เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 69 ความพิโรธ

            ในใจของหนานกงหลิงนั้นมีความสุขมาก แต่ม่อเสียที่อยู่ไม่ไกลจากเขากลับมีสีหน้าอึมครึม

            “พรสวรรค์ของเด็กคนนี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก ต้องรีบฆ่ามันให้ตาย” ม่อเสียคิดในใจอย่างโหดเหี้ยม เขาเกลียดหลินเฟิงเด็กคนนี้มีพรสวรรค์ที่ดีเกินไป เขาต้องหาทางฆ่าให้เร็วที่สุดและจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสเติบโตไปมากกว่านี้

            ณ หุบเมฆพายุ หานหมานที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนกล่าวขณะยิ้มว่า “หลินเฟิงแข็งแกร่งขนาดนี้ แต่ก็ยังปิดบังข้าอีกนะ”

            เมื่อเห็นพลังของหลินเฟิงแข็งแกร่งกว่าตัวเอง หานหมานก็พลอยยินดีไปกับหลินเฟิง

            จิ้งหยุนที่อยู่ข้างๆ ก็มีรอยยิ้มเช่นกันรอยยิ้มของนางสวยงามราวกับดอกบัวที่เบ่งบานและบริสุทธิ์

            แววตาของพั่วจวินที่ยืนอยู่ข้างๆ ทั้งสองคนเปล่งประกายขึ้นมาขณะจ้องมองไปยังหลินเฟิงที่ยืนอยู่บนลานประลองเป็นตาย และแอบคิดในใจว่า “ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงปิดบังความแข็งแกร่ง ที่แท้ก็ทรงพลังขนาดนี้…”

            บนลานประลองเป็นตาย สีหน้าของยู่ฮ่าวซีดขาวราวกับกระดาษ

             “เจ้า ไม่เข้าใจแม้แต่พื้นฐานของดาบ”

            หลินเฟิงเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขา แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับมันไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็เกรงกลัวหลินเฟิงทั้งนั้น เขายู่ฮ่าว… ที่แม้กระทั่งพื้นฐานของดาบก็ยังไม่เข้าใจ

            ใครกันที่บอกว่า ผู้ที่ครอบครองจิตวิญญาณแห่งดาบจะสามารถกลายเป็นนักดาบที่แข็งแกร่ง?

            คลื่นดาบอันแหลมคมแทงยู่ฮ่าวทุกตารางนิ้วไม่รู้จบและยังคงทำลายคลื่นดาบของเขาอย่างต่อเนื่องเมื่อเผชิญหน้ากับอำนาจดาบอันแข็งแกร่งของหลินเฟิง แม้แต่กระบวนท่าเดียวเขาก็คงต้านทานไม่ได้

             “ข้ายอมแพ้ และมอบตำแหน่งศิษย์สายในให้กับเจ้า”

            หลังจากถกเถียงกับตัวเองอยู่ในใจ ในที่สุดยู่ฮ่าวก็ยอมพูดประโยคนี้ออกมาด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าวราวกับรู้สึกได้ถึงสายตาเหยียดหยามของทุกคนกำลังจ้องมองมาที่ตัวเอง

             “ยอมแพ้? ยกตำแหน่งให้ข้า?”

            หลินเฟิงแสยะยิ้มอย่างเย็นชา คิดว่ายอมแพ้แล้วทุกอย่างจะจบลงอย่างนั้นหรือมันไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ?

            ตอนที่ยู่ฮ่าวคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าหลินเฟิง ก็ป่าวประกาศว่าจะทำลายการบ่มเพาะและตัดแขนตัดขาของเขาทำให้เขาอยู่ไม่สู้ตาย แต่ตอนนี้เมื่อยู่ฮ่าวค้นพบว่าตัวเองนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลินเฟิงก็พูดยอมแพ้แค่ประโยคเดียว เพื่อให้เรื่องทุกอย่างจบลง? อย่างนี้ก็ได้เหรอ???

            หลินเฟิงไม่ได้ตอบกลับไปทันที

            “ข้าจำเป็นต้องปล่อยเจ้าไปงั้นหรือ?” น้ำเสียงของหลินเฟิงเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยขณะก้าวเท้าไปข้างหน้า อำนาจของดาบยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งแรงกดดันนี้ทำให้ยู่ฮ่าวแทบหายใจไม่ออก

             “ข้าขอยอมแพ้แล้ว เจ้าจะยังต้องการอะไรอีก?”

            สีหน้าของยู่ฮ่าวพลันเปลี่ยนไป หลินเฟิงแข็งแกร่งและน่ากลัวเกินไปแล้ว!

            “ข้าต้องการอะไรนะหรือ? มันง่ายมากเจ้าอยากจะทำสิ่งใดกับข้า ข้าก็จะทำสิ่งนั้นกับเจ้า” หลินเฟิงยิ้มอย่างเย็นชาพร้อมปล่อยจิตสังหารออกมาทำให้ยู่ฮ่าวสั่นสะท้านไปทั่วร่างกาย หลินเฟิงต้องการสังหารเขา!!!

             “นี่คือการทดสอบของนิกาย เจ้ากล้าหรือ?” ยู่ฮ่าวตะโกนขณะที่ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว

             “เจ้าไม่กล้าฆ่าข้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะไม่กล้าฆ่าเจ้า”

            หลินเฟิงตอบยู่ฮ่าวขณะกำดาบในมือแน่น แล้วตวัดฟันไปด้านหน้าเงาดาบวาดผ่านอากาศไปอย่างรวดเร็ว พร้อมส่งคลื่นดาบอันทรงพลังพุ่งตรงไปยังยู่ฮ่าว

            ดาบปลิดวิญญาณก็เพียงพอที่จะคร่าชีวิตของอีกฝ่ายได้ เพียงแค่ชั่วพริบตาเลือดของยู่ฮ่าวก็สาดกระจายไปทั่วพื้น ก่อนที่ร่างของเขาจะล้มลงนัยน์ตาเบิกกว้างราวกับตายตาไม่หลับ เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหลินเฟิงจะกล้าฆ่าเขา

            “ซู้ด…” ราวกับว่าเวลาได้หยุดลงความเงียบเพียงชั่วขณะก็ทำให้ฝูงชนได้ยินเสียงเต้นหัวใจของกันและกัน

            หลินเฟิงทำลายประวัติศาสตร์ของนิกายหยุนไห่ด้วยการท้าประลองศิษย์สายในของนิกายถึงสองคน

            หลินเฟิงฝ่าฝืนกฎของนิกายหยุนไห่ต่อหน้าเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสของนิกายหยุนไห่ทุกคนและยัง... ต่อหน้าท่านประมุขหนานกงหลิง ด้วยการสังหารคู่ต่อสู้ในการทดสอบของนิกาย

            “บังอาจ!”

            เสียงตะโกนด้วยความโมโหดังกึกก้องจากเหนือลานประลองพร้อมกับแรงกดดันบางอย่างที่พุ่งตรงมายังร่างของหลินเฟิง ซึ่งเสียงตะโกนนี้ได้ปลุกสติของฝูงชนให้ตื่นขึ้นจากภวังค์

            “ต่อหน้าทุกคนในนิกายหยุนไห่ เจ้าก็ยังไม่เคารพกฎของนิกาย เจ้าไม่เห็นใครอยู่ในสายตาเลย แม้กระทั่งท่านประมุข!!! เจ้ากล้าสังหารศิษย์ร่วมนิกายเจ้า เจ้าได้กระทำผิดอย่างร้ายแรง!!!”

            เสียงก่นด่าที่ลอยมาแฝงไปด้วยจิตสังหารที่น่าหวาดหวั่น         

            เมื่อฝูงชนเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าเป็นม่อเสียที่เป็นผู้พูด บางคนอาจจะยังไม่รู้แต่ศิษย์ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น วันที่ม่อเสียตั้งใจจะสังหารหลินเฟิงพวกเขาต่างรู้ว่าม่อเสียกับหลินเฟิงเป็นศัตรูกัน ม่อเสียแค่อยากฉวยโอกาสตอนที่หลินเฟิงยังอ่อนแอกำจัดเขาไปเสีย เพื่อไม่ให้เขาเติบโตไปมากกว่านี้ ดังนั้นเขาจึงเลือกบทลงโทษที่หนักที่สุดเพื่อที่จะสังหารหลินเฟิงให้ได้

            หลินเฟิงเงยหน้ามองม่อเสียเพียงแวบเดียว ก่อนจะเบือนสายตาหนีและไม่ได้ให้ความสนใจอีก         

            วันนี้ที่หลินเฟิงเข้าร่วมการทดสอบของนิกาย และก้าวเข้าสู่ลานประลองเป็นตายทำตัวโดดเด่นเรียกความสนใจจากทุกคนแสดงท่าทางอวดเบ่งด้วยการท้าประลองกับศิษย์สายในถึงสองคนทั้งยังเปิดเผยอำนาจของดาบเพื่อให้ทุกคนได้ตื่นตกใจ กระทั่งสังหารยู่ฮ่าวอย่างเลือดเย็น         

            ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อม่อเสีย!!!         

            หลินเฟิงจงใจให้โอกาสม่อเสียในการหาข้ออ้างเพื่อกำจัดเขาเพราะหลินเฟิงรู้ดีว่า ไม่ช้าก็เร็วอีกฝ่ายจะต้องหาข้ออ้างมาฆ่าเขาอยู่ดี แทนที่จะให้เป็นแบบนั้น ไม่สู้ให้เขาเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายดีกว่าไหม       

            เมื่อเห็นหลินเฟิงไม่สนใจและเมินเขา ม่อเสียจึงโกรธจนตัวสั่นแต่ในใจกลับหัวเราะอย่างเย็นชาและตะโกนออกมาว่า “ทุกคนจับไอ้คนทรยศนี่ซะ ถ้าขัดขืนก็ฆ่า!!!”

            เมื่อฝูงชนได้ยินคำพูดของม่อเสียต่างก็รู้สึกหนาวสั่น วิธีการของคนคนนี้ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนักเป็นถึงผู้อาวุโสแต่การกระทำช่างอวดดีและหยิ่งผยอง

            “ไอ้สารเลว!” หานหมานด่าออกมา ทุกคนก็ได้ยินอย่างชัดเจนว่าก่อนหน้านี้ยู่ฮ่าวป่าวประกาศว่าจะทำลายการบ่มเพาะและตัดแขนตัดขาของหลินเฟิง ให้หลินเฟิงอยู่ไม่สู้ตาย ดังนั้นการที่หลินเฟิงจะสังหารเขาแล้วมันผิดตรงไหน?

            สีหน้าของจิ้งหยุนเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ในแววตาเผยร่องรอยความกังวลออกมา

            “เป็นผู้อาวุโสที่หน้าด้านดีจริงๆ” หลิ่วเฟยด่าม่อเสียม่อเสียใช้อำนาจของตัวเองเพื่อลอบสังหารศิษย์ของนิกายไปแล้วครั้งหนึ่งและยังจะทำอีกเป็นครั้งที่สอง?

            มีร่างเงาบางคนพุ่งไปหาหลินเฟิงที่อยู่บนลานประลองเป็นตาย เพื่อจับกุมหลินเฟิง

             “หยุด!!!” ทันใดนั้นก็มีเสียงเย็นชาตะโกนขึ้นมาทำให้ร่างเงาที่กำลังจะพุ่งไปหาหลินเฟิงต้องชะงักลงเพราะเสียงนั้นเป็นของท่านประมุขหนานกงหลิง  

            ในชั่วพริบตาสายตาของทุกคนต่างก็จ้องมองไปที่หนานกงหลิงในตอนนี้ทุกคนอยากจะรู้ว่าหนานกงหลิงจะจัดการอย่างไร เขาจะลงโทษหลินเฟิงหรือไม่?

            “ท่านประมุข เด็กคนนี้หยิ่งผยองเกินไปและยังไม่เห็นท่านประมุขอยู่ในสายตาอีก พวกเราจำเป็นต้องลงโทษเขาเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ศิษย์คนอื่นๆ”

            ม่อเสียที่อยู่ข้างๆ หนานกงหลิงโค้งคำนับลง พลางพูดโน้มน้าวใจออกมา และในขณะเดียวกันเขาก็เหลือบมองไปที่ผู้อาวุโสคนอื่นๆเพื่อส่งสัญญาณบางอย่าง

            “ผู้อาวุโสม่อเสียกล่าวได้ถูกต้อง เด็กคนนี้ก้าวร้าวเกินไปไม่เห็นท่านประมุขอยู่ในสายตา และยังสังหารศิษย์ร่วมนิกายอีกด้วยพวกเราจำเป็นต้องสังหารเขา”

             “ท่านประมุข โทษของเด็กคนนี้คือประหารเท่านั้น”

            ผู้อาวุโสบางส่วนช่วยสนับสนุนคำพูดของม่อเสีย เพราะถึงอย่างไรม่อชั่งหลันก็มีคุณสมบัติและประสบการณ์มากกว่าท่านประมุขหนานกงหลิงดังนั้นในนิกายหยุนไห่จึงไม่มีใครที่ไม่ไว้หน้าม่อชั่งหลัน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาต้องเข้าข้างม่อเสีย

            หนานกงหลิงเงยหน้าขึ้นและมองไปที่ม่อเสียกับเหล่าผู้อาวุโสอื่นๆก่อนจะพูดอย่างไม่แยแสว่า “พูดจบหรือยัง?”

            เหล่าผู้อาวุโสต่างมึนงง เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่หนานกงหลิงพูด

            “ม่อเสีย เจ้าเป็นประมุข หรือว่าข้าหนานกงหลินที่เป็นประมุข?”

            เมื่อเห็นเหล่าผู้อาวุโสพากันยืนอึ้ง หนานกงหลิงจึงหันไปถามม่อเสีย

            สีหน้าของม่อเสียซีดเซียว หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น ก่อนจะรีบร้อนตอบไปว่า“แน่นอนว่าเป็นท่าน ท่านประมุข ข้าม่อเสียมิกล้า”

            “แล้วพวกเจ้าล่ะ คิดว่าข้าเป็นประมุขหรือม่อเสียที่เป็นประมุข?” หนานกงหลิงหันไปถามเหล่าผู้อาวุโสที่สนับสนุนม่อเสีย

            “แน่นอนว่าเป็นท่าน” เหล่าผู้อาวุโสต่างรู้สึกใจคอไม่ดีนิสัยของหนานกงหลิงนั้นเป็นคนที่อ่อนโยน แต่ไหนแต่ไรมาเคยพูดจาด้วยน้ำเสียงเช่นนี้กับพวกเขาที่ไหนกัน

            “อืม!” หนานกงหลิงพยักหน้า “งั้นข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง การทดสอบของนิกายครั้งนี้ใครกันคือผู้รับผิดชอบ?”

             “แน่นอนว่าต้องเป็นท่านประมุข” ม่อเสียและคนอื่นๆต่างตอบอย่างพร้อมเพรียงกัน ขณะที่แผ่นหลังของพวกเขาล้วนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ  

            “พวกเจ้าก็รู้นี่ ในเมื่อเป็นแบบนั้น ม่อเสีย ข้าอยากจะถามเจ้าว่าเจ้าบอกว่าศิษย์คนนั้นไม่เห็นข้าที่เป็นประมุขอยู่ในสายตา แล้วเจ้าล่ะ? เจ้ากล้าชี้ไม้ชี้มือออกคำสั่งต่อหน้าทุกคน ต่อหน้าข้า ผู้อาวุโสม่อเสียเจ้าสามารถบอกได้หรือไม่ว่า ยังเห็นประมุขอย่างข้าอยู่ในสายตาหรือไม่?”

            สิ้นประโยคของหนานกงหลิง อุณหภูมิก็ดูเหมือนจะลดลงทำให้ม่อเสียและเหล่าผู้อาวุโสต่างรู้สึกหนาวสะท้านไปทั่วร่าง

            เหล่าผู้อาวุโสล้วนหุบปากสนิท ไม่กล้าแม้แต่จะผายลม

            ม่อเสียคิดว่าตัวเองมีม่อชั่งหลันผู้เป็นบิดาคอยหนุนหลังให้จึงมักทำอะไรตามใจตัวเองและยังหยิ่งยโสมาก แต่ครั้งนี้ม่อเสียได้ยั่วโมโหท่านประมุขเข้าอย่างจัง

            “ตูม…” เสียงระเบิดดังขึ้นมาเก้าอี้ที่หนานกงหลิงนั่งพลันแตกกระจาย

            “พูด!!! ข้าถามพวกเจ้าอยู่ในใจของพวกเจ้ายังเห็นข้าหนานกงหลิงเป็นประมุขอยู่หรือไม่?”

            หนานกงหลิงลุกขึ้นและตะโกนถามอย่างเย็นชาพลังอันแข็งแกร่งที่แผ่ออกมาจากร่างของหนานกงหลินทำให้เหล่าผู้อาวุโสหัวใจแทบหยุดเต้น  

            ทุกคนต่างจ้องมองไปยังหนานกงหลิงที่กำลังโกรธเกรี้ยวด้วยสายตากระวนกระวายน้อยครั้งมากที่ท่านประมุขจะโกรธเกรี้ยวเช่นนี้ วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นทำไมท่านประมุขถึงระเบิดอารมณ์ออกมาเช่นนี้ หรือเป็นเพราะผู้อาวุโสม่อเสีย

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน