ตอนที่ 18 ตัวแทนซิ่วอี
ณ ด้านหลังของร้านสุรา
หลี่เฉินอันมองไปทางขันทีรูปงาม ในใจเขารู้สึกซับซ้อน
ในวันนี้เป็ครั้งแรกที่เขาพบกับความวุ่นวายครั้งใหญ่ั้แ่เดินทางมาโลกนี้ เขารู้ว่าหากไม่มีใครช่วยเขา เขาก็คงต้องเข้าคุกเข้าตาราง ไม่รู้ว่าต้องอยู่ในคุกนานเท่าไร แต่ชีวิตในนั้นคงจะต้องลำบากอย่างแน่นอน
ดังนั้น ผู้ที่ทะลุมิติมาอย่างเขาใช่ว่าจะสามารถทำได้ทุกอย่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ข้ามมิติมาซึ่งไม่มีอำนาจใดอย่างเขา
หากว่าไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้พึ่งพิง ทางที่ดีก็ควรจะเก็บหางของตนเอาไว้แล้วอยู่อย่างเงียบ ๆ ไปตลอดชีวิต
แต่ดูเหมือนตนจะโชคดีอยู่บ้าง
เพราะเมื่อวันที่ 3 นั้น เขาได้บังเอิญพบกับขันทีรูปงามคนนี้เข้าที่ศาลาเยียนหยู จากนั้นก็ดูเหมือนมีความเชื่อมโยงกัน บางทีอาจเป็เพราะคุณชายผู้นี้รู้สึกชื่นชมในบทกวีทั้งสองบทนั้นของเขา จึงทำให้มีความรู้สึกเสียดายในความสามารถของเขา
บังเอิญเหลือเกินที่วันนี้เขาเดินทางมายังร้านสุราเล็ก ๆ แห่งนี้ และขณะที่ตนไปยังตลาดตะวันตก เขาก็ยังคงไม่ไปไหน
ประโยคหนึ่งของเขา ทำให้ตนสามารถรอดพ้นจากอันตรายได้ เห็นได้ชัดว่าตำแหน่งในวังหลวงของเขาสูงส่ง แม้ว่าการเข้าไปก็พึ่งพิงขันทีอาจจะดูน่าขัน แต่หากสามารถให้ความปลอดภัยในชีวิตได้ สำหรับหลี่เฉินอันซึ่งมีความหน้าด้านหน้าทนอยู่แล้ว ไม่นับว่าเป็เื่ใหญ่อะไร
ดังนั้น เขาจึงยกมือขึ้นคารวะ “ขอบคุณ ท่านขัน......เอ่อ คุณชายที่เข้ามาช่วยเหลือ”
หากว่าหนิงฉู่ฉู่รู้ว่าหลี่เฉินอันมององค์หญิงสี่ผู้สูงส่งอย่างนางเป็ขันทีล่ะก็ คาดว่านางคงให้ไคหยางจับตัวเขาแล้วส่งเขาเข้าคุกเสียเองไปแล้ว
น่าเสียดายที่นางอ่านใจคนไม่ออก แต่การที่นางถามเช่นนี้ก็มีความหมายอันลึกซึ้งของนาง
“เดิมทีข้าคิดว่าเ้าเป็คนที่ระมัดระวังยิ่ง ไม่คิดว่าเ้าจะทำเื่เช่นนี้ขึ้นมาได้”
“ถึงอย่างไรการที่ได้พบกับเื่เช่นนี้ก็ถือเป็เื่ดี บัดนี้เ้าคงจะเข้าใจแล้วว่าอำนาจเป็สิ่งที่สำคัญ”
“ข้านั้นเห็นว่าที่นี่ดูเงียบเหงา จึงได้นั่งอยู่ต่อสักพัก ไม่เช่นนั้น......บัดนี้เ้าคงจะต้องนั่งคุกเข่าอยู่ในศาลาว่าการแล้ว”
“เ้านั้นไม่มีชื่อเสียงอำนาจใด......ในครั้งนั้นที่พบเ้าครั้งแรก ณ ศาลาเยียนหยู่ ข้าได้ยินประโยคเ่าั้ของเ้า”
หนิงฉู่ฉู่ลุกขึ้นยืน
มือของนางไขว้หลังแล้วเดินอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่
“ชีวิตคนเราเปรียบดั่งฝ้ายลอยลม
ทุกข์สุขปะปน ล้วนมีบ้างประดับประดา
สุดท้าย เราย่อมมิต่างจากจอกแหนในบึงใหญ่”
“ข้าชอบกวีบทนี้นักหนา และชื่นชมในความสามารถของเ้า ทั้งยังชื่นชอบการใช้ชีวิตอันเรียบง่ายของเ้าด้วย”
“แต่ข้ามีสิ่งที่ต้องบอกกับเ้า”
นางหันหลังกลับไปอีกมองทางหลี่เฉินอัน “ความเรียบง่ายนี้ จะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อมีความสามารถพอในการปกป้องคุ้มกันตนเอง ! ”
“หากว่าเ้าถูกทำร้ายโดยนักเลงกลุ่มหนึ่งบนถนนขณะกำลังเดินเล่นอยู่ เ้าคิดว่าความเรียบง่ายเ่าั้จะหาได้จากที่ใด ? ”
“เกรงว่าในใจคงจะมีแต่ความหวาดระแวง ชีวิตคงยากลำบาก ! ”
“ดังนั้น......ข้ามีตำแหน่งหนึ่งจะมอบให้เ้า หากเ้ามีตำแหน่งนี้อยู่ล่ะก็ ไม่เพียงแต่บรรดานักเลงบนท้องถนนจะไม่กล้าทำร้ายเ้า ต่อให้เป็ขุนนางก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรเ้าเช่นกัน แน่นอนว่าเงื่อนไขคือตราบใดที่เ้าไม่ได้ทำความผิดล้นฟ้า”
“เยี่ยงไรกันหรือ ? ”
หลี่เฉินอันไม่ได้ตอบตกลงในทันควัน เนื่องจากเขาไม่เชื่อว่าจะมีเื่ดี ๆ หล่นลงมาจากฟากฟ้าเช่นนี้
เขาคิดมาโดยตลอด ไม่ว่าเื่ดีใด ๆ ก็ตาม ล้วนเกิดขึ้นเพราะผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย เขาเป็เพียงแค่บุคคลธรรมดาคนหนึ่งในตรอกเอ้อร์จิ่งโกว แล้วขันทีผู้นี้เห็นอะไรในตัวเขาจึงได้คิดเข้ามาช่วย ?
เป็เพราะกวีทั้งสองบทนั้นจริงหรือ ?
เื่บทกวีนั้น หากเอาไปหลอกเด็กก็คงได้ แต่จะมาหลอกขันทีรูปงามคนนี้คงไม่ได้
ผู้ที่สามารถหยั่งรากลึกลงไปในวังหลวง ทั้งยังมีหน้ามีตาท่ามกลางขันทีมากมาย ที่สำคัญก็คือเขายังอายุน้อยนัก เห็นได้ชัดว่าเขามีความเฉลียวฉลาดหลักแหลม วิธีที่ใช้จัดการก็แข็งแกร่ง
คงจะเป็ขันทีผู้ที่จักรพรรดิให้ความสำคัญ !
แล้วสิ่งที่เขาชื่นชอบตนคือสิ่งใด ?
“ข้าต้องทำสิ่งใดบ้าง ? ”
ความลังเลของหลี่เฉินอันและประโยคนี้ ทำให้หนิงฉู่ฉู่มองเขาในทางที่ดีขึ้นเล็กน้อย
นางคิดว่าการที่หลี่เฉินอันได้พบกับอันตรายเมื่อครู่นี้ เขาคงจะตอบตกลงโดยไม่ลังเล แต่คาดไม่ถึงว่าเขายังมีสติมากทีเดียวที่รู้จักถามนางให้กระจ่างแจ้งก่อน
ดียิ่งนัก
หอลี่จิ้ง้าผู้ที่มีความสามารถและสงบเช่นนี้ !
“เข้าร่วมกับหอลี่จิ้ง”
“สิ่งที่หอลี่จิ้งทำนั้นง่ายดายนัก นั่นก็คือคอยสืบเื่ราวแล้วมารายงาน......รายงานต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็เื่ของราษฎร เื่ของขุนนาง หรือเื่ทางการทหาร”
“รวมไปถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหมู่ราษฎร ขุนนางทุจริตและคนในยุทธจักรคนใดมีความเคลื่อนไหวแปลก ๆ บ้าง เป็ต้น”
“แน่นอนว่าก็อาจมีหน้าที่ภารกิจที่เบื้องบนสั่งเ้า”
“หรือบางที อาจจะมีคำสั่งให้ไปฆ่าใครบางคน”
หลี่เฉินอันชะงักลง นี่คือตงฉ่าง [1] ในสมัยราชวงศ์ิไม่ใช่หรือ?
ขันทีน้อยผู้นี้คงจะเป็เหมือนเว่ยจงเสียน.......หัวหน้าตงฉ่างใช่ไหม ?
มิน่าเล่า เขาจึงเก่งกาจนัก แม้ยังอายุน้อย !
“แล้ว......มีเงินเดือนหรือไม่ ? ข้าหมายถึงค่าตอบแทนน่ะ ! ”
“มี เดือนละ 4 ตำลึงเงิน แต่หากทำคดีได้ก็จะมีค่าตอบแทนเพิ่มให้ต่างหาก”
“ตกลง ! ”
หลี่เฉินอันไม่ได้ลังเลอีกต่อไป เนื่องจากการเข้าร่วมกับตงฉ่าง อ้อ ไม่ใช่สิ การเข้าร่วมหอลี่จิ้งดูเหมือนจะสามารถทำให้เขาไปไหนมาไหนได้อย่างสบายใจ
ส่วนการที่จำเป็ต้องทำเื่เ่าั้ เพื่อที่จะได้ตำแหน่งนี้มาดูเหมือนไม่ได้ยากนัก
จงหลีรั่วสุ่ยมองไปทางหนิงฉู่ฉู่แล้วเบ้ริมฝีปาก คิดในใจว่า: หอลี่จิ้งไม่ได้จ่ายเงินเดือนผู้ใต้บัญชามา 2-3 ปีแล้วกระมัง เป็เพราะเขาไม่รู้เื่รู้ราว จึงถูกเ้าหลอกได้
แต่ก็ยังคงเป็คำเดิม จวนจงหลีไม่ขาดแคลนเงิน เงินเพียงแค่ 4 ตำลึงใช้เป็ค่าตอบแทนก็นับว่าไม่มีปัญหา
จงหลีรั่วสุ่ยเห็นความสำคัญของตราประทับหอลี่จิ้ง ดังนั้นแม้นางจะรู้ถึงสถานการณ์ทั่วไปของหอลี่จิ้ง แต่ก็ไม่ได้หักห้าม
เนื่องจากบัดนี้ เื่ราวของนางและหลี่เฉินอันยังไม่ดำเนินไปถึงไหน นางจึงไม่สามารถอยู่ข้างกายเขาได้ตลอดเวลา ตราประทับนั้นจึงเป็สิ่งที่ใช้คุ้มกันชีวิตของเขาได้
หนิงฉู่ฉู่นำตราสีเงินยื่นไปให้หลี่เฉินอันแล้วกล่าวว่า “เ้าสิ่งนี้เป็ตัวแทนของสมาชิกหอลี่จิ้ง”
“เมื่อมีตราประทับนี้ แม้จะเจอขุนนางตำแหน่งใหญ่โตเพียงใดก็ไม่จำเป็ต้องคุกเข่าลง อีกอย่าง......หากว่าหอลี่จิ้งมีคดีต้องจัดการ สามารถใช้มันในการเข้าค้นจวนระดับสูงได้ ทั้งยังสามารถใช้มันในการโยกย้ายกำลังพลของเ้าหน้าที่จำนวนไม่เกินสิบคน และทหารได้ไม่เกิน 50 คน”
หลี่เฉินอันได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดีใจ ดูเหมือนหอลี่จิ้งจะเป็หน่วยงานพิเศษ ซึ่งทำงานให้แก่จักรพรรดิโดยตรง !
สิทธิพิเศษล้ำฟ้า !
หากมีตำแหน่งนี้ ดูเหมือนจะสามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจในเมืองกวงหลิงหรือในแคว้นหนิงก็ได้
แล้วจะมีไอ้คนหน้าไหนกล้ามาสร้างความวุ่นวายให้เขาอีก !
“เพียงแต่ว่า......หอลี่จิ้งจำเป็จะต้องอยู่อย่างสงบ เนื่องจากงานต่าง ๆ เป็งานที่ไม่ได้เชิดหน้าชูตานัก ตัวตนไม่อาจถูกเปิดเผยได้โดยง่าย หากไม่ถึงยามคับขันจริง ๆ ก็อย่าได้ประกาศตัวตนนี้ออกไป”
หนิงฉู่ฉู่เอ่ยเตือนหลี่เฉินอันประโยคหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“หอลี่จิ้งแบ่งเป็สี่ระดับ”
“ระดับที่หนึ่งก็คือข้า มีป้ายหยกสีดำ”
“ระดับที่สองก็คือจ่างเหล่าฮุ่ย ในหอลี่จิ้งมีทั้งสิ้น 8 คน มีป้ายทอง”
“ส่วนเ้าก็คือระดับสาม ถือป้ายเงิน เรียกว่าตัวแทนซิ่วอี”
“แคว้นหนิงมีทั้งหมด 5 มณฑล 72 รัฐ มีตัวแทนซิ่วอีทั้งหมด 72 คน ส่วนเ้า......ดูแลสายลับป้ายทองแดงที่อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองกวงหลิง”
หลี่เฉินอันคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเมื่อเขาเข้าร่วมในหอลี่จิ้งแล้ว ก็จะได้เป็ขุนนางทันที
เพียงแต่บัดนี้ เขาไม่รู้ว่าเมืองกวงหลิกว้างใหญ่เพียงไร
“ผู้ใต้บังคับบัญชาของข้า หมายถึงสายลับป้ายทองแดงมีจำนวนเท่าไหร่ ? ”
“เดิมที่มี 600 กว่าคน......”
หนิงฉู่ฉู่ชะงักลง นางหันหลังกลับไปด้วยใบหน้าที่แดงเรื่อ หลี่เฉินอันไม่ทันได้สังเกตเห็นสีหน้าของนาง “แต่บัดนี้เหลือเพียง 60 กว่าคน”
หลี่เฉินอันตกตะลึง “เหตุใดจึงน้อยลงมากเพียงนั้น ? ”
“แน่นอนว่าเพราะความสามารถมีไม่มากพอ หอลี่จิ้ง้าผู้มากความสามารถ......แต่ละรัฐนั้นมีจำนวนได้มากสุด 800 คน เ้าสามารถหาให้ครบจำนวนได้ แต่เ้าจำเอาไว้ หอลี่จิ้ง้าเพียงยอดคน”
“อีกอย่าง......ข้าและจ่างเหล่าฮุ่ยล้วนยุ่งนัก ไม่มีเวลาไปทดสอบว่ากลุ่มคนที่เ้าหามามีนิสัยลักษณะเช่นไร ด้วยเหตุนี้จะมี่เวลาทดลองงานทั้งหมด 1 ปี”
“และภายใน 1 ปีนั้น ค่าใช้จ่ายทุกอย่างของพวกเขา เ้าจะต้องเป็คนรับผิดชอบ จวบจนกระทั่งพวกเขาได้รับการทดสอบจากจ่างเหล่าฮุ่ย จึงจะได้กลายเป็สายลับป้ายทองแดงของหอลี่จิ้ง”
จงหลีรั่วสุ่ยมองไปทางหนิงฉู่ฉู่ องค์หญิงช่างหน้าไม่อายเสียจริง ที่แท้การที่นางให้ตำแหน่งนี้แก่หลี่เฉินอันก็เพราะเห็นในทรัพย์สินเงินทองของตน และตนก็ตกหลุมพรางเข้าอย่างจัง
หากว่าหลี่เฉินอันได้กลายเป็สามีของนาง แน่นอนว่าจวนจงหลีคงจะช่วยชดเชยหาคนที่ขาดไปเหล่านี้ให้แก่เขา เนื่องจากคนมากจึงจะทำงานได้ดี หากทำงานได้ดี ชื่อของหลี่เฉินอันจึงจะเข้าไปถึงหูของจักรพรรดิ
แต่ก็ต้องใช้เงินจำนวนมากเช่นกัน
ทว่าหอลี่จิ้งไม่มีเงินมากพอ
เดิมทีได้ยินว่าเงินเหล่านี้มาจากคลังหลวงส่วนตัวของจักรพรรดิ แต่ดูเหมือนคลังส่วนตัวของจักรพรรดิก็ไม่เพียงพอ ด้วยประการนี้จึงลดจำนวนคนของหอลี่จิ้งลง เป็เหตุให้หอลี่จิ้งสูญเสียกำลังคนจำนวนมาก บัดนี้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ใดได้มากนัก
หลี่เฉินอันเองก็ไม่รู้ว่าตนตกลงไปในหลุมพรางเช่นกัน เขารู้สึกเพียงประหลาดใจเล็กน้อย แล้วคิดว่าหากรู้เช่นนี้ ตนขายหนังสือหมั้นหมายให้แพงอีกสักหน่อยคงดี
“แล้วข้าจะไปอีกประกาศหาคนเ่าั้ได้จากที่ใด ? ”
“อ้อ เ้าสามารถไปสอบถามเื่นี้ได้จากสายลับาุโผู้นั้นในเมืองกวงหลิง ชื่อว่าอะไรกันนะ ? ”
หนิงฉู่ฉู่มองไปทางไคหยาง ไคหยางยกมือขึ้นคารวะแล้วกล่าวว่า “นางมีนามว่าชุ่ยฮวา อาศัยอยู่ในตรอกวัดซื่อเฉิน นางเปิดร้านขายโลงศพอยู่ที่นั่น”
“ชุ่ยฮวาเป็สมาชิกเก่าแก่ของหอลี่จิ้ง ก่อนที่เหยากวงจะเดินทางออกจากเมืองกวงหลิงไป ได้นำสมุดรายชื่อสายลับป้ายทองแดงของเมืองกวงหลิงไปให้นาง เ้าลองไปถามนางดู”
“แล้วหากว่าข้าประกาศรับคนได้ ตราประทับนี้จะไปเอาที่ใด ? การที่พวกเขาออกปฏิบัติหน้าที่ มีตราประทับนี้ไว้ป้องกันตัวคงจะดี”
“หืม” หนิงฉู่ฉู่หันหลังกลับไป ใบหน้าอันแดงเรื่อนั้นจางหายไป “ตราประทับนี้เ้าสั่งให้ช่างทำก็ได้ ไคหยางจงนำป้ายทองแดงให้เขาอันหนึ่ง เ้าจัดการทำตามแบบนี้ได้เลย เพียงแต่ตัวเลขอย่าให้ซ้ำกันก็พอ”
หลี่เฉินอันถึงกับตกตะลึง
หอลี่จิ้งมีความลึกลับซับซ้อนและมีอำนาจแข็งแกร่งเพียงนี้ เหตุใดตราประทับซึ่งเป็ตัวแทนของหอลี่จิ้งจึงได้ดูทำง่ายดายเพียงนั้น ?
บางทีอาจเป็เพราะเห็นใบหน้าหลี่เฉินอันที่มีความสงสัย หนิงฉู่ฉู่จึงกล่าวว่า
“สายลับป้ายทองแดงไม่ได้มีอำนาจใดมากมายนัก เนื่องจากตัวตนของพวกเขาจำเป็ต้องเก็บเป็ความลับ ส่วนอำนาจของพวกเขานั้น เ้าจงไปเอ่ยถามชุ่ยฮวาดู”
“หากว่าสำนักงานใหญ่หอลี่จิ้งเป็คนมอบตราประทับทองแดงนี้ จะทำให้ส่งผลกระทบต่อการคัดเลือกสายลับของตัวแทนซิ่วอี ดังนั้นหลังจากที่ปรึกษาหารือกับจ่างเหล่าฮุ่ยแล้ว ได้ข้อตัดสินว่า ควรมอบอำนาจในการจัดทำป้ายทองแดงให้แก่ตัวแทนซิ่วอี”
หลี่เฉินอันจึงได้เข้าใจ
นั่นหมายความว่าจ่างเหล่าฮุ่ยไม่จำเป็ต้องรู้ว่าตัวแทนซิ่วอีไปหาคนแบบไหนมาบ้าง พวกเขามีหน้าที่เพียงแค่ส่งต่อไปยังตัวแทนซิ่วอี และตัวแทนซิ่วอีจะไปจัดการอย่างไร พวกเขาไม่สนใจ
สิ่งนี้เห็นได้ชัดถึงอำนาจของตัวแทนซิ่วอี ทำให้อำนาจของเขาดูเหมือนจะมีช่องว่างจำนวนมาก
แต่ระยะเวลาทดลองงาน 1 ปีช่างยาวนานเหลือเกิน !
แม้ว่าสายลับป้ายทองแดงหนึ่งคนจะมีค่าตอบแทนเดือนละ 2 ตำลึง แต่ 1 ปีก็มากถึง 24 ตำลึง
สายลับป้ายทองแดงจำนวน 800 คน......ต้องใช้เงิน 19,200 ตำลึง เขาจะเอาเงินมากมายเช่นนั้นมาจากไหน ?
“เอ่อคุณชาย ระยะเวลาทดลองงานนี้จะไม่มากไปหรือ......? ”
หนิงฉู่ฉู่ก้าวขาเดินออกไปข้างนอก ทิ้งไว้ให้หลี่เฉินอันประโยคหนึ่งว่า
“เ้าคือตัวแทนซิ่วอีที่ข้าคัดเลือกด้วยตนเอง จงทำให้ดีเถิด อย่าปล่อยให้เสียหน้าข้าได้ ! ”
“หากเ้ามีผลงานสั่งสมมากมาย แล้วได้ขึ้นเป็จ่างเหล่าเมื่อไหร่ ......ข้าจะรอเ้าอยู่ที่เมืองหลวง ! ”
ตงฉ่าง [1] กองบัญชาการพิเศษฝ่ายบูรพา มีหน้าที่เป็สายลับของต้าิ