ข้ากลับมาเพื่อเป็นราชาเทพเจ้า ( The Return of God )

    ตอนที่ 34 คุณชายตระกูลซู

            ณ โรงเตี้ยมดอกพิกุล 3 วันก่อนการรับศิษย์ของสำนักเพลิงสืบทอด


            จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นได้นั่งบ่มเพาะการฝึกตนตามวิชาร่างเทพทรราชบทที่ 1 มาได้ 20 กว่าวันแล้ว ตอนนี้นั้นลมปราณบริเวณๆ รอบๆของเค้านั้นได้ถูกดูดซัพมาภายในตัวของเค้ามากขึ้นเรื่อยๆจุดที่สังเกตเด่นชัดตอนนี้ที่สุดก็คือแขนขวาของเค้าที่มวลกล้ามเนื้อนั้นได้ดูดซัพลมปราณมากเป็นพิเศษ อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น


            “ โอสถปราณวายุคลั่ง ถึงเวลาที่ข้าจะได้ใช้เจ้าแล้ว ” ตัวของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงบัดนี้นั้นได้ หยิบโอสถที่ได้เตรียมเอาไว้ออกมา ตัวของเค้านั้นก็ยังไม่เคยได้ลิ้มลองโอสถตัวนี้เลยด้วยซ้ำเนื่องจากว่ามันนั้นเป็นเพียงโอสถ 1 ดาวขั้นพื้นฐาน ที่ใช้กับขั้นรวบรวมปราณเท่านั้นสมัยนั้นตัวของเค้ายังเป็นเพียงผู้ฝึกตนในสนามรบที่เพียงสามารถเอาชีวิตรอดได้ทุกวันก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว จะได้มีโอกาสลิ้มลองโอสถดีๆอย่างนี้ซะที่ไหน 


            อึก 


            ตอนนี้นั้นเริ่มมีเม็ดเหงื่อไหลออกมาจากทั่วทั้งร่างกายของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิง โดยเฉพาะที่แขนขวามากเป็นพิเศษแม้สีหน้าของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงจะยังสงบนิ่งเหมือนเดิมแต่เหงื่อที่ปรากฎออกมาก็แสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดภายใน ตอนนี้นั้นแขนขวาของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงลมปราณที่เข้ามานั้นเริ่มปั่นป่วนภายในกล้ามเนื้อแล้ว ความปั่นป่วนนี้มาพร้อมกับความบริสุทธิ์ของลมปราณที่มากขึ้น


            ฟึบ ๆ 


            “ รวบรวมปราณขั้นที่ 4 ถือว่าอยู่ในระดับรวบรวมปราณขั้นกลางเมื่อเทียบกับอายุของเค้าในร่างนี้ที่อายุ 13 สำหรับกองกำลังระดับ 1 ดาวนั้นถือว่าใช้ได้แล้ว ” ตอนนี้นั้นแขนขวาของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงก็สามารถดูดซัพลมปราณมากักเก็บไว้ภายในกล้ามเนื้อได้เองแล้วไม่ต่าจจากจุดตันเถียนและขาซ้ายและขาขวาของเค้าเลย 


            คลื่น


            “ 800 กิโลกรัม ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นได้ลองปลดปล่อยพลังการฝึกตนของเค้าออกมา


            หลังจากฝึกตนเสร็จก็ผ่านมาได้ 20 กว่าวันแล้ว ตัวของเค้านั้นเลือกที่จะไปล้างทำความสะอาดตัวเองสักหน่อย


            1 ชั่วโมงต่อมาด้านล่างโรงเตี้ยม


            ภายในโรงเตี้ยมดอกพิกุลที่จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงเห็นตอนนี้นั้นแตกต่างจากภาพจำของเค้าเมื่อ 1 เดือนก่อนไปเลยจากที่คนน้อยๆ นั้นตอนนี้คนได้อัดแน่นเต็มไปหมด


            “ โชคดีที่ยังเหลือโต๊ะว่างอีก 1 ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงที่เห็นโต๊ะนั้นว่างได้เข้าไปนั่งลงก่อนที่จะเตรียมสั่งอาหาร


            “ เจ้าหนูไม่เจอเจ้านานข้าคิดว่าเจ้านั้นไม่ได้อยู่ที่โรงเตี้ยมของข้าแล้วซะอีก ” เถ้าแก่ที่ได้เห็นจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงอีกครั้งนั้นได้เข้ามาทักทาย ตัวเค้าเห็นจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงล่าสุดเมื่อ 20 วันก่อนการที่จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงไม่ได้ลงมารับประทานอะไรที่โรงเตี้ยมของเค้านั้นแปลว่าคนผู้นี้นั้นต้องมีแหวนมิติเป็นแน่คนแบบนี้นั้นควรค่าแก่การผูกมิตรด้วย 


            “ เถ้าแก่โต๊ะนี้นั้นข้าขอ ” ยังไม่ทันที่จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นจะได้ตอบอะไร ตอนนี้นั้นได้มีชายหนุ่มร่างท่วมคนหนึ่งเดินเข้ามาก่อนจะพูดกับเถ้าแก่ด้วยน้ำเสียงไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรมที่ไหนเท่าไหร่นัก ด้านหลังของชายร่างท่วมคนนี้นั้นตามมาด้วย ชายหนุ่มกับหญิงสาวอีกด้วย 


            เมื่อจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นสังเกตุทั้ง 3 ก็ได้รู้ถึงระดับการบ่มเพาะทันที่ เจ้าอ้วนร่างท่วมนี้นั้นพลังการฝึกตนอยู่ที่ รวบรวมปราณขั้นที่ 5 ส่วนทั้ง 2 คนที่ติดตามมานั้นอยู่ในขั้นรวบรวมปราณขั้นที่ 4 แต่ดูจากอายุพวกเค้าแล้วคงไม่เกิน 13 ปี เป็นแน่ 


            “ คุณชายซู ” เถ้าแก่ของร้านนั้นเมื่อได้ยินเสียงก็ได้หันไปมองเมื่อพบเจอว่าเป็นคุณชายซูนั้นสีหน้าของเถ้าแก่ก็กลายเป็นปั้นยากขึ้นมาทันใด


            “ คุณชายซู ขอรับข้าต้องขออภัยท่านจริงๆ แต่ว่าน้องชายท่านนี้นั้นได้มาก่อนตัวของท่าน ฉะนั้นถ้าหากท่านไม่รังเกียจเดี๋ยวข้าจะให้ลูกน้องของข้านั้นเอาโต๊ะมาจัดเพิ่มเพื่อให้คุณชายซูและเพื่อนของท่านเป็นกรณีพิเศษ ” เถ้าแก่ของร้านได้คิดวิธีการแก้ปัญหาขึ้นมาชั่วขณะ


            “ ไม่ข้าอยากนั่งโต๊ะตัวนี้ ” เจ้าอ้วนที่ถูกเรียกว่าคุณชายซูกล่าวออกมาโดยไม่ต้องรอให้เถ้าแก่ได้เรียกลูกน้องออกมาช่วยเลย


            “ นี้ คือเอ่อ !!! ” เถ้าแก่ไม่สามารถทำอะไรได้แล้วเค้าทำได้เพียงหันหน้าไปมองจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงสลับกับคุณชายตระกูลซูผู้นี้


            “ ได้ข้าจะลุกให้เจ้านั่ง ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงเมื่อได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตัวของเค้านั้นไม่ได้แสดงสีหน้าเป็นกังวลออกมาสักนิดยังคงสงบนิ่งอยู่อย่างงั้น เสมือนเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นที่โต๊ะอาหารของเค้าอย่างไรอย่างงั้น มีเพียงสิ่งเดียวที่เค้ารู้สึกอยู่ตอนนี้ ก็คือ ตระกูลซู และหน้าตาของมันชั่งคุ้นๆเหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน ตระกูลบ้านี้มันคงไม่ใช่ตระกูลเดียวกันกับตระกูลเจ้าเมืองแห่งนี้หรอกนะ


            หลังจากจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นลุกขึ้นให้เจ้าหนุ่มร่างท่วมนั้นนั่ง เจ้าหนุ่มตระกูลนี้ก็ได้ทำท่าทางได้ใจก่อนจะพาเพื่อนของเค้าทั้ง 2 คนเข้ามานั่งที่โต๊ะ เมื่อเถ้าแก่เห็นอย่างนั้นก็ทำสีหน้ารู้สึกผิดออกมา


            “ เถ้าแก่ข้านั้นขอ……… ”


            ปัง !!!!  ชายหนุ่มร่างท่วมที่กำลังสั่งอาหาร ยังพูดไม่ทันจบบัดนี้ขาทั้ง 2 ข้างของเค้าก็ได้หักลงเป็นที่เรียบร้อย


            โอ้ยยย เสียงร้องที่เสมือนหมูถูกเชือดได้ดังออกมาลั่นร้าน


            “ ถ้าหากเจ้านั้นอยากนั่งที่ตรงนี้นั้นเจ้าก็สมควรได้นั่งไปตลอด ” หลังจากเตะขาของเจ้าหนุ่มร่างท่วมนี้หักลงแล้วนัั้นจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นก็กำลังจะเดินออกภายนอกโรงเตี้ยมแล้ว ตัวของเค้ารู้ว่าเรื่องราวมันจะไม่จบง่ายๆ ฉะนัั้นจะอยู่ที่นี้ทำเพื่ออะไร


            “ พวกเจ้าจัดการมันให้ข้า ” คุณชายตระกูลซูนั้นได้ตะโกนบอกเพื่อนของเค้าทั้งคู่ เมื่อเพื่อนของเค้าได้ยินก็กำลังจะเข้าไปจัดการจักพรรดิสรรค์ฉีหมิง


            ปัง !!!! ปัง !!!!


            ยังไม่ทันที่ทั้ง 2 คนจะได้แตะต้องตัวของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิง ก็โดนจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นเตะเข้าไปที่ขาอีกแล้ว ลูกเตะทั้ง 3 นี้นั้นไม่ได้เกิดจากการใช้ทักษะใดๆ แต่เกิดจากความแข็งแกร่งของขาที่ผ่านการฝึกฝนตามทักษะร่างเทพทรราชมาเพียงเท่านั้น 


            หลังจากเตะทั้ง 2 เสร็จจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงก็ได้ลากคอของทั้งคู่กลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเดิมนั่งข้างกันกับชายร่างท่วมคนนั้น


            “ ข้ารู้ว่าพวกเจ้านั้นอยากนั่งด้วยกัน ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงพูดส่ง ๆ ก่อนเดินออกจากโรงเตี้ยมไปปล่อยให้เถ้าแก่นั้นสีหน้าตกตะลึงพร้อมความตกใจ


            ชายร่างท่วมบัดนี้นั้นสติแตกอยู่ตรงนั้น ส่วนเพื่อนทั้ง 2 คนบัดนี้ได้ตะโกนบอกให้คนภายในร้านนั้นไปแจ้งเรื่องราวต่อคนตระกูลซู ใครที่ไปถึงก่อนนั้นจะมีรางวัลให้


            3 วันต่อมาที่ด้านหน้าทางเข้าสำนักเพลิงสืบทอด

     

    คล้ายกับเรื่องข้ากลับมาเพื่อเป็นราชาเทพเจ้า ( The Return of God ) ที่คุณอ่าน