ตอนที่ 55 สำแดงฤทธิ์เดชกายาบรรพกาล
เสียงรัวหมัดดังกึกก้องลั่นสะท้านทั่วทั้งลานประลอง กระแสลมร้ายโหมกระหน่ำราวกับพายุคลั่งโพยพัดสรรพสิ่งรอบกาย เรือนร่างที่นอนเกลื่อนกลาดหมดสภาพนับพันพลันลอยล่องพัดทวนกระแสอากาศประหนึ่งน้ำวนมนุษย์ เนื่องจากผลกระทบของระลอกกระแสพลัง ทุกการลงหมัดต่างรัวเร็วและแม่นยำราวกับจับวาง พื้นประลองบังเกิดรอยร้าวขึ้นก่อนผืนประลองจะค่อยค่อยทรุดตัวลงจากแรงปะทะของพลัง นัยน์ตาผู้ชมต่างเบิกโพลงกว้างด้วยความตะลึง พลังทำลายระดับนี้เกิดจากรุ่นเยาว์เพียงเท่านั้น!! ไม่ใช่ยอดฝีมือหรือปรมาจารย์แต่เป็นรุ่นเยาว์อายุราวสิบห้าสิบหกปี!!
ภาพเบื้องหน้าล้วนสะกดให้ผู้คนต่างตกไปในภวังค์อย่างไม่รู้สึกตัว พลังทำลายล้างเกินสิ่งที่จะเรียกว่าการกระทำของรุ่นเยาว์ไปแล้วราวกับยอดฝีมือ!! ไม่มีผู้ใดกล้าจินตนาการถึงสภาพของกาติรัสที่กำลังรับหมัดเหล่านั้นทั้งหมดแต่ทว่าหากสังเกตดูให้ดี ลาซิเฟียกลับไม่ได้รับแรงปะทะจากระลอกกระแสพลังเลยราวกับหลุดไปอีกมิติ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพราะสรรพเวทย์ที่ครอบคลุมทั่วทั้งร่างเอาไว้ มันช่วยเธอให้รอดพ้นได้ราวกับปาฏิหาริย์ ใบหน้าของหญิงสาวปรากฏความตกตะลึงงัน บุรุษที่คุ้นเคยกำลังถูกกระหน่ำโจมตีอย่างไม่อาจต่อต้าน ความหวาดกลัวเข้าเกาะกลุมจิตใจจนสุดขั้ววิญญาณ เธอจะกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้มีพระคุณของตนเองต้องตกตาย เพียงแค่คิดหัวใจก็เต้นถี่ระรัวพลางหยาดเหงื่อที่พร่างพรายทั่วใบหน้า
ต่อหน้าศัตรูสุดแข็งแกร่งสามบุรุษพลันเพ่งสมาธิไปยังกาติรัสอย่างสุดกำลัง ไม่อาจละความสนใจไปยังสิ่งอื่นแม้กระทั่งลาซิเฟียที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมมือก็ไม่ได้ตกเป็นเป้าสายตา ภาพเบื้องหน้าของสามบุรุษราวกับทั่วทั้งโลกมีเพียงแค่กาติรัส
หมัดหนักยังคงลั่นออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง เนื่องด้วยพลังทำลายที่มากล้นเกินคณา ผู้คนต่างคิดได้เพียงอย่างเดียว----"ตกตายกลายเป็นศพ"
"ขะ...เขาอาจจะตายก็ได้นะ" รูเปียเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงคลุมเครือ
"รูเปีย... เห็นที่เขาทำกับผู้คนทั้งหมดไหม" มาซูเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขังพลางชี้นิ้วไปทางเรือนร่างของเหล่าผู้เข้าแข่งขันที่ปลิวว่อนราวกับน้ำวนก่อนกล่าวต่อ "ไม่มีความปราณีในการกระทำเหล่านั้นเลย พวกเราก็จะทำเช่นนั้นเหมือนกัน"
ลาซิเฟียที่อยากจะยื่นมือเข้าไปช่วยชายหนุ่มได้แต่ละอายและสังเวชตนเอง ยิ่งไตร่ตรองถึงผลกระทบที่เธอได้พบเจอเธอยิ่งคิดว่าตัวเองในขณะนี้นั้นไร้ประโยชน์มากเพียงใดเพราะความอ่อนแอและบ้าบิ่นจนต้องต่อกรกับอสูรกายจนเกือบสิ้นชีวิต สองฝ่ามือกำแนบแน่นด้วยความคับแค้นใจพลางโลหิตที่เริ่มไหลผ่านฝ่ามืออันบอบบางที่ขาวประดุจหิมะและเนียนงามราวกับหยก
ทำอะไรไม่ได้เลย...
เหล่าปรมาจารย์และเจ้าเมืองที่ต่างรู้สึกได้ถึงความโหดเหี้ยมที่ส่งผ่านการกระทำเหล่านั้นราวกับปีศาจ ช่างไร้มนุษยธรรมแต่ทว่าทุกอย่างกลับกลายเป็นผลดีเมื่ออยู่ในสงครามที่ไร้ซึ่งความปราณีอันเต็มไปด้วยการเข่นฆ่าและซากศพที่กองผงาดสูงประดุจภูเขา พวกเขาต้องการปั้นคนเฉกเช่นนั้นเพื่อนำไปต่อกรกับสิ่งมีชีวิตทรงพลังต่างเผ่าพันธุ์ สามบุรุษนับว่าผ่านการทดสอบไปได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มรังสรรค์ มันคือหนึ่งในเหตุผลที่พวกเขาไม่เข้าไปห้ามการกระทำอย่างการต่อยไม่หยุดหย่อน
ช่วงเวลาหวนผ่านไปถึงห้านาทีหมัดยังคงถูกปล่อยออกไปไม่ลดละ ผู้ชมต่างเชื่อสนิทใจแล้วจริงๆ โดนไปขนาดนั้นคงไม่มีใครรอดพ้นออกมาได้หรอก ความโหดเหี้ยมเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนความรู้สึกบ้าเลือดให้กลายเป็นความเวทนา หยาดน้ำตาเริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้คนก่อนซุ่มเสียงนับร้อยจะเริ่มเอ่ยกล่าวขึ้นมาอย่างไม่ได้นัดหมาย
"พอเถอะนะ!! เขาตายแล้วเถอะ!!"
"ยังจะต่อยอีกหรอ!! ฮืออออ"
"โหดร้ายเกินไปแล้ว... อำมหิตเกินไปแล้ว!!"
น้ำเสียงเศร้าโศกาเริ่มทวีคูณจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับโรคระบาด ยังคงมีสองฝ่ายที่แบ่งแยกอย่างเห็นได้ชัด คนที่สงสารจับใจและคนที่สะใจจนแทบคลั่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหล่าสามตระกูลใหญ่และศิษย์ของพรรคแดนศักดิ์สิทธิ์เพราะเจ้านั่นจึงทำให้เหล่าผู้ใฝ่ฝันจะท่องยุทธภพต้องตามหลังเหล่าอัจฉริยะคนอื่นไปหลายสิบก้าวยิ่งเป็นกับพวกตัวแทนของทั้งหกจักรวรรดิด้วยแล้วยิ่งแล้วใหญ่!! ความสะใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าบ้างฉีกยิ้มจนแก้มแทบปริ
สามผู้นำตระกูลใหญ่ของเมืองศักดิ์สิทธิ์ต่างอยากกู่ตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน "ตายไปได้ก็ดี! ไอ้สารเลว!!" ถ้าไม่นับว่ามีเจ้าเมืองและสี่ปรมาจารย์จากแดนเทพมนุษย์ พวกเขาคงตระโกนเช่นนั้นไปแล้ว
แม้เสียงตีกลับจะเริ่มเป็นความสงสารมากกว่าสะใจถึงกระนั้นสามบุรุษก็ยังคงปล่อยหมัดออกไปอย่างเต็มสูบ สามหนุ่มเริ่มสัมผัสได้ถึงทั่วทั้งแขนที่เริ่มอ่อนเพลียจนสามารถจับสังเกตได้อย่างชัดเจน ความเร็วค่อยค่อยลดลงจากเดิมราวกับเป็นคนละระดับ เนื่องด้วยทักษะระดับสูงที่กลืนกินพลังกายไปเป็นอันมาก พวกเขาสามารถใช้มันได้ถึงห้านาทีก็นับว่าเป็นอัจฉริยะไร้ที่เปรียบแล้ว
แม้ผู้คนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าบุรุษรูปงามได้ตกตายไปแล้วแน่ๆ แต่สามบุรุษกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น ทุกหมัดที่ส่งออกไปราวกับมดที่พุ่งชนใส่ภูผาสูงใหญ่ราวแปดหมื่นสี่พันโยชน์ ไม่อาจหยั่งรู้ได้ถึงขีดจำกัดของศัตรูราวกับสัตว์ประหลาดในตำนานที่กอปรไปด้วยร่างกายอันไร้เทียมทาน!!
สภาพจิตใจของสามบุรุษเริ่มสั่นคลอนและถูกเติมเต็มไปด้วยความหวาดกลัว บรรยากาศหนาวเหน็บจับเกาะกลุ่มกลืนกินพลันแปรเปลี่ยนร่างกายเป็นแข็งทื่อราวกับถูกสาปกลายเป็นหิน ในหมู่พวกเขาทั้งสามคน โททัชย่อมตกใจน้อยที่สุดเพราะเขาเคยประมือกับศัตรูเบื้องหน้ามาบ้างแล้วแต่ทว่าพาลากับโมม่อนต่างรู้สึกได้ถึงเส้นขนที่ลุกชูชันทั่วทั้งร่าง ความสะพรึงกลัวก่อตัวจนกลายเป็นรูปร่างดั่งเทพมรณะปรากฏกาย ไม่อาจจินตนาการความแข็งแกร่งที่มันครอบครอง พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าตัวตนที่แท้จริงของสิ่งที่โททัชเคยเล่าจะให้ความรู้สึกเขย่าขวัญสั่นประสาทได้ขนาดนี้ พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าตนกำลังจะกลายเป็นบ้า!!
หมัดหนักพลันหยุดชะงักลงด้วยความอ่อนล้าก่อนพวกเขาทั้งสามจะปรากฏอาการหอบเหนื่อย ปากอ้ากว้างออกเพื่อช่วยหายใจและเหงื่อพลันอาบท่วมทั่วทั้งร่าง ศัตรูเบื้องหน้านิ่งสนิทไปแล้ว ไม่อาจจับสัมผัสได้ถึงลมหายใจของเขาเลย ทว่า ทั่วทั้งร่างกลับไม่ปรากฏรอยบาดแผลเลยสักนิดมีเพียงร่องรอยจากการปะทะเท่านั้น ไม่ใช่เพียงแค่โททัช พาลาและโมม่อนที่คิดว่ากาติรัสได้ตายไปแล้วแม้กระทั่งเหล่าผู้ชมก็ยังคิดเช่นนั้น
ทุกคู่สายตาต่างเห็นได้อย่างแจ่มชัด เรือนร่างของบุรุษรูปงามต่างนิ่งงันและเปลือกตาที่ปิดสนิท บางส่วนกลับปรากฏความประหลาดใจบนใบหน้าเนื่องจากช่วงเวลาที่กำลังถูกกระหน่ำหมัด ยังไม่อาจเห็นเรือนร่างของเขาได้ชัดนักก่อนน้ำเสียงอึ้งทึ่งจะเริ่มเอ่ยกล่าวดังเป็นวงกว้าง
"โดนไปขนาดนั้น... ไม่มีบาดแผลเลย"
"ทะ---ทำไม ทำไมถึงไม่มีเลือดเลยล่ะ!!"
เพียงสามลมหายใจ... แววตาของเหล่าปรมาจารย์จากสี่แดนเทพมนุษย์ต่างเบิกโพลงกว้างปานถลน คิ้วเลิกสูงขึ้นพลันใบหน้าตกตะลึงด้วยความช็อคค้างราวกับพบภูติผี
ตึกตัก... ตึกตัก... ตึกตัก... ตึกตัก...
เสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะดังสะท้านข้างหูเหล่าปรมาจารย์ทั้งสี่ราวกับแนบชิดอิงอก แท้จริงแล้ว... มันไม่ใช่เสียงหัวใจของพวกเขา
"จะ...เจ้านั่น" ปรมาจารย์โชลิชเอ่ยกล่าวอย่างตะกุกตะกัก นัยน์ตาเปี่ยมล้นไปด้วยความวิตกกังวล ใบหน้าพลันกระตุกด้วยอาการแข็งเกร็ง ท่าทางสุขุมมลายหายไปพลันถูกเติมเต็มไปด้วยอาการลนลานก่อนเอ่ยต่อออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "มะ---มันยังไม่ตาย..."
เพียงเสี้ยววินาทีหนึ่งมือเหยียดออกตรงสุดแขนพลันคว้าจับศีรษะของบุรุษร่างสูงใหญ่ตรงหน้า
ปับ!!
"โททัช!!" พาลาพลันโพล่งคำอย่างตื่นตระหนก
โมม่อนถึงกับอึ้งทึ่งจนทำอะไรไม่ถูก เหตุการณ์ตรงหน้ามันเกินสามัญสำนึกเกินไปแล้ว!!
"มะ---มันยังไม่ตาย..." โททัชพลันแข็งทื่อเนื่องจากใส่แรงไปกับการโจมตีประสานจนเกือบหมดสภาพอยู่แล้ว หากต้องใช้พลังมากไปกว่านี้มันจะเป็นการฝืนร่างกายตัวเองจนอาจจะเกิดรอยแตกของบ่อกักเก็บพลังก็เป็นได้
สรรพชีวิตต่างแข็งค้างราวกับโลกทั้งใบถูกปิดผนึกโดยสมบูรณ์ ลมหายใจพลันขาดช่วง ความอึดอัดพลันอัดแน่นเต็มทรวงอก ตัวตนเบื้องหน้าราวกับสัตว์ประหลาดไม่มีผิด หมัดสุดทรงพลังที่น่าจะพรากชีวิตไปจากเขา แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นเช่นนั้น
"ฮะฮ่าฮ่าฮ่า ข้ากำลังฝันไป! ข้ากำลังฝันไป!!"
ผู้ชมเริ่มที่จะจิกฉีกเนื้อตัวเองเพื่อย้ำเตือนถึงเหตุการณ์เบื้องหน้า บ้างอาการเริ่มหนักจนเข้าขั้นบ้า เสียงหัวเราะแห้งราวกับคนเสียสติพลันแผ่ขยายเป็นวงกว้างกระทั่งลาซิเฟียยังอดไม่ได้ที่จะเบิกตาโพลงกว้าง ชายหนุ่มคนนี้สร้างความประหลาดใจได้หลายครั้งครา ร่างกายของเขาคงไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถสรรหาคำมาพรรณาเป็นคำพูด
กาติรัสซึ่งเข้าใจทุกอย่างเป็นอย่างดี อันกายาไม่ได้เป็นร่างใหม่แต่อย่างใด มันถูกพระเจ้าชุบกายและวิญญาณส่งลงมายังโลกต้นกำเนิดด้วยกายาในชีวิตก่อน!! เป็นสิ่งที่เข้าใจได้โดยง่าย กายาชั่วชีวิตที่แล้วคือเรือนร่างของอสูรร้ายในตำนาน!! ผู้ครอบครองนามแห่งจักรพรรดิในอาชีพ "จักรพรรดิผู้สรรสร้าง" จนถูกขนานนามว่า "อำนาจแห่งพระเจ้า" เนื่องจากกายาที่ได้หลอมรวมกับโลหิตสิบหยดของเหล่าสัตว์เทพบรรพกาลทั้งแปด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้... อันสายเลือดของอันเดดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย สิ่งมีชีวิตปริศนาอันทัดเทียมตัวตนของเหล่าทวยเทพที่แท้จริง ความแข็งแกร่งของร่างกาย ณ ปัจจุบัน มันเกินคำว่าสามารถจินตนาการไปไกลโข
หนึ่งฝ่ามือกุมจับศีรษะของโททัชอย่างแนบแน่นก่อนเรือนร่างสูงใหญ่ราวสามเมตรของเขาจะค่อยค่อยลอยตัวขึ้น แรงบีบกดส่งผ่านใบหน้าพลันเนื้อหนังยุบลงตามรอยนิ้วมือทั้งห้า บ่งบอกว่าแรงกดนั้นทรงพลังมากเพียงใด โททัชพลันเร่งใช้สองมือจับแขนกาติรัสเพื่อบีบกด ทว่า ราวกับมดออกแรงดันหินผาที่สูงใหญ่
พาลาและโมม่อนพลันกล่าวตะโกนก้อง "โททัช!!" ร่างกายกลับมิอาจขยับ ขาทั้งสองต่างด้านชาไปหมดและสั่นเทิ้มราวกับจะล้มพับลงได้ทุกเมื่อ
"สวรรค์! โททัชหนักตั้งสิบตัน!!" กอดอนกล่าวพลางใบหน้าที่แสดงความหวาดกลัวราวกับพบเห็นปีศาจจากขุมนรกที่ลึกที่สุด
ด้วยอาชีพ "กายากษัตริย์" ยิ่งบรรลุขั้นกายาสูงขึ้นเท่าไหร่ร่างกายยิ่งทวีคูณความแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้นซึ่งโททัชบรรลุเข้าสู่ กายากษัตริย์ขั้นสองสำหรับขั้นแรกร่างกายจะหนักหนึ่งตันและขั้นที่สองก็ทวีคูณขึ้นอีกสิบเท่าหรือก็คือสิบตัน!!
"สะ...สัตว์ประหลาด"
กาติรัสแสยะยิ้มกว้างราวกับรอยยิ้มปีศาจก่อนแรงกดบีบจะยิ่งรุนแรงยิ่งขึ้นพลางเอ่ยกล่าว "อะไรกันหมดฤทธิ์แล้วหรือ?" พลันแรงบีบอัดที่ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ
โททัชที่ไม่อาจอัดอั้นความเจ็บปวดไว้ได้อีกต่อไปพลันกู่ร้องอย่างโหยหวนด้วยความทรมาน "อ๊ากกกกกกก"
สองมือพลันทุบตีแขนของกาติรัสอย่างทุรนทุรายเพื่อหวังจะเอาชีวิตรอดแม้จะไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลยก็ตาม ความรู้สึกหนาวเหน็บพลันโอบคลุมทั่วทั้งร่างราวกับเคียวยมทูตอยู่ไม่ห่างเกินเอื้อมมือก่อนเสียงสายหนึ่งจะกู่ตะโกนก้องด้วยความกริ้วโกรธ
"ย๊ากกกกก---มหาเวทย์เขตแดนหนึ่งภพโลกธาตุ!!" มาซูกล่าวร่ายพลันใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นโกรธาอย่างที่สุด
ปรมาจารย์โหวู๋พลันโพล่งคำอย่างตื่นตะลึง "อายุแค่นี้กลับสามารถใช้เขตแดนได้!!"
ผืนธรณีในรัศมีห้าร้อยเมตรพลันตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอิสตรีน้อย ความโกรธแค้นโพยพุ่งสู่สวรรค์พลันเสาธรณีนับสิบสิบเส้นพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้าประหนึ่งหอกยาวอันแหลมคม หยดน้ำตาเริ่มไหลรินอาบใบหน้านวลงามอย่างเชื่องช้าก่อนน้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความเคียดแค้นจะกล่าวตะโกน
"ฆ่ามัน!!" มาซูกล่าวก่อนปรากฏหยดโลหิตค่อยค่อยไหลรินออกมาจากมุมปากของหญิงสาว ด้วยการที่ฝืนใช้มหาเวทย์เขตแดนซึ่งจะกลืนกินพลังเวทย์เป็นอย่างมหาศาล แค่ใช้เขตแดนได้ตั้งแต่อายุสิบห้าปีก็นับว่าเป็นอัจฉริยะไร้ที่เปรียบ!!
กาติรัสพลันโยนร่างของโททัชไปทางมาซูและเหล่าสหาย เขายังอยากลงมือฆ่าด้วยตัวเองมากกว่าจะนำมันมาเป็นเกราะป้องกันเจ้าพวกเสาหิน ความสะใจในการลงมือสังหารมันต่างกัน!! บุรุษที่แข็งแกร่งราวกับสัตว์ประหลาดเริ่มปริปากกล่าวอย่างเย้ยหยัน "ยังไม่เข้าใจอีกหรือ"
เสาหินนับสิบสิบเส้นพุ่งทะยานเข้าหากาติรัสด้วยความเร็วราวกับสายอัสนีเนื่องด้วยสภาพของมันที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบราวกับหอกแหลม ทว่า ผู้คนต่างได้เป็นประจักษ์พยานถึงร่างกายที่แข็งแกร่งดั่งหินผาของมัน แม้พลังเวทย์ที่แผ่ซ่านออกมาจะสูงล้ำก็จริง... แต่ยามนี้ไม่มีผู้ใดกล้าจะจินตนาการถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปเลยสักคนกระทั่งมาซูที่เป็นผู้โจมตีก็ตาม
ขอให้ฆ่ามันได้ทีเถอะ!!
เรื่องประหลาดพลันเกิดขึ้นอีีกครั้ง โททัชที่น่าจะหมดสภาพไปแล้วพลันพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วยิิ่ง พลังพลันโพยพุ่งทะยานสู่สรวงสวรรค์เป็นคนละคนกับเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง!! มาซูที่ตระหนักได้ถึงสิ่งที่เขากระทำไปพลันโพล่งคำด้วยหยาดน้ำตา "โททัชชช----เจ้าจะตายเอานะ!!!"
ใบหน้าขึงขังและแววตาเบิกโตอย่างอาฆาต บุรุษร่างสูงใหญ่พลันง้างหมัดในระยะที่ห่างออกไปเพียงสิบเมตร "หมัดแห่งกายากษัตริย์ขั้นสี่!!"
รอยฉีกยิ้มกว้างดั่งปีศาจปรากฏขึ้นบนใบหน้า "มดปลวกที่ไม่รู้จักเจ็บรู้จักจำ"
..สเตตัสปัจจุบัน...
ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์
เลเวล:5,912 พลังกาย:409,874 พลังเวทย์:998,711 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ