แม่นอนอยู่ตรงนั้น บนที่นอน
มีผู้ชายนอนข้าง ๆ ใครก็ไม่รู้
ลุงยังไม่กลับมา ผมหิวแล้ว
เสียงแม่ร้องไห้ ร้องไห้อีกแล้ว
เสียงตึงตังดังมาจากชั้นบน
เสียงกรี๊ดของแม่
แม่โดนตีอีกแล้ว
ทำไมนะ ... ทำไมแม่ต้องโดนตีด้วย
"คุณครับ ... คุณครับ" กู๊ดสะดุ้งตื่นเมื่อรู้สึกถึงฝ่ามือที่ตบหน้าเขาเบาๆ พร้อมเสียงร้องเรียก ทันทีที่เขาลืมตาเขาก็ต้องรีบหลับตา แสงจากภายนอกส่องลอดเข้ามาจนแสบตา กู๊ดค่อยๆ ลืมตาเพื่อปรับสายตาให้ชิน
ที่นี่ที่ไหน ทำไมเรามานอนที่นี่ ความสับสนเกิดกับเขาเพียงครู่ เมื่อความทรงจำผุดขึ้นมา เขาก็รีบกระเด้งตัวขึ้นมานั่ง หันซ้ายหันขวา ตบหน้าตัวเอง
... ไม่ได้ฝัน นี่มันเื่จริงหรือวะ
เ้าหน้าที่ตำรวจยืนค้ำหัวเขาอยู่ กู๊ดรีบลุกขึ้นยืน พยายามทำสีหน้าให้ราบเรียบที่สุด
"คุณมานอนอะไรตรงนี้ มาเสพยาหรือเปล่า" ตำรวจทำคิ้วขมวดก่อนเอ่ยว่า
"ผมขอค้นตัวหน่อยนะ" ตำรวจที่ดูอายุประมาณ 30 ปลายๆ ผิวขาว คิ้วเข้ม ดูตัวเล็กกว่าเขา ความสูงไม่น่าจะเกิน 170 กำลังทำท่าทางขึงขัง กู๊ดรู้สึกว่าคุ้นหน้านายตำรวจคนนี้ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
เมื่อตรวจแล้วไม่พบยาเสพติด นายตำรวจก็ยิงคำถามรัวๆ ใส่เขาจนตอบแทบไม่ทัน แต่แล้วเ้าหน้าที่ตำรวจก็พลันชะงัก ยื่นหน้ามาจ้องหน้าเขาตาไม่กระพริบ และชี้นิ้วมายังใบหน้าเขา
"คุณใช่ ... " หางเสียงของนายตำรวจลากยาว
"ใช่ครับ" กู๊ดตอบพร้อมกลอกตา ทำยังไงได้ ่นี้ใบหน้าเขามันออกไปเกือบทุกสื่อ ทำให้มีคนมาทักเป็ประจำ
"ออ ... มาล่าท้าผีว่างั้น" น้ำเสียงนายตำรวจกึ่งประชด
"เปล่า ผมมาตามหาแม่ แม่ผมหายไป ผมแจ้งความไว้แล้ว"
เ้าหน้าที่ตำรวจชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหยิบเอกสารที่พกมาด้วยยื่นให้เขาดู
"ใช่นี่หรือเปล่า ที่บอกว่าเป็แม่คุณ"
มันเป็ภาพ print ใบเดียวกับที่เขามี เพียงแต่ถูกเขียนข้อมูลคนหายเพิ่มเติมด้วยดินสอ และมีหน้าบัตรประชาชนของแม่ print แนบมาด้วย
"ใช่ครับ แม่ผม" เขาไม่สามารถระงับน้ำเสียงของความตื่นเต้นได้
"แล้วเจอไหม" เ้าหน้าที่ตำรวจถาม
เจอผี ... "เอ่อ ... ยังไม่เจอเลยครับ"
"ไม่เจอแล้วทำไมไม่กลับบ้าน มานอนอะไรตรงนี้" เ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มทำเสียงขุ่น
"เอ่อ ... คือผม ... ว่าแต่คุณตำรวจได้เบาะแสอะไรบ้างไหมครับ" เขารีบเปลี่ยนเื่
"พวกเราเพิ่งมาถึง ก็มาเห็นคุณนอนอยู่ตรงนี้เนี่ยแหละ ลูกน้องผมตามหาในพงหญ้าโน่น" นายตำรวจพูดพลางชี้นิ้วไปทางพงหญ้ารก
"งั้นผมขอหากับคุณตำรวจด้วยนะครับ"
ใช้เวลาในการหาจนรอบบริเวณเกือบสองชั่วโมง แต่ก็ยังไร้วี่แวว นอกจากรอยเท้าที่ระบุว่าแม่ได้มาที่นี่จริง แต่ตำรวจให้ความเห็นว่าอาจเป็รอยเท้าของคนอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันก็ได้
ก่อนตำรวจจะกลับพวกเขาได้ลงความเห็นกันว่าแม่ของเขาได้ออกจากสถานที่นี้ไปแล้ว ตำรวจจะเร่งตามหาพร้อมประสานงานกับมูลนิธิต่อไป
"ต่อปีมีคนหายเป็ร้อยคนที่มาแจ้งความไว้ เจอบ้างไม่เจอบ้าง ยิ่งกลุ่มจิตเวช หรือผู้สูงอายุที่เป็อัลไซเมอร์ ยิ่งมีความเสี่ยงสูงในการพลัดหลง หรือสูญหาย พื้นที่นี้เป็เขตการรับผิดชอบของผม ยังไงผมจะเร่งตามหาและประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้นะ" เ้าหน้าที่ตำรวจพูดพลางก้มหน้าเก็บเอกสาร
"ยังไงคุณก็กลับไปก่อน เพราะหาต่อก็ไม่มีประโยชน์ แม่คุณอาจออกไปจากตรงนี้แล้วก็ได้ ผมมีเบอร์ติดต่อคุณแล้ว มีข้อมูลเมื่อไหร่ผมจะติดต่อไปทันที จริงๆ ผมก็ไม่ค่อยอยากจะเข้ามาในสถานที่นี้เท่าไหร่หรอก" ประโยคสุดท้ายคล้ายเขาพูดกับตัวเอง
กู๊ดจำนนต่อสถานการณ์ ทำอย่างไรได้ในเมื่อะโแหกปากกันจนเสียงแหบ ก็ไม่มีท่าทีว่าแม่จะตอบกลับมา แหวกพงหญ้าค้นหากันทุกซอกมุมแล้วก็ยังไร้วี่แวว
เขาหันกลับไปมองกระดาษแผ่นนั้นอีกที มันยังคงวางที่เดิม กลางห้องนั้น ห้องปริศนา ห้องที่เมื่อคืนเขาเห็น ... กู๊ดขยำความคิดนี้ทิ้งลงชักโครกและกดทิ้ง อยากจะลบความทรงจำจากภาพอันแสนน่าสะพรึงกลัวนั้นทิ้งไปซะ กู๊ดถอนหายใจเดินตามเ้าหน้าที่ และออกจากโรงเรียนร้างทันที
เขาเดินตัดพงหญ้าโดยมีนายตำรวจนำหน้า เมื่อเดินไปถึงยังบริเวณที่เขาจอดรถไว้ ข้าง ๆ มีรถตำรวจจอดอยู่ด้วย กู๊ดกล่าวคำลากับเ้าหน้าที่ตำรวจและเปิดประตูเข้าไปในรถทันที
และทันทีที่สตาร์ทรถ ... เ้ากรรม ไอ้เส็งเค็งของเขามันดันแผลงฤทธิ์เอาตอนนี้ ... เส็งเค็งสมชื่อจริง ๆ
"แม่งเอ้ย มาสตาร์ทไม่ติดอะไรเอาตอนนี้วะ" เขาสบถลั่น หลังจากลองพยายามอยู่หลายครั้ง สักพักเขาก็ได้ยินเสียงเคาะกระจก
"ว่าไงคุณ รถสตาร์ทไม่ติดเหรอ" น้ำเสียงของนายตำรวจดูไม่แปลกใจ เพราะจากสภาพรถ ขับมาถึงที่นี่ได้ก็บุญแล้ว
"ครับ มันเก่ามากแล้ว" กู๊ดเกาหัวอย่างเดือดดาล
"เออมาๆๆ จอดไว้เนี่ยแหละ เดี๋ยวผมไปส่งถนนใหญ่"
กู๊ดจำใจต้องจอดทิ้งไว้ ค่อยคิดทีหลังว่าจะทำยังไงกับมันดี เขาเข้าไปในรถตำรวจ กลิ่นบุหรี่ตลบอบอวลจนเขาอยากจะหยิบออกมาสูบสักตัว
ตำรวจมองเขาด้วยหางตา สีหน้าคล้ายจะเย้ยหยัน กู๊ดหงุดหงิดกับอาการแบบนี้เสียจริง เหมือนเขาจะเคยเห็นสีหน้าและท่าทางแบบนี้ที่ไหนมาก่อน
"หึ...คุณเป็พวกเห็นผีหรือไง"
กู๊ดไม่ค่อยชอบน้ำเสียงแบบนี้นัก
"เปล่า ผมเป็ youtuber ไม่เห็นผีจริงหรอก" ยกเว้นเมื่อคืน
"หรือจะเรียกอีกอย่างว่าผมเป็นักแสดงก็ได้" กู๊ดสารภาพ และี้เีจะเกรงใจอีกต่อไป จึงกดกระจกลงและจุดบุหรี่สูบ พลางกวาดสายตาไปด้านหน้ารถ มีบัตรประจำตัวตำรวจห้อยอยู่ นายตำรวจคนนี้ชื่อ 'รพี' แวบหนึ่งในความคิดจู่ ๆ เขาก็นึกถึงหมอนั่น ไอ้คนที่เรียกตัวเองว่าคุยกับคนตายได้ เห็นผีได้ ไอ้เวรนั่น .... มันชื่อ พีระ
อืมมม ... พีระ รพี นี่มันเื่บังเอิญใช่ไหม
"ผมเห็นมาเยอะ ไอ้พวกบอกว่าเห็นผีเนี่ย ผมก็รู้จักอยู่คนหนึ่ง มันบอกเห็นผี คุยกับผีได้ ถุ๊ย ... กำมะลอทั้งนั้น"
กู๊ดไม่ชอบน้ำเสียงและสีหน้าของนายตำรวจคนนี้เสียจริง เขาง่วง หิว และยังกังวลเกี่ยวกับการหายตัวของแม่ แต่ไอ้เวรนี่ยังพูดไม่หยุด
"คุณรู้จักไหม ฉายา 'คนเป็เห็นคนตาย' น่ะ ไอ้หมอนี่แหละ พี่ชายผมเอง"
คำพูดนี้ทำให้กู๊ดหันขวับ แทบสำลักควันบุหรี่ มิน่าล่ะเขาถึงรู้สึกคุ้นหน้านายตำรวจคนนี้เหลือเกิน ที่แท้ก็เป็น้องชายไอ้เวรนั่น ท่าทาง คำพูดคำจา การแสดงออก รวมถึงสีหน้ายียวนกวนฝ่าเท้าไม่ต่างจากพี่ชายเลย
เกลียดพี่ เสือกมาเจอน้อง เวรของเวร
"ผมลงตรงนี้แหละ เดี๋ยวนั่งรถเมล์ไปได้ ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมรบกวนคุณตำรวจโทรแจ้งผมด้วย ขอบคุณมากครับ" กู๊ดบอกและรีบลงจากรถ จะได้พ้นๆ ไปเสียที
เมื่อลงจากรถตำรวจแล้ว กู๊ดรีบวิ่งขึ้นรถเมลล์ที่จอดตรงป้าย โดยไม่ดูว่าเป็สายอะไร เพราะใจอยากจะรีบไปให้พ้นจากสายตาของนายตำรวจรพีที่จับจ้องมา
เขาเอาหัวพิงพนักรถเมล์ คำถามมากมายวนอยู่ในหัวเขา ป่านนี้แม่จะเป็อย่างไร หิวข้าวไหม หิวน้ำไหม ภาวนาขอให้กลับบ้านแล้วเจอแม่อยู่ที่นั่นด้วยเถอะ ... ปวดหัวจัง .... ง่วงจัง
และความง่วงก็ดึงตัวเขาเข้าสู่นิทราอีกครั้ง