บทที่ 17 ครอบครัวของผม
“น่านฟ้าไร้แดน?”
“เป็ผนึกต้องห้ามที่สามารถปิดกั้นภายในและภายนอก ป้องกันไม่ให้การต่อสู้ของเรากับศัตรูส่งผลกระทบต่อคนทั่วไป หน่วยพิทักษ์ราตรีของแต่ละเมืองจะมีป้ายประกาศสามอันที่สามารถใช้ [น่านฟ้าไร้แดน] ได้ โดยมีคนหนึ่งเป็ผู้ควบคุม เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วพวกเขาจะไม่เข้าร่วมการต่อสู้โดยตรง ดังนั้นคนประเภทนี้จึงถูกเรียกว่าผู้เฝ้าระวัง”
หลินชีเยี่ยเลิกคิ้ว “นั่นหมายความว่า คุณเป็แค่คนคอยดูต้นทาง?”
“...ถ้าไม่รู้จะพูดอะไรก็ไม่ต้องพูด” จ้าวคงเฉิงกลอกตา
“คุณบอกว่ามีสามวิธีในการได้รับผนึกต้องห้าม แล้ววิธีสุดท้ายล่ะ?”
“วิธีสุดท้ายก็คือ การได้รับมอบจากเทพเ้า เหมือนอย่างกรณีของนาย” จ้าวคงเฉิงสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น “เทพเ้าบางองค์จะมอบพลังบางส่วนของตนให้กับมนุษย์ที่ถูกเลือก ให้กลายเป็ตัวแทนของตนบนโลกมนุษย์ ผนึกต้องห้ามที่ได้รับจากเทพเ้าเช่นนี้เรียกว่าผนึกเทวะ”
“ทว่าในขณะที่ได้รับพลัง ตัวแทนก็จะได้รับคำสั่งจากเทพเ้าด้วยเช่นกัน บางคนก็ได้รับคำสั่งให้ทำลายสังคมมนุษย์ บางคนได้รับคำสั่งให้ปกป้องสังคมมนุษย์ บางคนได้รับคำสั่งให้ไปตามหาบางสิ่งบางอย่างให้กับเทพเ้า… โดยทั่วไปแล้ว เทพเ้าหนึ่งองค์จะมีตัวแทนเพียงคนเดียว และเขาก็จะทำหน้าที่เป็ตัวแทนแห่งเจตจำนงของเทพเ้า”
“ในบรรดาตัวแทนเทพเ้าสิบกว่าคนที่ปรากฏตัวในตอนนี้ ส่วนใหญ่เป็ตัวแทนของเทพเ้าที่ชั่วร้าย พยายามทำลายระเบียบใหม่ของมนุษย์และทำให้โลกกลับสู่ความโกลาหล พวกเขาก่อตั้งองค์กรที่ชื่อว่า ศาสนจักรเทพโบราณ”
“ตัวแทนของเทพเ้าที่ใจดีก็มี แต่มีจำนวนน้อยมาก ส่วนตัวแทนของเทพเ้าที่เป็กลางนั้นเราก็ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด”
จ้าวคงเฉิงลุกขึ้น เดินตรงมาที่หลินชีเยี่ย จ้องมองดวงตาของอีกฝ่าย แล้วเอ่ยทีละคำ
“หลินชีเยี่ย มิคาเอลสั่งให้นายทำอะไร? นาย… อยู่ฝ่ายไหน?”
หลินชีเยี่ยมีสีหน้างุนงง “ผมไม่รู้ พระองค์ไม่ได้บอก”
สิ่งที่หลินชีเยี่ยกล่าวล้วนเป็ความจริง ตอนนั้นมิคาเอลแค่มองเขาจากบนดวงจันทร์ แล้วเขาก็สลบไป อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ!
จ้าวคงเฉิงขมวดคิ้ว “พระองค์ไม่ได้เอ่ยอะไรเลยงั้นหรือ? นายก็ไม่เคยได้ยินเสียงของพระองค์ในใจเลยหรือ?”
“ไม่ ผมไม่ได้ยิน!”
จ้าวคงเฉิงเพ่งพินิจหลินชีเยี่ยเป็เวลานาน ราวกับ้ามองหาพิรุธ สักพักจึงละสายตาออก แล้วค่อย ๆ นั่งลง
“ตามที่พวกเราคาดการณ์ มิคาเอลน่าจะเป็เทพเ้าที่เป็กลางหรืออยู่ฝ่ายดี ไม่อย่างนั้นเราคงฆ่านายไปนานแล้ว แต่ว่า... ในเมื่อพระองค์มอบผนึกเทวะให้นาย ทำไมถึงไม่พูดอะไรเลย?”
“พระองค์้าทำอะไรกันแน่?”
หลินชีเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “ผมไม่รู้ว่าพระองค์้าทำอะไร แต่ถึงแม้พระองค์จะสั่งผม ผมก็จะไม่ทำตาม ผมไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่วุ่นวายเช่นนี้ ไม่ก็ปล่อยให้ผมคืนดวงตาให้กับพระองค์ยังดีกว่า”
กล่าวจบ เขาก็ลุกขึ้นยืน “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะ”
โดยไม่รอให้จ้าวคงเฉิงเอ่ย เขาก็หันไปเปิดประตูทันที
“ไม่นะ! รอก่อน!!” จ้าวคงเฉิงลุกขึ้นขวางประตูไว้ แล้วจ้องดวงตาของหลินชีเยี่ย “นายถามคำถามเสร็จแล้วก็จะไปเลยเหรอ? แล้วฉันล่ะ?”
“คุณ? คุณก็อยู่ที่นี่คนเดียวสิ” หลินชีเยี่ยตอบอย่างจริงจัง
“ไม่ใช่ ฉันหมายความว่า... นายไม่คิดจะถามเกี่ยวกับตัวฉันบ้างเหรอว่าฉันเป็ใคร?” จ้าวคงเฉิงรู้สึกว่าการคุยกับเด็กหนุ่มคนนี้เหนื่อยจริง ๆ
“คุณเป็ใครมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผมนี่” หลินชีเยี่ยยังคงพยายามเปิดประตู
จ้าวคงเฉิงกดมือลงบนลูกบิด “ทำไมฉันถึงรู้อะไรมากขนาดนี้? องค์กรที่อยู่เื้ัฉันเป็แบบไหน? เรากำลังทำอะไรอยู่... นายไม่สงสัยบ้างเหรอ?”
“ไม่สงสัย”
“ทำไมล่ะ?”
“ตามตรรกะในหนังและนิยาย ทันทีที่ผมรู้ถึงการคงอยู่ของพวกคุณแล้ว ผมก็เหลือทางเลือกแค่สองทาง” หลินชีเยี่ยชูสองนิ้วขึ้นมา “อย่างใดอย่างหนึ่งคือเข้าร่วมกับพวกคุณ หรือไม่ก็ทำให้ไม่มีทางเปิดเผยความลับได้อีกตลอดกาล เช่น ถูกฆ่า ถูกจับ หรือถูกล้างสมอง…”
“...นายดูทีวีให้น้อยลงหน่อยเถอะ!” จ้าวคงเฉิงรู้สึกไร้คำพูด “แล้วอีกอย่าง นายยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเราเลย นายจะรู้ได้ยังไงว่าการเข้าร่วมกับเราไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี?”
หลินชีเยี่ยเลิกคิ้วขึ้น “งั้นก็หมายความว่า ถึงแม้ผมจะรู้เื่ของพวกคุณแล้ว และเลือกที่จะไม่เข้าร่วม ผมก็จะไม่ตกอยู่ในอันตรายใช่ไหม?”
“แน่นอนว่าไม่! พวกเราเป็ทหาร อย่างมากก็แค่ให้นายเซ็นสัญญาไม่เปิดเผยข้อมูล สิ่งที่นายพูดมานั่นล้วนเป็เื่เหลวไหลทั้งนั้น!”
“งั้นผมก็ยินดีฟังนะ” หลินชีเยี่ยนั่งลงอีกครั้งเมื่อได้ยินแบบนั้น
จ้าวคงเฉิงถอนหายใจ การคุยกับเด็กหนุ่มคนนี้แค่ไม่กี่นาที รู้สึกเหนื่อยยิ่งกว่าการไปซุ่มโจมตีข้างนอกทั้งวันเสียอีก!
“ในปี 1922 หลังจากที่ทีมสำรวจของเราค้นพบสิ่งมีชีวิตในตำนานชนิดแรก นั่นก็คือ เลวีอาธาน ัแห่งความโกลาหล บรรดาผู้นำระดับสูงของต้าเซี่ยก็ได้จัดตั้งองค์กรทางทหารขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อเตรียมรับมือกับการรุกรานของสิ่งมีชีวิตในตำนาน เรียกว่า หน่วยรับมือสิ่งมีชีวิตพิเศษ 139”
“ตอนนั้น เทคโนโลยีของเรายังล้าหลัง และเราก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้เลย ดังนั้นหน่วยรับมือสิ่งมีชีวิตพิเศษจึงเป็เพียงแค่เปลือกนอก ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนัก”
“ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป เราสังเกตเห็นสิ่งมีชีวิตในตำนานมากขึ้นเรื่อย ๆ และพยายามติดต่อกับบางส่วน ในขณะเดียวกัน เราก็ค้นพบความลับของผนึกต้องห้าม และเริ่มฝึกฝนบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษด้านการต่อสู้”
“เมื่อจำนวนผู้ใช้ผนึกต้องห้ามที่เราค้นพบเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เราก็พบว่า เนื่องจากการปรากฏตัวของผู้ใช้ผนึกต้องห้ามนั้นเกิดขึ้นแบบสุ่ม เราจึงไม่สามารถรวบรวมทุกคนเข้ามาในขอบเขตของกองทัพได้ ดังนั้นหน่วยรับมือสิ่งมีชีวิตพิเศษ 139 จึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็รูปแบบกึ่งทหารและกึ่งพลเรือน”
“ตอนนี้ เราเรียกหน่วยพิเศษนี้ว่า... หน่วยพิทักษ์ราตรี”
หลินชีเยี่ยครุ่นคิด “งั้นก็หมายความว่า พวกคุณมีหน้าที่ปกป้องต้าเซี่ย ไม่ให้ถูกรุกรานจากเทพเ้าที่ชั่วร้ายเ่าั้ใช่ไหม?”
“พูดให้ถูกก็คือ ปกป้องจากสิ่งมีชีวิตในตำนานทั้งหมด”
“มันต่างกันหรือ?”
“แน่นอน ฉันเคยบอกไปแล้วว่า การปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตในตำนานนั้นเกิดขึ้นแบบสุ่ม ไม่เกี่ยวกับความแข็งแกร่งของพลัง ดังนั้นสิ่งมีชีวิตในตำนานที่ปรากฏตัวไม่ได้มีแค่เทพเ้าที่มีชื่อเสียงและทรงพลังเ่าั้ แต่ยังรวมถึงสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอที่ปรากฏอยู่ในตำนานพื้นบ้านหรือเื่เล่าสั้น ๆ ด้วย อย่างเช่น หน้ากากปีศาจที่นายเจอเมื่อคืนนี้ก็เป็หนึ่งในตำนานสยองขวัญพื้นบ้าน”
“สิ่งมีชีวิตในตำนานที่ไม่มีพลังทำลายล้างโลก ทว่าสามารถส่งผลกระทบต่อสังคมมนุษย์ได้ เราเรียกพวกมันว่าสิ่งลี้ลับ”
“อย่างนี้นี่เอง” หลินชีเยี่ยพยักหน้า ไม่แปลกที่เขารู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งที่เจอเมื่อคืนนี้ ที่แท้มันมีต้นกำเนิดมาจากเื่เล่าพื้นบ้าน
“เห็นไหมล่ะ พวกเราก็เป็ทหาร เป็ทหารที่ปกป้องบ้านเมือง! การดำรงอยู่ของพวกเราก็เพื่อป้องกันไม่ให้ปวงชนต้องประสบความทุกข์ยาก นี่ไม่ใช่เื่ที่สูงส่งหรอกหรือ ไม่เท่ตรงไหน?!” จ้าวคงเฉิงพยายามเอ่ยโน้มน้าว
“สูงส่งมาก เท่มาก ผมนับถือพวกคุณจริง ๆ ครับ” หลินชีเยี่ยทำสีหน้าจริงจัง เขาไม่ได้ล้อเล่น ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเคารพนับถือ
รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้าของจ้าวคงเฉิง “งั้นนาย…”
“ผมไม่ไป”
...จ้าวคงเฉิงหน้าแข็งค้าง “ทำไมล่ะ?!”
“ผมไปไม่ได้” สายตาของหลินชีเยี่ยเต็มไปด้วยความจริงจัง “ผมยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ…”
“มีอะไรที่สำคัญไปกว่าการปกป้องบ้านเมืองอีกล่ะ?!”
“ผมมีป้าคนหนึ่ง และลูกพี่ลูกน้องอีกหนึ่งคน” หลินชีเยี่ยมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยใบหน้าเรียบเฉย “คุณป้าอายุไม่มาก แต่เพื่ออาจิ้นและผมผู้ไร้ประโยชน์คนนี้ คุณป้าทำงานหนักในโรงงานทั้งวันทั้งคืน เป็แบบนี้มาสิบปีแล้ว ตอนนี้ร่างกายของคุณป้าแทบจะไม่ไหวแล้ว…”
“คุณป้าเป็คนที่เข้มแข็งมาก ทั้ง ๆ ที่ตนเองนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องนั่งเล่น นวดต้นคอจนน้ำตาไหล คุณป้าก็ยังปากแข็งบอกว่ากำลังเล่นโยคะเพื่อบำรุงร่างกาย…”
“ผมนั่งอยู่ตรงข้าม คุณป้าคิดว่าผมมองไม่เห็น”
“คุณป้าใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังและเหนื่อยมากเกินไป”
“ลูกพี่ลูกน้องของผมฉลาดมาก มีความกตัญญู แต่น่าเสียดาย… เขายังเด็กเกินไป จึงไม่สามารถแบกรับครอบครัวนี้ได้”
“ผมยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องทำ”
“ผมต้องหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว ผมต้องซื้อบ้านหลังใหญ่ให้คุณป้าและลูกพี่ลูกน้อง ผมต้องทำให้คุณป้าไม่ต้องกลับไปทนทุกข์ในโรงงานมืด ๆ นั่นอีก!”
“ผมต้องส่งลูกพี่ลูกน้องของผมเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อทำให้เขาและคุณป้ามีชีวิตที่ดีขึ้น!”
“สิบปีที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยทอดทิ้งเด็กไร้ค่าอย่างผม ตอนนี้ผมหายดีแล้ว ผมจะทิ้งพวกเขาได้อย่างไร?”
“พวกคุณนั้นสูงส่งและยิ่งใหญ่มาก หากมีโอกาส ผมอาจจะเข้าร่วมกับพวกคุณ…”
“แต่ตอนนี้ ผมแค่อยากอยู่เคียงข้างพวกเขาอย่างสงบ…”
“เพื่อปกป้องครอบครัวนี้”