หลินฝานเดินทางออกมาจากสำนักนักล่า เพื่อพบกับอสูรพิทักษ์ที่เดินทางมาถึงแล้วผ่านรอยแยกมิติ
“ไม่ได้พบกันนานเลยนะท่านหลิน ข้าได้นำสัตว์อสูรที่จะมาอยู่อาศัยที่ดาวดวงนี้มาทั้งหมดแล้ว เพียงแต่ข้าไม่สามารถนำมาได้ทั้งหมดเนื่องจากบางตนยังชอบในอำนาจ จึงไม่ได้มากับข้าด้วย” อสูรพิทักษ์กล่าวออกมา
“ไม่เป็นไร มาได้เท่าไร ก็เอาเท่านั้น ในตอนนี้ดาวดวงนี้ได้เข้าร่วมกับนิกายแห่งแสง แล้ว อนาคตพวกเจ้าทั้งหมดก็ไม่ต้องหวาดกลัว พวกมันแล้ว ตามข้ามาสิข้าจะนำไปยังที่อยู่อาศัยของพวกเจ้า” หลินฝานกล่าวออกมาและนำทางกลุ่มสัตว์อสูรจำนวนหลายหมื่นตัวไปยังภูเขาหมอก ที่ เขต 56 ในทันที โดยที่มาผ่านเขตใด ๆ เพราะไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย
เดินทางเพียงไม่นานหลินฝานก็ถึงภูเขาหมอก และได้กล่าวอธิบายกฎต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติหากจะอยู่อาศัยร่วมกันที่ดาวดวงนี้
“เอาละ ถึงแล้วพวกเจ้าสามารถอาศัยที่ภูเขาแห่งนี้ได้ เพียงแต่หากจะออกไปด้านนอกให้พวกเจ้าเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์และค่อยออกไปจากภูเขาแห่งนี้ หากต้องการอะไรก็ให้ไปติดต่อ เจ้าสำนักชิงเทียนที่สำนักนักล่าหรือเขตที่ 10 เก่านั้นละ เอาละข้าไปก่อนละ” หลินฝานกล่าวออกมาและบินหายไปในทันที
“พวกเราสามารถอาศัยที่ดาวแห่งนี้ได้จริง ๆ อย่างนั้นรึท่านผู้นำ” สัตว์อสูรเต่ายังกล่าวออกมา
“ใช่เวลามนุษย์คนนั้นสามารถเชื่อถือได้ หากเขากล่าวว่าสามารถอาศัยได้พวกเราก็คงจะอาศัยได้นั้นละ เอาละเลิกถามอะไรมากมายพวกเจ้าไปหาอาหารที่เหลือไปสร้างที่พัก” อสูรพิทักษ์กล่าวออกมาและเดินหายเข้าไปในกลุ่มหมอกในทันที
กลับมาที่หลินฝาน ในตอนนี้หลินฝานกำลังพูดคุยกับชิงเทียน เรื่องสัตว์อสูรทั้งหมดที่อาศัยอยู่ที่ภูเขาหมอกในตอนนี้ และว่างแผนที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรในอนาคต เพียงแต่ในตอนนี้หลินฝานยังไม่อยากให้ชาวบ้านเข้าไปในภูเขาหมอก และให้สั่งนักล่าไปเฝ้ายามเอาไว้กลัวว่าจะมีชาวบ้านหลงเข้าไปที่ภูเขาหมอก
“เอาละเรื่องทั้งหมดข้าก็ได้บอกไปแล้ว ช่วยเร่งดำเนินการด้วย หากช้าเกินไปอาจจะมีชาวบ้านโดนทำร้ายได้ที่เข้าไปในเขตนั้น ข้าขอตัวก่อนละ” หลินฝานกล่าวออกมาและเดินออกไปในทันที
ขณะนั้นเอง ที่นิกายแห่งแสงสาขาหลักนั้นกำลังวุ่นวายหลักจากที่ผู้อาวุโสหนึ่ง นำศิษย์ใหม่ทั้ง 3 คนมาที่นิกายและได้รับ 2 ใน 3เป็นศิษย์ส่วนตัวไป ส่วนอีก 1 คนนั้นผู้อาวุโสสอง ได้มองเห็นพรวรรค์จึงรับเป็นศิษย์ส่วนตัวไปโดยปริยายในทันทีแต่เมื่อข่าว พวกนี้ได้หลุดออกไป ทำให้ศิษย์หลายคนไม่พอใจเพราะ ศิษย์ที่จะเข้านิกายแห่งแสงได้นั้นจะต้องมีความแข็งแกร่งอันดับต้น ๆ ของดวงดาวหรือต้องอยู่ระดับ ปราณวิญญาณจึงจะสามารถเข้ามายังนิกายแห่งแสงแห่งนั้ได้
“ศิษย์พี่หลี่หมิงอู๋ ท่านจะยอมให้พวกทั้ง 3 คนเข้ามาในนิกายของเราไม่ได้นะศิษย์พี่” ชายคนหนึ่งกล่าวออกมา
“ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะหาทางขัดขวางเอง และให้พวกมันทั้ง 3 คนได้รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของเราพวกนิกายแห่งแสง” หลีหมิงอู๋กล่าวออกมากลับมาที่หลินปิงชิวเหยียนและซูอ้าว ในตอนนี้ ทั้ง 3 คนกำลังเดินสำรวจนิกายในชั้นใน กลับพบสายตาที่จ้องมองมาทางพวกเขาทั้ง 3 คนอย่างอิจฉา โกรธ และเหยียดหยามในทันที
“นี้หลินปิง พวกเขาจ้องมองทางพวกเราเกือบจะทุกคนเลย พวกเจ้าได้สังเกตหรือไม่” ซูอ้าวกล่าวออกมาเมื่อเขาสังเกตเห็น
“ข้ารับรู้ตั้งแต่เข้ามายังเขตชั้นในแล้วละ เจ้านี้มันอ่อนหันเสียจริง อนาคตหากเจ้าต้องปกป้องข้าเจ้าจะทำได้อย่างไรกัน” หลินปิงกล่าวออกมา ทำให้ซูอ้าวหงอยไปในทันที
“ข้าว่าเรื่องนี้น่าจะไม่มีอะไรหรอก พวกเราทั้งสามคนคงจะเป็นหน้าใหม่ที่เข้ามา พวกเขาที่ไม่เคยเห็นจึงมองมาเท่านั้น” ชิวเหยียนกล่าวออกมา เพื่อไม่ให้ทั้งสองกดดันในทันที
เมื่อชิวเหยียนกล่าวจบหลินปิงและซูอ้าวพยักหน้าเห็นด้วยในทันที แต่ในขณะนั้นเอง ก็ได้มีศิษย์หลายคนเข้ามาล้อมรอบพวกเขาทั้ง 3 เอาไว้แล้ว
“นี้นะรึ ศิษย์ใหม่ทั้ง 3 คนที่ผู้อาวุโสหนึ่งนำกลับมาด้วย ช่างงดงามเสียจริง ๆ” ศิษย์สายในคนหนึ่งกล่าวออกมา
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เข้ามาในนิกายแห่งแสงด้วยการใช้เส้นสายนะ มันไม่สมควรที่จะเข้ามาเดินโชว์ตัวหรอกนะหากเป็นข้าจะอยู่ที่ห้องเงียบ ๆ จะดีกว่า” ศิษย์สายในอีกคนกล่าวออกมา
“พวกจ้าต้องการอะไร” หลินปิงกล่าวออกมาและมองไปยังศิษย์คนนั้นทันที