“ไม่! ลูกไม่ไป เสด็จพ่อตีให้ตายลูกก็ไม่ไป! ลูกไม่อยากไปเล่นกับเด็ก ๆ”
“เ้าก็เป็เด็ก เด็กไม่เล่นกับเด็กแล้วจะเล่นกับใคร?”
“ลูกไม่สน! ไม่ว่าอย่างไร วันนี้ลูกไม่มีทางไปที่สำนักอักษร!”
หลี่เฉิงเฟิงยังคงลากหลี่ซื่อหมินเดินหน้าไปเรื่อย ๆ
หลี่ซื่อหมินรู้สึกว่าเื่นี้ไม่ถูกต้อง หากปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไป นอกจากจะเสียแรงเปล่าเพราะสู้กำลังของหลี่เฉิงเฟิงไม่ไหว พระองค์ยังต้องเสียหน้าอีกด้วย!
ด้วยเหตุนี้หลี่ซื่อหมินจึงยอมถอย และตรัสว่า “เอาล่ะ ๆ เฟิงเอ๋อร์ ในเมื่อเ้าไม่อยากไปเรียนที่สำนักอักษร เ้าก็นำบันทึกเกี่ยวกับพ่อออกมาเสีย ส่งมันมาให้พ่อ แล้วพ่อจะปล่อยให้เ้านอนเล่นอยู่ในจวนสบาย ๆ ตกลงไหม?”
“ไม่! ไม่มีทาง ลูกไม่ยกบันทึกให้เสด็จพ่อเด็ดขาด ของสิ่งนั้นเป็ของลูก!”
“เพ้ย! เ้าเด็กเหลือขอ ไม่ฟังคำที่พ่อพูดอย่างนั้นรึ?”
เคราของหลี่ซื่อหมินกระตุกเพราะแรงโกรธ เหงื่อเม็ดใหญ่กลิ้งผ่านใบหน้าเพราะอารมณ์ที่เดือดดาล
ในทางกลับกัน หลี่เฉิงเฟิงกลับมีท่าทีที่สบายอกสบายใจ ขาเล็ก ๆ ของเด็กชายแรงเยอะราวกับวัว เขาเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่หลี่ซื่อหมินไม่สามารถหยุดเขาได้
หลี่ซื่อหมินจึงหันศีรษะกลับไปสั่งขันทีทางด้านหลังว่า “พวกเ้ามัวทำอะไรกันอยู่? มาช่วยเราสิ! วันนี้ถ้าใครจับองค์ชายแปดได้ เราจะตบรางวัลให้คนละ 100 เหรียญทอง!”
“หา? คือ...”
“ยังไม่ฟังที่เราพูดอีก? พวกเ้ากล้าขัดคำสั่งของเรารึ!? วันนี้เราสั่งให้พวกเ้ามาช่วยเราหรือองค์ชายแปด? ถ้ายังไม่มาช่วยเราอีก เราจะแยกหัวพวกเ้าไปเก็บไว้คนละที่กับตัว!”
“หา!? ฝ่าา บ่าวมาแล้ว บ่าวจะช่วยฝ่าาเดี๋ยวนี้!”
ด้วยเหตุนี้ ขันทีกลุ่มใหญ่ที่อยู่ด้านหลังจึงกะวีกะวาดเข้าไปจับตัวหลี่เฉิงเฟิงเอาไว้ พยายามจะช่วยหลี่ซื่อหมินหยุดหลี่เฉิงเฟิง
หลี่เฉิงเฟิงหันมามองค้อนใส่เหล่าขันที เขาย่นคิ้วตะคอกว่า “ขันทีพวกนี้! กล้าดีอย่างไรมาจับเรา? เราเป็ถึงองค์ชายแปด ถ้าพวกเ้ากล้าแตะต้องเราก็ลองดู!”
“เอ่อ? ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ...”
เหล่าขันทีต่างแสดงความกังวล
หลี่ซื่อหมินะโด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด “เข้ามาจับ! เราอนุญาตแล้วแท้ ๆ พวกเ้าจะกลัวองค์ชายแปดไปทำไม? มาช่วยเราจับองค์ชายให้ได้! นำตัวเขาไปส่งที่สำนักอักษร!”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าา!”
“บ่าวขออภัยองค์ชายแปด!”
ในที่สุดเหล่าขันทีก็เลือกที่จะอยู่ข้างหลี่ซื่อหมิน พวกเขาร่วมใจกันจับมือเล็ก ๆ ขององค์ชายแปดเอาไว้
หลี่เฉิงเฟิงขมวดคิ้ว ะโว่า “เ้าพวกนี้! กล้าจับเราเรอะ?”
“พลังผู้พิชิต!”
“บูม...”
หลี่เฉิงเฟิงะเิพลังจากทักษะของตนเอง ด้วยพลังของนักรบในตำนานฉู่ป้าอ๋องเซียงหยู ทำให้มือทั้งสองของเขามีพลังมากถึงหนึ่งพันจิน
ทันทีที่หลี่เฉิงเฟิงกระทืบเท้าเล็ก ๆ ของตัวเองลงกับพื้น แขนขวาของเขาก็เหมือนจะมีพละกำลังเพิ่มมาอย่างมหาศาล เขาสามารถยกขันทีได้ด้วยมือเปล่า และยังสะบัดขันทีเ่าั้ให้ปลิวไปไกลได้เจ็ดถึงแปดหมี่!
“หา?”
ดวงตาของหลี่ซื่อหมินแทบจะหลุดออกจากเบ้า?
นี่มันพละกำลังเหนืุ์อะไรกัน?
ต้องมีบางอย่างผิดพลาดแล้ว องค์ชายน้อยอายุเพิ่งได้ 6 ขวบ? เขาจะเอาพละกำลังจากไหนมาขว้างผู้ใหญ่ที่หนักกว่าร้อยจินให้ปลิวออกไปได้ไกลขนาดนั้น?
นี่ไม่ถูกต้อง! หลี่ซื่อหมินเริ่มตระหนก
หากองค์ชายแปดโมโหแล้วจับเขาขว้างออกไปเช่นนั้นบ้างล่ะ เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
“ไสหัวไป! ไสหัวไปให้พ้นเลย!”
หลี่เฉิงเฟิงโยนขันทีที่ตามก้นหลี่ซื่อหมินมาจับตัวเขาปลิวหายไปทีละคนสองคน
พระพักตร์ของหลี่ซื่อหมินซีดเผือด ในที่สุดพระองค์ก็ยอมปล่อยมือ และถอยหนีจากหลี่เฉิงเฟิง
“เ้าเด็กเหลือขอ เด็กเหลือขอ! หลี่เฉิงเฟิง เ้ากล้าดีอย่างไรจึงได้ลงไม้ลงมือกับพ่อ?”
“เสด็จพ่อจับเราไว้เราก็เจ็บสิ!”
“อะไรนะ? เฟิงเอ๋อร์ พ่อ...”
หลี่เฉิงเฟิงแสร้งว่ามือซ้ายของตนเองนั้นเจ็บเหลือเกิน เขามองหลี่ซื่อหมินด้วยสีหน้าและแววตาที่เ็ป
แต่ในใจของเขากำลังคิดว่า ตาเฒ่าหลี่ซื่อหมิน นิสัยแย่ที่สุด แม้กระทั่งเด็กหกขวบยังไม่ยอมปล่อยไปง่าย ๆ จะใจร้ายไปถึงไหน?
เมื่อเห็นรอยแดงบนข้อมือของหลี่เฉิงเฟิง หลี่ซื่อหมินรู้สึกผิดขึ้นมาในทันที
แม้หลี่เฉิงเฟิงจะมีพละกำลังมากแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็เพียงเด็กหกขวบ
กระดูกของเด็กยังเติบโตได้มากกว่านี้ ถ้าหลี่เฉิงเฟิงได้รับาเ็เพราะการกระทำของพระองค์ พระองค์คงจะโทษตัวเองไม่รู้จบ!
“พ่อขอโทษเฟิงเอ๋อร์! พ่อทำให้มือของลูกเจ็บ ลูกไม่เป็อะไรใช่ไหม ให้พ่อตามหมอหลวงมาดูอาการของลูกดีไหม?”
“ไม่ต้องพ่ะย่ะค่ะ! ขอบพระทัยเสด็จพ่อ! ในเมื่อเสด็จพ่อไม่อยากให้ลูกเข้าฟังการหารือประจำวันแล้ว ลูกก็จะไม่ไปที่ท้องพระโรงพ่ะย่ะค่ะ! นอกจากนี่เสด็จพ่อควรหยุดคิดเื่ที่จะให้ลูกไปเรียนที่สำนักอักษรด้วยพ่ะย่ะค่ะ! ฮึ่ม....”
เมื่อพูดจบ หลี่เฉิงเฟิงรีบหันหน้าหนี ถีบขาเล็ก ๆ มุ่งหน้าไปยังจวนเจิ้นอ๋องโดยไม่ไว้หน้าหลี่ซื่อหมินแม้แต่น้อย
หลี่ซื่อหมินได้แต่ถอนหายใจ ตอนนี้พระองค์ไม่รู้จริง ๆ ว่าควรทำอย่างไรต่อไป!
โชคดีที่วันนี้ขุนนางผู้ใหญ่หลาย ๆ คนไม่ได้ติดตามมาเฝ้าพระองค์ ไม่อย่างนั้นพระองค์คงจะอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!
“ทุกคนฟังเราให้ดี! เื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่าได้แพร่งพรายออกไปที่ไหนเด็ดขาด ทำเป็ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เคยได้ยิน เข้าใจหรือไม่!”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าา บ่าวเข้าใจแล้ว!”
ด้านข้างของหลี่ซื่อหมิน กลุ่มขันทีกำลังทำหน้าอมทุกข์ ลูบแขน ลูบขาเพราะความเจ็บที่ตนเองถูกโยนออกมาดื้อ ๆ
หลี่เฉิงเฟิงทำให้พวกเขากลัวจับใจ
เด็กอายุเพียง 6 ขวบ เอาแรงจากที่ไหนมาโยนขันทีจนปลิวออกไปทีละคนสองคน มิหนำซ้ำยังปลิวไปไกลเจ็ดถึงแปดหมี่
เื่เช่นนี้พูดออกไปใครจะเชื่อ?
“ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ จะไม่สนใจองค์ชายแปดแล้วจริง ๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หวูกงกงขันทีรับใช้ของหลี่เฉิงเฟิง เดินเข้าไปหาหลี่ซื่อหมินและเอ่ยถาม
พระเนตรของจักรพรรดิหลี่ซื่อหมินเป็ประกาย “ไม่มีทาง เราต้องสนเขาอยู่แล้ว และเราจะสั่งสอนเขาให้ดี!”
“หวูกงกง กลับไปดูแลองค์ชายแปดให้ดี อย่าให้เขาทำเื่วุ่นวายอีก!”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าา!”
หลี่ซื่อหมินมองร่างเล็ก ๆ ที่แสนดื้อรั้นของหลี่เฉิงเฟิง ใบหน้าของพระองค์ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาจาง ๆ
ไม่แปลก... ไม่แปลกสักนิด อัจฉริยะล้วนแต่มีนิสัยดื้อรั้นเช่นนี้
หากหลี่เฉิงเฟิงว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังคำพูดของเขาทุกอย่าง หลี่ซื่อหมินคงจะคิดว่าหลี่เฉิงเฟิงเป็เด็กที่อ่อนแอเกินไป ซึ่งเป็นิสัยที่ใช้ไม่ได้
ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ ๆ พระองค์ก็รู้สึกว่า ในร่างกายขององค์ชายน้อยหลี่เฉิงเฟิงมีกลิ่นอายบางอย่างที่คล้ายกับจักรพรรดิในยุคโบราณ
“เฮ้อ... น่าเสียดาย เราแต่งตั้งองค์ชายรัชทายาทไปแล้ว คงได้แต่หวังว่าเฟิงเอ๋อร์โตขึ้น จะไม่ขัดแย้งกับหลี่เฉิงเฉียนจนฆ่าแย่งบัลลังก์กันเอง!”
พระพักตร์ของหลี่ซื่อหมินแสดงความโศกเศร้าออกมา แต่เพียงแวบเดียวร่องรอยเ่าั้ก็หายไป
ในทางกลับกันแทนที่จะมัวโศกเศร้า หลี่ซื่อหมินเสด็จกลับไปยังวังหลวงเพื่อเรียกรวมพลเฉิงเหยาจิน ฉินฉง เหว่ยฉือจิ้งเต๋อ เว่ยเจิง และยี่สิบสี่ขุนนางแห่งหอหลิงเหยียนคนอื่น ๆ ในทันที
......
ณ ท้องพระโรง เฉิงเหยาจินกำหมัดถามหลี่ซื่อหมินว่า “ฝ่าากระหม่อมขอทูลถาม วันนี้ฝ่าาเรียกกระหม่อมและท่านสูเป่ามา เนื่องด้วยกิจอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“นั่นสิฝ่าา หรือฝ่าา้าให้พวกเราสังหารศัตรูที่รุกล้ำเข้ามา?”
ใบหน้าของฉินฉงแสดงความเย่อหยิ่งอันน่าสะพรึง “ฝ่าา ‘เหลียนโปแก่แล้วยังกินไหวหรือไม่?’ แต่ข้าฉินฉิงผู้นี้แก่แล้วยังกินไหว! แม้กระหม่อมจะแก่ แต่ถ้าแผ่นดินต้าถังของเรากำลังตกอยู่ในอันตราย ข้าฉิงฉงจะนำทหารม้าอันแข็งแกร่งเข้าสู่สนามรบ ปกป้องชายแดนต้าถังของเราให้จงได้!”
“ใช่แล้วฝ่าา กระหม่อมยินดีตามท่านสูเป่าเข้าสู่สนามรบเพื่อปกป้องต้าถัง!”
ฉินฉง เฉิงเหยาจินและขุนนางท่านอื่น ๆ รู้จักกันมานานหลายปี จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะเป็เช่นพี่น้อง มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
เนื่องจากครั้งนี้ฝ่าาเรียกรวมพลขุนนางใหญ่ และแม่ทัพหลายคนมาพร้อมกัน ฉินฉงจึงคิดว่า ชายแดนของต้าถังเกิดความไม่สงบ ถูกชาวถูเจี๋ยรุกรานอีกครั้ง!
แต่หลี่ซื่อหมินกลับส่ายหน้าและยิ้มเป็คำตอบ “หูกว๋อกง หลูกว๋อกง ทั้งสองเข้าใจผิดแล้ว!”
“หา? ฝ่าาทรงหมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
ฉินฉงมองหน้าหลี่ซื่อหมินด้วยความไม่เข้าใจ