือปีกอยู่ภายในกรง

     

                    “วี๊ดดดดดดดด” ทันทีที่เห็นมนุษย์เดินเข้ามาเจ้านกสีสันแปลกตานั่นก็อ้าปากออกก่อนจะส่งเสียงหวีดแหลมออกมาทันทีเสียงแหลมเล็กแสบแก้วหูนั่นทำเอาประสาทรับรู้เสียงที่ไวกว่าปกติของชุนหยางเจ็บปวดไปหมดแต่คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือจูอิงที่มีพลังวิญญาณต่ำที่สุดในนี้

     

                    เพี๊ย!!

     

                    เพราะคลื่นเสียงของอสูรกรีดร้องโจมตีเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัวชุนหยางเลยไม่อาจนำพิณที่แบกอยู่ด้านหลังออกมาได้ทันท่วงทีพริบตานั้นชุนหยางใช้เสียงดีดนิ้วสร้างคลื่นเสียงกลุ่มหนึ่งขึ้นมาเพื่อปกป้องจูอิงเอาไว้แต่ดูเหมือนเสียงดีดนิ้วจะไม่สามารถกลบเสียงกรีดร้องของเจ้านกในกรงได้ทำให้จูอิงต้องรีบเอามือขึ้นมากุมหูของตัวเองเอาไว้แน่น

     

                    หมับ!!

     

                    “เป็นไงเจ้าคิดว่าจัดการได้หรือไม่” หลี่หุนเดินฝ่าคลื่นเสียงเข้าไปคว้าจะงอยปากของอสูรกรีดร้องเอาไว้ก่อนจะหันกลับไปถามชุนหยางว่าคิดเห็นเป็นอย่างไรเสียงของอสูรกรีดร้องนั้นต่อให้ใช้วิชาของผู้ผสานเข้ากับธาตุลมก็ยังป้องกันเอาไว้ไม่ได้หรือต่อให้อุดหูเอาไว้ก็ช่วยลดทอนความรู้สึกเวียนหัวได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

     

                    “ข้าขอเวลาสักครู่ขอรับ”ชุนหยางจ้องมองจะงอยปากของอสูรกรีดร้องก่อนจะดึงพิณสีแดงเข้มออกมาถือเอาไว้เบื้องหน้าคลื่นเสียงของอสูรกรีดร้องเป็นการโจมตีด้วยคลื่นเสียงชนิดหนึ่ง มันไม่ใช้การสร้างแรงกระแทกหรือสร้างคมมีดที่แหลมคมแต่มันเป็นการใช้การ สั่น ของคลื่นเสียงเพื่อสร้างความเสียหายที่อวัยวะภายในของเหยื่อหากจะป้องกันคลื่นเสียงชนิดนี้นั้นแค่การปิดกั้นยังไม่พอ แต่ต้องสร้างคลื่นเสียงที่หักล้างกันได้ขึ้นมาแทน

     

                    ตึง...

     

                    ชุนหยางทดสอบดีดเสียงสายพิณสองสามครั้งเพื่อสัมผัสคลื่นเสียงที่พิณของเขาส่งออกมาด้วยความสามารถของผู้ผสานเข้ากับธาตุผลและทักษะวิชายุทธ์ดนตรีอันโดดเด่นของชุนหยางทำให้ชุนหยางสามารถสัมผัสได้อย่างแม่นยำว่าคลื่นเสียงของอสูรกรีดร้องนั้นเป็นเช่นไรและเสียงที่เขาสามารถสร้างได้นั้นสามารถหักล้างได้หรือไม่

     

                    “ท่านอาวุโสหลี่ ท่านช่วยปล่อยมันอีกครั้งด้วยขอรับ”หลังจากทดลองดึงสายพิณไม่กี่ครั้ง ชุนหยางก็พยักหน้าก่อนจะขอให้หลี่หุนปล่อยเจ้าอสูรกรีดร้องให้เป็นอิสระ

     

                    “ได้...” ถึงหลี่หุนจะยังไม่มั่นใจนักแต่หลี่หุนก็ยอมปล่อยมือออกจากจะงอยปากของอสูรกรีดร้องแต่โดยดีถึงจะยังไม่มั่นใจว่าแค่ดีดพิณสองสามครั้งแล้วชุนหยางจะสามารถหาทางรับมือได้หรือไม่แต่หลี่หุนก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรอยู่แล้วเพราะคนที่จะบาดเจ็บก็มีเพียงบริวารที่อ่อนแอของเจ้ามารราคะตรงหน้านี้เท่านั้นถ้ามันพลาดก็แค่ไล่มันกลับไปเท่านั้น

     

                    “วีด..” ทันทีที่ได้รับอิสระอีกครั้งอสูรกรีดร้องก็ส่งเสียงหวีดแหลมออกมาทันทีเพียงแต่วินาทีที่เสียงนั้นเริ่มดัง อยู่ๆเสียงสูงปรี๊ดของมันก็หายไปราวกับเรื่องโกหก

     

                    “...” สิ่งที่ได้เห็นตรงหน้าแม้แต่หลี่หุนก็ยังไม่อยากจะเชื่อทั้งอสูรกรีดร้องที่กำลังตะเบ็งคอพยายามสร้างเสียงกรีดร้องออกมาทั้งชุนหยางที่กำลังดีดพิณจนสายพิณสั่นสะเทือนทั้งสองต่างไม่สร้างเสียงใดออกมาเลยแม้แต่น้อย

     

                    “เหลือเชื่อ...” หลี่หุนอุทานออกมาก่อนจะมองไปทางชุนหยางและอสูรกรีดร้องอีกครั้งเสียงของหลี่หุนยังดังเป็นปกติมีเพียงเสียงพิณและเสียงของอสูรกรีดร้องเท่านั้นที่โดนลบออกไปนี่นะหรือคือวิชายุทธ์ดนตรี มันสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้ด้วยงั้นหรือนี่มันน่าตกใจเกินไปแล้ว

     

                    “ถ้ามีอสูรอย่างเจ้านี่นับร้อยเจ้าคิดว่าเจ้าจะจัดการได้หรือไม่”เรื่องชุนหยางจะสามารถจัดการกับคลื่นเสียงรบกวนของอสูรกรีดร้องได้หรือไม่นั้นเป็นที่ประจักษ์เรียบร้อยแล้วแต่ไม่ต้องอธิบายให้ฟังหลี่หุนก็ดูออกว่าวิธีนี้ของชุนหยางนั้นต้องอาศัยทักษะที่ละเอียดอ่อนมากในเขตหุบเขาแก้วผลึกนอกจากจะมีอสูรกรีดร้องนี้นับร้อยตนแล้วพื้นที่โดยรอบยังมีกำแพงแก้วผลึกคอยสะท้อนเสียงอยู่อีกหากมีเพียงชุนหยางคนเดียวจะสามารถจัดการได้หรือไม่

     

                    “ขอถามท่านอาวุโส อสูรพวกนี้มีเสียงต่างกันหรือไม่”ชุนหยางเห็นว่าท่านอาวุโสใช้เข็มขัดหนังมัดจะงอยปากของอสูรกรีดร้องไปแล้วเขาจึงหยุดมือลงก่อนจะถามเรื่องเสียงของอสูรกรีดร้องการหักล้างคลื่นเสียงจำเป็นต้องใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่เท่าๆกัน หากอสูรกรีดร้องมีเสียงหลากหลายรูปแบบการทำเช่นนั้นก็คงยากขึ้นมาก

     

                    “ต่างกันแต่ไม่มาก เหมือนเสียงของเด็กกับผู้ใหญ่”หลี่หุนนึกย้อนไปตอนที่ได้ยินเสียงของพวกมันรบกวนอีกครั้ง ดูเหมือนเสียงของพวกมันจะต่างไปตามช่วงอายุด้วยหรือว่าวิธีนี้จะใช้ไม่ได้เสียแล้วงั้นหรือ

     

                    “น่าเสียดายจริงๆหากเสียงของพวกมันต่างกันข้าคงแบ่งสมาธิมาช่วยพวกท่านต่อสู้ไม่ได้ ข้าคงทำได้เพียงเพ่งสมาธิทั้งหมดไปกับการลบเสียงของพวกมันเท่านั้นขอรับ”ชุนหยางแสดงสีหน้าเสียดายออกมาเพราะดูเหมือนตนเองจะสร้างประโยชน์ให้มากกว่านี้ไม่ได้แต่ฝ่ายหลี่หุนกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ หากมีเพียงเสียงเดียวเขาก็สามารถช่วยโจมตีได้ด้วยงั้นหรือนี่มันความสามารถอะไรกันช่างเหลือเชื่อจริงๆ หรือที่เขาดูถูกเจ้าหนุ่มนี่เพราะมันเป็นเพียงมารราคะจะเป็นเรื่องผิดพลาดเสียแล้ว?

     

                    “ไม่เป็นไร แค่นั้นก็ดีมากแล้วข้าจะจัดเตรียมหน่วยล่าให้เร็วที่สุดเจ้าเตรียมพร้อมเดินทางได้เมื่อไหร่” แต่เดิมหลี่หุนก็แค่หวังให้มีใครสักคนช่วยบรรเทาเสียงรบกวนได้บ้างเท่านั้นถึงได้ไปปรึกษากับอิงอินไม่นึกเลยว่าชุนหยางจะถึงขั้นลบเสียงพวกนั้นจนหายไปเลยได้ เท่านี้การบุกเข้าไปในหุบเขาแก้วผลึกก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้ว

     

                    “ข้าสามารถเดินทางได้เลยขอรับแต่ว่า...” ชุนหยางกระแอมกระไอออกมานิดหน่อยเพราะแต่เดิมการหางานของชุนหยางนั้นก็ไม่ได้ทำเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองหรือทำให้ผู้อื่นยอมรับแต่อย่างไรจุดประสงค์แต่แรกเดิมทีของชุนหยางก็คือ

     

                    “ท่านอาวุโสจะให้ค่าจ้างข้าเท่าไหร่หรือขอรับ”ชุนหยางยิ้มเจื่อนๆออกมาก่อนจะถามเรื่องค่าตอบแทนออกมาตรงๆ แต่คำถามของชุนหยางดูเหมือนจะทำให้หลี่หุนยิ้มออกเสียอย่างนั้น

     

                    “แน่นอน ที่นี่คือเขตของท่านเต่าทองคำหาใช่เขตพยัคฆ์โลหิตของไอ้พวกป่าเถื่อนอย่างกลุ่มมารคลุ้มคลั่งเสียหน่อยเมื่อทำงานเจ้าก็ย่อมได้เงินและการนำวัตถุดิบสำคัญสำหรับสร้างเครื่องประดับที่ท่านเต่าทองคำสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษนี้ก็ย่อมได้ค่าตอบแทนอย่างงามแน่นอน”สำหรับหลี่หุนแล้วการถามถึงค่าตอบแทนไม่ใช่เรื่องเสียมารยาทแต่เป็นเรื่องที่คุ้นชินอยู่แล้วใครมันจะทำงานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนกัน