ตอนที่ 4
ใส่ร้ายป้ายสี
หลังจากวันเกิดครบรอบหกปีของหยางอี้ผ่านพ้น เด็กน้อยก็ตั้งหน้าฝึกฝนตามตำราลมปราณพื้นฐานอย่างเอาเป็เอาตายทั้งเวลากิน เวลานอน ทุกลมหายใจล้วนเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
...เพียงแต่คำกล่าวของท่านหมอเว่ยนั้นถูกต้องความมุมานะเพียงสิ่งเดียวมิอาจเอาชนะโชคชะตาไปได้
กาลเวลารวดเร็วพริบตาหนึ่งปีผ่านพ้น หยางอี้ฝึกฝนมิเคยหยุด แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็ดังที่หวังแทนที่รูปร่างของหยางอี้จะสมบูรณ์กำยำ และเติบโตรวดเร็วเช่นเดียวกับผู้ฝึกตนวัยเดียวกันแต่หยางอี้กลับกลายเป็ผ่ายผอมลง แถมส่วนสูงก็กลายเป็หยุดชะงักจนก่อความวิตกแก่หยางเฉิงเป็ทบทวี ด้วยตนเองเป็ผู้มอบโอสถวิเศษและจุดประกายความหวังแก่บุตรชาย
หยางเฉิงแม้ไม่ใช่ทายาทสายตรงของผู้นำตระกูลแต่ผู้เป็บิดามิใช่ชนชั้นทั่วไป เป็ถึงรองผู้นำตระกูล แต่ไม่ต้องอาศัยบารมีของผู้เป็บิดาหยางเฉิงก็นับเป็ผู้มากด้วยความสามารถอันโดดเด่นของตระกูลหยาง แถมยังหล่อเหลาอัธยาศัยดีไม่ถือตัวระดับฝึกตนก็ไม่อ่อนด้อย หากนับเปรียบฝีมือกันเฉพาะในรุ่น สำหรับคู่แข่งแย่งชิงตำแหน่งประมุขคนต่อไปหยางเฉิงนับว่ามีฝีมือเป็รองเพียงบุตรชายของผู้นำตระกูล นาม...หยางอวี่ถง เพียงผู้เดียวยิ่งไปกว่านั้นหยางเฉิงยังเฉลียวฉลาด เชี่ยวชาญในการเจรจาค้าขาย หากมองเฉพาะความสามารถของหยางเฉิงเชื่อว่าอนาคตแม้ไม่ได้เป็ผู้นำตระกูลหยาง แต่ก็คงไม่พ้นรับตำแหน่งสำคัญในตระกูล เพียงแต่นิสัยดั้งเดิมของหยางอวี่ถงเป็คนคิดระแวงและขี้อิจฉาหยางตงฉวนบิดาของหยางอวี่ถงจึงมักพร่ำสอนว่ากิจการใหญ่มิอาจสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว และมักจะเอ่ยชื่นชมหยางเฉิงให้มันฟังจนบางครั้งถึงกับเปรียบเทียบสองคน แม้หยางอวี่ถงจะเกิดความคิดชิงชังในใจแต่ยังคงเก็บเอาไว้ได้ เพราะนิสัยส่วนตัวของหยางเฉิงมิใช่คนทะเยอทะยานหยางอวี่ถงว่าที่ผู้นำตระกูลคนต่อไปจึงไม่คิดระแวง และเลือกให้ความสนิทสนมบ้างตามคำสอนของผู้เป็บิดา
เื่ราวดูจะดำเนินไปเช่นน้ำบ่อน้ำคลองมิก้าวก่ายจนกระทั่งการแต่งงานซึ่งหมั้นหมายดองกันไว้ั้แ่คนรุ่นก่อน ระหว่างหยางเฉิงกับธิดาตระกูลหลิว...หลิวซีอิ๋งซึ่งถือว่าเป็ตระกูลใหญ่ของเมืองข้างเคียง ซึ่งหลิวซีอิ๋งคู่หมั้นของหยางเฉิงก็มิใช่ชนชั้นทั่วไปเป็ถึงบุตรีคนเดียวของผู้นำตระกูลหลิวคนปัจจุบันทำให้ฐานะของหยางเฉิงที่มีในตระกูลหยางทรงอำนาจและเจิดจ้าเกินไป ส่งผลให้ความคิดเดิมของหยางอวี่ถงเปลี่ยนไปและมองว่าหยางเฉิงอาจจะเป็ภัยคุกคามต่อการสืบทอดตำแหน่งประมุขของตนต่อจากบิดาแต่ติดที่บิดาของหยางเฉิงเองก็มิใช่ธรรมดาจึงมิอาจกีดกันหยางเฉิงออกจากตำแหน่งสำคัญภายในตระกูลกอปรกับความสามารถของหยางเฉิงยิ่งมายิ่งโดดเด่น ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการค้าวัตถุดิบทางทะเลและสมุนไพรทั้งหมดของตระกูลหยางซึ่งทั้งสองส่วนล้วนกระทำได้อย่างยอดเยี่ยม ยิ่งสั่งสมรากฐานและอำนาจให้เพิ่มพูน
แต่เื่ดีกลับไม่คงอยู่นานหลังจากแต่งงานอยู่กินได้สามปี หยางเฉิงและหลิวซีอิ๋งก็ให้กำเนิดบุตรชาย ซึ่งภายหลังผู้คนต่างซุบซิบนินทากันว่าเป็ดาววิบัติของสองสามีภรรยาเพราะหลังจากหยางอี้เกิดได้เพียงปีเดียว ปู่ของมันก็ถึงแก่กรรมด้วยอาการป่วยอย่างปริศนา
...ไม้ใหญ่ล้มนกกาแตกรัง
ทันทีที่บิดาของหยางเฉิงถึงแก่กรรมหยางเฉิงโศกเศร้าเก็บตัวอยู่พักใหญ่ หยางอวี่ถงก็ไม่ปล่อยโอกาสงามผ่านพ้น ดำเนินแผนการซื้อตัวผู้คนพร้อมกับเริ่มดำเนินการริดรอนอำนาจแฝงไส้ศึกหวังบีบให้หยางเฉิงลงจากตำแหน่งทางการเงินใหญ่
แต่หยางเฉิงเมื่อหายจากอาการเศร้าโศกหยางเฉิงก็กลับมาทำงานละเอียดรอบคอบดุจเดิม ผ่านไปหลายปีหน้าที่รับผิดชอบของหยางเฉิงก็ยังไม่ปรากฏข้อบกพร่องเสียทีจนกระทั่งวันเกิดครบหกปีของหยางอี้หูตาที่หยางอวี่ถงวางเอาไว้ข้างกายของหยางเฉิงรุดมารายงานเื่ราวโอสถวิเศษที่หยางเฉิงมอบให้แก่บุตรชายเมื่อนั้นคมดาบที่ซ่อนแฝงในรอยยิ้มจึงเริ่มเคลื่อนไหวหยางอวี่ถงทำทีบังเอิญพบว่าหยางอี้ตั้งใจฝึกฝน จึงอยากสนับสนุนมอบของกำนัลให้กับหยางเฉิง ยิ่งเห็นหยางเฉิงทุ่มเทให้บุตรชายมากเข้าตนเองยิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มถลำลึก จึงคิดใช้สถานการณ์ป้ายความผิด จ้างวานคนร้ายขโมยโอสถจากคลังของตระกูลที่ตนเองมีหน้าที่ดูแลอาศัยกลอุบายประสานนอกในเจาะจงเฉพาะโอสถรักษาและบำรุงเส้นชีพจรที่สอดคล้องกับอาการของหยางอี้รวมถึงโอสถฝึกฝนชนิดเดียวกับที่หยางอี้จำเป็ถูกขโมยออกซึ่งมันได้ตระเตรียมทั้งหมอและคนในซัดทอดป้ายสีเอาไว้หมดแล้ว แต่นั่นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้หยางเฉิงหลงติดกลอุบายหยางอวี่ถงจึงต้องใช้เวลาอีกกว่าครึ่งปีทำดีกับหยางเฉิงจนคลายความระแวดระวังเมื่ออีกฝ่ายแสดงความเห็นใจ คิดมอบโอสถล้ำค่าให้จึงมิได้ระแวงสงสัยแม้ตอนแรกจะเอ่ยปฏิเสธ แต่ภายหลังอีกฝ่ายดึงดัน และเสนอเป็ทางเลือกว่าทำสัญญากู้ยืมลงรายมือกันเมื่อนั้นหลักฐานเท็จทั้งหมดจึงครบสมบูรณ์ มิอาจดิ้นหลุด
หยางตงฉวนผู้นำตระกูลหยางคนปัจจุบันแม้เป็บิดาของหยางอวี่ถง แต่ชมชอบผู้มากความสามารถ จิตใจเที่ยงตรงแม้รู้ว่าบุตรชายชิงชังหยางเฉิงด้วยกลัวจะกลายมาเป็คู่แข่งแย่งอำนาจกับตน ยังคงไม่เอนเอียงเข้าข้างและใช้งานหยางเฉิงตามเดิม แต่เมื่อแผนร้ายของหยางอวี่ถงเสร็จสิ้น หลักฐานอยู่ในมือกลายเป็ว่าหยางเฉิงเป็ผู้ร้ายยักยอกโอสถสำคัญของตระกูลเพื่อมอบให้บุตรชายแถมสัญญาที่ลงรายมือชื่อยังถูกแปลงสาร กลายเป็หลักฐานกู้ยืมเงินจำนวนมหาศาลจากมิจฉาชีพนอกตระกูลรวมถึงปรากฏพยานบุคคลซัดทอด สุดท้ายไม่อาจหาข้อลบล้างเพราะการแก้ต่างจำต้องนำตัวหยางอี้มาตรวจสอบ มีหรือที่หยางเฉิงจะยินยอมเพราะหากตรวจสอบก็เท่ากับประจานความจริงว่าเส้นชีพจรของหยางอี้นั้นบกพร่อง...หยางเฉิงมิอาจทำร้ายจิตใจบุตรชายของตนซึ่งหยางอวี่ถงนั้นรู้ถึงจุดอ่อนข้อนี้ดีั้แ่ต้น
สุดท้ายหยางเฉิงได้แต่จับจ้องใบหน้าของหยางอวี่ถงก่อนจะแหงนหน้าขึ้นฟ้าหัวเราะยาวนาน
...แม้ในใจไม่ยอมรับแต่จำต้องก้มหน้ากล้ำกลืน
อำนาจถูกยึดคืนแต่ด้วยคุณงามความดีในอดีต จึงมิได้ถูกขับไสออกจากตระกูลเพียงให้ทำงานเป็พ่อค้าหน้าร้านธรรมดา ไม่มีอำนาจหรือบ่าวรับใช้ติดตัวเป็เวลาสามปี
หลิวซีอิ๋งได้ฟังความจริงจากปากหยางเฉิงในใจเดือดดาลแทนสามี ไม่ยินยอมรับความอยุติธรรมคิดจะหอบผ้าหอบผ่อนพาบุตรชายและสามีกลับไปยังตระกูลหลิว แต่หยางเฉิงห้ามปรามเอาไว้ด้วยคำสั่งเสียของผู้เป็บิดาให้ช่วยดูแลตระกูลสุดท้ายจึงตกลงกับภรรยาว่าจะทนอยู่จนกระทั่งหยางอี้อายุครบสิบปีหรืออีกสามปีข้างหน้าจึงค่อยโยกย้าย
กาลผ่านว่องไวพริบตาหยางอี้ในวัยเจ็ดขวบ ล้วนสนใจเพียงฝึกฝนมิได้รับรู้เื่ราวทุกข์ใจของผู้เป็บิดา แม้รู้สึกแปลกไปที่หลายเดือนมานี้ปรากฏบ่าวไพร่ในเรือนหายไป แถมคำซุบซิบนินทารูปลักษณ์ภายนอกของตนเอง ที่มักจะทำเป็กระซิบกระซาบหรือปกปิดกลับดังมาให้ได้ยินชัดถ้อยชัดคำ แต่เพราะชินชามาก่อนจึงมิได้ใส่ใจบวกกับจิตใจตั้งมั่นฝึกฝน ไม่คิดเสียเวลาไปกับเื่ไม่เป็เื่
...แม้นิ่งเฉยมิตอแยแต่เื่ร้ายกลับงอกเงยมาถึง
.
.
เช้านี้ท้องฟ้าเบื้องบนปลอดโปร่งหยางอี้ตื่นมานั่งทำสมาธิั้แ่ไก่ขัน แดดอ่อนรำไรแยงผ่านช่องหน้าต่างลามจนถึงครึ่งตัวเด็กน้อยจึงค่อยลืมตาก้าวลงจากเตียงความพยายามอย่างแสนสาหัสตลอดขวบปีมิได้สูญเปล่าไปเสียทั้งหมดแม้เส้นทางของหยางอี้จะยากล้นกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปนับสิบนับร้อยเท่าแต่ในที่สุดค่ำคืนที่เพิ่งจะผ่านพ้นเด็กน้อยก็สามารถััได้ถึงลมปราณที่ไหลเอื่อยอยู่ในอากาศธาตุ แม้จะยังไม่สามารถดึงดูดลมปราณภายนอกเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกอันเป็หนทางของผู้ฝึกตนที่จะเลื่อนระดับตนเองสู่ขอบขั้น...พื้นฐานลมปราณขั้นที่หนึ่งแต่ก็ถือเป็ย่างก้าวที่สำคัญ ซึ่งผู้ฝกตนทุกคนต้องประสบ
...เมื่อรับรู้ว่ามีอยู่จึงสามารถชักนำเพื่อฝึกฝน
หลังจากลุกขึ้นยืนเด็กน้อยยังมิได้เคลื่อนห่างออกจากเตียงใบหน้าของหยางอี้ฉาบไปด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข พลางโน้มร่างกลับลงไปยังเตียงอุ่นพลิกเปิดฟูกนอนให้พับม้วนจนเห็นแผ่นไม้กระดานที่ข้างใต้
...ในที่สุดข้าก็จะได้ใช้ของขวัญที่ท่านพ่อมอบไว้ให้เสียที
แผ่นไม้กระดานดูเหมือนจัดเรียงแนบชิดแต่แท้จริงมีร่องเล็กยากสังเกตให้งัดเปิด ซึ่งหยางอี้เป็ผู้ลงมือเจาะมันด้วยตนเองจึงไม่ต้องเสียเวลามองไล่หา กล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมถูกจัดวางเอาไว้หกใบทั้งหกล้วนบรรจุโอสถหลากหลาย...โอสถที่บิดาของตนแสวงหามาให้
หยางอี้มองดูกล่องแต่ละใบด้วยความรู้สึกสำนึกขอบคุณแต่เพราะอ่านมากศึกษามาก บวกกับทรัพยากรของตนนั้นมีจำกัดจึงมิได้โง่งมใช้โอสถทันทีที่ได้รับ แต่ตั้งใจจัดวางแผนการในการใช้ เพื่อให้สอดคล้องตามตำราหวังผลเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเส้นทางการฝึกฝนของตนเอง
กล่องไม้ใบแรกที่ได้รับเป็ของขวัญถูกหยิบขึ้นมาเปิดดูภายในยังคงมีกลิ่นจาง ๆ ของโอสถกำเนิดปราณชั้นต้นติดอยู่แต่เม็ดยากลับไม่คงอยู่แล้ว
...ขอบคุณมากขอรับท่านพ่อท่านแม่
หยางอี้มองดูความว่างภายในกล่องพลางสูดลมหายใจเข้า บนใบหน้ายังคงปรากฏรอยยิ้ม เพียงแต่ตอนนี้ปรากฏน้ำใสเอ่อขึ้นที่ริมหางตาทั้งสองฝากล่องไม้ปิดพับลง และถูกวางกลับไปยังตำแหน่งเดิมอย่างทะนุถนอมก่อนจะหยิบกล่องอีกใบที่ดูหรูหรากว่า ซึ่งเขาได้รับมาภายหลังด้านในปรากฏเม็ดยาสีเรียบสวยกว่าโอสถเม็ดแรกที่ตนได้รับ แถมด้านในยังมีโอสถกำเนิดปราณพื้นฐานชั้นต้นถึงสามเม็ดหยางอี้ปิดฝากล่องไม้หรูหราในมือ ก่อนจะยัดมันลงไปในอกเสื้อ
...สถานที่ฝึกฝนที่ดีที่สุดต้องใกล้ชิดธรรมชาติ ใกล้ชิดปฐี
ถ้อยคำตามตำราผุดขึ้นในใจพร้อมกับสองขาเล็กเรียว ทะยานออกจากประตูห้องนอนด้วยความคึกคักร่าเริง