บทที่ ๑๓ : กระเป๋าสามมิติกับของวิเศษ
ลั่วลั่วหายใจหอบถี่เืไหลจากปากไม่หยุด ดวงตาเบิกกว้างเหม่อมองท้องฟ้าราวกับจะหยุดหายใจในวินาทีใดวินาทีหนึ่งเสียให้ได้ขณะที่เหล่าทหารแห่งหนานซากำลังแบกเปลบรรทุกผู้าเ็ตรงไปูเาเหม่ยฮัวอย่างเร่งรีบโดยมีเยี่ยนเอ๋อเป็ผู้สั่งการ
“พาคนเจ็บไปที่ตีนูเาใครที่พอรักษาพยาบาลเป็...ให้รีบตรวจดูคนที่าเ็หนักที่สุดก่อน” สาวแว่นพูดพร่ำชี้นิ้วจัดแจงหน้าที่ให้เหล่าทหารและตำรวจหนานซาที่ยังรอดชีวิตก่อนจะมองกลับไปยังจุดที่กุ้ยเฟยฟางเซียนเข้าขวางกองทหารเมืองหลวงไว้ด้วยความเป็ห่วงซึ่งตอนนี้ เด็กสาวมองไม่เห็นทหารของฝั่งตรงข้าม ที่คอยตามไล่กวดกองคาราวานหลบหนีอีกแล้ว
ถิงถิงและลั่วลั่วถูกพาไปนอนบนแคร่ไม้ไผ่ห่างจากตีนเขาเพียงไม่กี่ลี้บุคคลทั้งสองเหมือนจะขาดใจลงเพราะอาการาเ็กำเริบหนัก
เยี่ยนเอ๋อวิ่งตามมาสมทบขณะที่เหล่าทหารมองดูอาการเงาร่างองครักษ์พิทักษ์ดวงดาวที่นอนแน่นิ่งบนแคร่ไม้ไผ่ทั้งสองคน
“ไม่มียาไม่มีอุปกรณ์ในการรักษาเลยขอรับ พวกเราจะทำอย่างไรดีขอรับ” ทหารนายหนึ่งเข้ามาบอกเด็กสาวผู้สวมแว่นด้วยใบหน้าตื่นตระหนก“ถ้าปล่อยไว้ พวกคนเจ็บดูเหมือนจะต้องตายแน่ๆ ขอรับ”
เด็กสาวผมยาวสลวยขยับขาแว่นตาเล็กน้อยในสมองคิดหนัก แต่ก็พอจะนึกวิธีอะไรบางอย่างออก
“ั้แ่อ่านคัมภีร์ยุทธและสวมแว่นตาที่นายท่านมอบให้ ข้าก็เป็เพียงคนเดียวที่ไม่เคยลองใช้พลังปราณเลย เพราะคัมภีร์ยุทธเล่มที่ได้เหมือนมันจะไม่ใช่กระบวนท่าสำหรับโจมตีเป้าหมาย...เหมือนจะไม่เหมาะในการใช้สู้รบเสียด้วยซ้ำ แต่...”
ดวงตาของเยี่ยนเอ๋อเบิกกว้างออกพลันเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าหน้าท้องชุดเมดของตัวเอง
“ไม่ต้องร้องนะโนอิตะโดนไจแบนท์รังแกมาใช่ไหม?” เด็กสาวผู้สวมแว่นแผ่ปราณขั้นราชันย์ไปทั่วบริเวณมือข้างหนึ่งเอื้อมไปลูบศีรษะทหารผู้มาแจ้งข่าวเบื้องหน้าเหมือนปลอบประโลม
นายทหารม้าเร็วน้ำมูกไหลย้อยแบบไม่เข้าใจในการกระทำของอีกฝ่ายแต่ก็ยอมก้มหัวให้เยี่ยนเอ๋อลูบไล้อย่างว่าง่าย ก่อนที่เด็กสาวผู้สวมแว่นหนาจะหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าหน้าท้องของตัวเอง!
“ชุดปฐมพยาบาลเด็กเล่นกับยารักษาอะไรก็ได้” เยี่ยนเอ๋อควักของวิเศษแปลกประหลาดออกมาจากกระเป๋าขนาดเล็กซึ่งไม่มีทางเป็ไปได้เลยว่าของขนาดใหญ่เหล่านี้จะถูกซุกซ่อนในกระเป๋าหน้าท้องนั่นได้!
“ไม่ว่าโรคอะไรก็รักษาได้เพียงเอาเครื่องตรวจนี้แปะไปที่หัว แล้วให้กินยาตามอาการ แค่นี้ก็หายห่วง” เด็กสาวเอื้อนเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้ว พร้อมให้ทหารแบกเครื่องหน้าตาพิลึกวิ่งตามไปรักษาอาการาเ็ของถิงถิงลั่วลั่ว และเหล่าทหารแห่งหนานซาทั้งหลาย
ไม่ว่ามันจะผิดกฎวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สักเพียงใดแต่เหล่าผู้าเ็ทั้งหมดล้วนแล้วแต่อาการดีขึ้นราวกับปาฏิหาริย์หลังจากได้รับการรักษาจากเยี่ยนเอ๋อ
“องค์กุ้ยเฟย...องค์กุ้ยเฟยเป็อย่างไรบ้าง?” ลั่วลั่วเอ่ยปากขึ้นเมื่อได้สติขณะที่ถิงถิงเอามือกุมศีรษะของตัวเองเหมือนกำลังสับสนมึนงงในเหตุการทั้งหมด
“ไม่ต้องห่วงนะโนอิตะเดี๋ยวข้าจะไปตรวจดูนายท่านให้เอง” สาวแว่นลูบหัวลั่วลั่วและถิงถิงแบบเอ็นดูจนทำให้องครักษ์สาวทั้งสองเอียงคอฉงนในอาการของสหาย “ใครกันโนอิตะ?” ลั่วลั่วทวนคำ ส่วนถิงถิงก็ทำหน้างงงวยสุดขีด
“แอ่นแอน แอ้น... คอปเตอร์พลาสติก” เยี่ยนเอ๋อควักอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าหน้าท้องก่อนเอาไปแปะเข้ากับศีรษะของตัวเอง ซึ่งมันมีถึงสี่ใบพัด!
ร่างกายของสาวแว่นค่อยๆลอยขึ้นไปในอากาศ เ้าวัตถุประหลาดกำลังดึงคอของเยี่ยนเอ๋อให้ลอยขึ้นไปบนฟ้า
“บ้าน่านี่มันวิชาอะไร” ลั่วลั่วอุทาน สายตาจดจ้องมองเยี่ยนเอ๋อที่กำลังลอยไปตามสายลมอย่างช้าๆ
เด็กสาวลอยเคว้งในอากาศด้วยวัตถุรูปทรงพิลึก...ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในมิตินี้ทำให้เหล่าทหารแห่งหนานซาผู้พบเห็นก้มกราบเป็ขบวน ราวกับเห็นพระโพธิสัตว์ก็มิปาน
“นี่ก็มิใช่วิชาตัวเบาเป็แน่แท้สมแล้วที่เป็สาวกของท่านผู้นั้น” ทหารนายหนึ่งถึงกับน้ำตาไหลก้มกราบลงพื้นด้วยความศรัทธา เป็เวลาเดียวกับที่เยี่ยนเอ๋อลอยตามสายลมไปเรื่อยๆจนไปถึงจุดเกิดเหตุที่เฟยหลงกำลังเข้าปะทะกับกองทหารจากเมืองหลวง
“ไฮ...นายท่านเพคะหม่อมฉันจะช่วยรั้งพวกทหารชั้นต่ำให้เอง ส่วนพวกปลาตัวใหญ่ หม่อมฉันขอให้เป็ภาระพระนางด้วยเพคะแต้งกิ้ว” สาวผมทองชักดาบซามูไรที่เฟยหลงให้มาเมื่อวันก่อนย่อเข่าตั้งท่า คนทั้งสองกำลังหันหลังชนกันเหมือนสหายร่วมรบในสมรภูมินองเื
“องครักษ์ทั้งสี่ที่เหลือรอดมาก็คือเ้าขอบใจมากที่มาได้ทันท่วงที” ร่างระหงของฟางเซียนเอ่ยชมหรงเอ๋อพลางตั้งท่าพร้อมสู้กับกองทหารเรือนหมื่น “บ่เป็หยังก๊ะไอแอมเวรี่ เวรี่สตรอง”
ยังไม่ทันที่จะได้สู้รบปรบมือกับใครเฟยหลงและหรงเอ๋อก็แลเห็นวัตถุอะไรบางอย่างที่ลอยเอื่อยเฉื่อยเข้ามาใกล้บนท้องฟ้า...
เมื่อสายตาของกุ้ยเฟยสาวปรับสายตามองได้อย่างถนัดถนี่ร่างบางก็พบว่าวัตถุปริศนาที่ลอยเอื่อยเฉื่อยอยู่...คือเยี่ยนเอ๋อ
“เห้ย!”เฟยหลงอุทานอย่างใ มือเล็กขาวขยี้ตาถี่ๆ เพื่อจ้องมองอีกครั้ง “นั่นมันโดรนของเราที่ซื้อมาเก็บไว้ที่คอนโดนี่ ยัยนั่นไปเอามาใส่ที่หัวได้ยังไงฟะแถมยังแบกร่างคนทั้งคนให้ลอยได้ มันจะโอเวอร์เกินไปหน่อยไหม?”
ร่างระหงทำหน้าตาตลกใสุดขีดใช่! เขาไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองกำลังมองเห็นในตอนนี้สักเท่าไหร่...
“เห็นจะเป็ความจริงสินะที่มีข่าวลือทั่ววังว่าเ้าสำเร็จวิชา ‘อัสนีสุริยะ’ จึงรอดพ้นจากการโดนพิษสลายิญญาคร่าชีวิต” เตียวชิงเทียนสาวเท้าออกมาจากกลุ่มทหารแห่งทัพหลวงั์ตาสีแดงยังคงจดจ้องมองเงาร่างระหงผมสีทองตาไม่กะพริบ
“ว่าแต่...นังนั่นที่อยู่ด้านข้าง ก็เป็ซุป ซุปอะไรนั่นเหมือนกันรึ?” ร่างใหญ่ชี้ไปที่หรงเอ๋อที่มีผมสีทองเหมือนกัน
เฟยหลงอมยิ้มมุมปากพลันตอบกลับว่า “ถ้าใช่แล้วพวกเ้าจะทำอย่างไร?”
เตียวชิงเทียนเงียบเสียงลงมีใบหน้าวิตกปรากฏเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยสำทับขึ้นว่า “แล้วอย่างไรล่ะ?มันก็แค่เล่ห์กลกระจอก กับพลังปราณปลอม ถึงจะเปล่งพลังระดับเทวะชีวิตที่สิบหรือผู้ะ ก็เป็ได้แค่การหลอกลวงเท่านั้นมิเห็นว่าการข้างหน้าจะเปลี่ยนแต่อย่างใด”
ร่างใหญ่กำหมัดรวบรวมพลังปราณใบหน้าหยาบกร้านเต็มไปด้วยแผลเป็ส่อแววมุ่งร้าย “กระบวนท่า วารีพิชิตปฐี ท่าที่ ๑๐ น้ำเซาะหิน”
เงาร่างในชุดเกราะเหล็กกระโจนเข้าหาเฟยหลงพร้อมกระหน่ำแทงด้วยดาบใหญ่ไม่ยั้งมันรัวเร็วเสียจนมองเห็นเตียวชิงเทียนมีสิบแขนเห็นจะได้
หรงเอ๋อตวัดดาบซามูไรปัดป้องแทนเ้านายสาวน้อยลูกครึ่งั์ตาสีฟ้ายังคงสบถบ่นพึมพำเบาๆ พร้อมกับตวัดดาบป้องกันไปในตัว “เ้านี่ต้องระดับข้างขึ้นอันดับสามเป็แน่พวกอสูรแมวตัวร้าย”
ทว่า...
ตู้ม!
ร่างกายใหญ่โตของเตียวชิงเทียนกลับลอยละลิ่วทะลุจวนออกไปหลายสิบลี้แรงอัดกระแทกแหวกเป็ทางจนเหล่าทหารเมืองหลวงล้มระเนระนาด
เฟยหลงยังคงชูกำปั้นค้างนิ่งแรงหมัดที่เขาต่อยออกไปทำให้ฟันของแม่ทัพใหญ่หลุดกระจายไปหลายซี่
“เอ้าโอ้อวดต่อเสียสิ” ร่างระหงที่มีออร่าสีทองประกายไฟฟ้ารอบร่างยืนพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เตียวชิงเทียนยันกายลุกขึ้นยืนอีกครั้งมืออวบอูมลูบคลำปากสำรวจาแ “เมื่อกี้...มันอะไรกัน มองไม่เห็นแม้แต่หมัด” ร่างใหญ่ยังคงเดินองอาจกลับไปยืนยังตำแหน่งเดิม
“ถุย!”ใบหน้าหยาบกร้านเต็มไปด้วยแผลเป็ เขาถุยน้ำเืออกจากปากแววตาจริงจังยิ่งขึ้น...
“ฝากจัดการทหารชั้นต่ำรอบๆด้วยล่ะ หรงเอ๋อ” เฟยหลงเอ่ยบอกน้ำเสียงกระซิบกระซาบเด็กสาวผมทองผงกหัวรับ ปลายดาบซามูไรตั้งฉากขึ้น ดวงตาโตหลับพริ้ม “ปราณแมว กระบวนท่าที่ ๖ แมวหลับตัดตะวัน”
เด็กสาวผมทองหลับตาแล้วหายตัวไปอย่างกะทันหันเหล่าทหารทัพหลวงหันซ้ายแลขวามองหา แต่ไม่เจอแม้แต่เงา
ฉัวะ ฉึก ฉัวะ!
เงาร่างของหรงเอ๋อปรากฎขึ้นอีกครั้งเด็กสาวกำลังเก็บดาบซามูไรเข้าฝักอย่างมาดเท่ ก่อนที่เหล่าทหารแห่งทัพหลวงจะเืพุ่งคล้อยหลังแบบไม่รู้ตัว
“นี่ต้องเป็วิชานอกรีตของพรรคมารต้องเป็วิชาต่างอาณาจักร ในต้าฉีไม่มีคนทำเื่แบบนี้ได้แน่” โหลเปิ่นเหวยสบถบ่นพึมพำกับตัวเองร่างกะหร่องเหมือนปอบหยิบหลบหนีลี้กายซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า “ถ้าไม่รีบแจ้งให้ทางราชสำนักรู้เห็นทีจะเป็เื่ใหญ่”
เวลาเดียวกันนั้น...
ชายร่างใหญ่ในชุดเกราะเหล็กย่อตัวเหมือนตั้งท่าอะไรบางอย่างั์ตาสีแดงดูวาวโรจน์มุ่งร้าย หนึ่งมุมปากแสยะยิ้มสยอง “คัมภีร์ วารีพิชิตปฐีไม่ใช่ของที่ควรล้อเล่นเ้ารู้ไหม นังแพศยา”
เฟยหลงตั้งท่าย่อขาประสานมือลงข้างเอวเช่นกัน“การ์ตูนที่ข้าอ่านก็สนุกใช่หยอกเหมือนกันล่ะ”
แล้วใบหน้าหยาบกร้านของเตียวชิงเทียนก็ดูเขม็งแข็งขันขึ้นเฉียบพลันปากใหญ่ะโลั่นเหมือนกลัวผู้คนไม่รู้ชื่อกระบวนท่าของตัวเอง
“วารีพิชิตปฐีกระบวนท่าสุดท้ายคลื่นวารีทะลักพิชิตมาร”
ขณะที่เฟยหลงก็แหกปากดังลั่นเฉกเช่นเดียวกัน
“พะพลังคลื่น... คลื่นตะพาบน้ำสะท้านฟ้า” สองมือชูออกเล็งเป้าหมายทั้งสองฝ่ายปล่อยพลังออกมาแทบจะพร้อมกัน
สายน้ำสีฟ้าเข้มพุ่งออกจากมือเตียวชิงเทียนเป็คลื่นลูกใหญ่ขณะที่ลำแสงสีทองจากร่างระหงฟางเซียนก็แผ่เป็คลื่นรัศมีเจิดจ้าออกเป็เส้นตรง!... พลังทั้งสองกำลังจะเข้าปะทะกันในอีกไม่ช้า
“นี่ไม่ใช่เื่จริง...ใช่หรือไม่?”ชายชุดดำหลายคนที่ซุ่มดูเหตุการณ์นี้อยู่ถึงกับอุทานออกมาแบบไม่ตั้งใจพวกเขาซุ่มดูอยู่นานห่างจากที่เกิดเหตุไปแค่ครึ่งลี้ทุกคนล้วนมีสีหน้าเป็กังวลอย่างเห็นได้ชัด
“นายท่านสั่งให้เรามาคุ้มครองแม่นางฟางเซียนเป็คำสั่งลับ ห้ามเปิดเผยผู้สั่งการ แต่พวกเรายังมิทันได้ลงมือกระทำการอันใด ก็ดูเหมือนแม่นางจะเข้าปะทะกับท่านแม่ทัพใหญ่จากวังหลวงเสียแล้ว”ชายชุดดำคนหนึ่งเอื้อนเอ่ย ขณะที่ชายชุดดำอีกคนพยักหน้าแบบเห็นด้วย
“ระดับปราณของท่านแม่ทัพนั้นสูงยิ่งเกินกว่าเราจะต้านไหวหากพวกเราเข้าแทรกแซงเื่นี้ เห็นทีจะตายตกลงหลุมกันเสียหมด” เขาพูดสำทับ “แต่...ใครจะไปรู้ว่าแม่นางฟางเซียนจะเยี่ยมยุทธถึงเพียงนั้นต่อกรกับอีกฝ่ายอย่างเท่าเทียม แลดูเหมือนจะได้เปรียบอีกฝั่งฝ่ายเสียด้วย” ชายชุดดำทุกคนพยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน
“หวงกุ้ยเฟยอ้ายเหรินที่มีปราณระดับ์คงมิอาจเอามาเปรียบเทียบแม่นางผู้นี้ได้ข่าวลือที่ว่าเก่งทั้งบุ๋นและบู๊เห็นทีจะต้องเปลี่ยนตัวบุคคลเสียใหม่” ชายชุดดำท่าทางแก่ชรากล่าวขึ้นแทรกก่อนจะมองพวกพ้องตัวเองแบบไล่สายตาทีละคน
“แม่นางผู้นี้ช่างงดงามและเหมาะสมกับฮองเฮาแห่งฉีเป็แน่แท้มิใช่ใครก็ตามจะรังแกพระนางได้เลย”
โปรดติดตามตอนต่อไป