ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 32 กลับตระกูลเฟิ่งอีกครั้ง

    มังกรน้อยเจ้าเข้าไปฝึกฝนกับโหวจื่อในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ของข้าก่อนเถอะ เมื่อเจ้าแข็งแกร่งขึ้นอีกหน่อยเจ้าก็สามารถท่องไปได้ทั่วหล้าข้าสัญญา  เฟิ่งหยูนำมังกรน้อยและอสูรลิงยักษ์เข้าไปอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์จากนั้นออกจากวิหาร เตรียมพร้อมจะกลับหมู่บ้าน

    ด้านนอกถ้ำ

    หลี่ฮวงรอเฟิ่งหยูอยู่นานแล้ว เมื่อเฟิ่งหยูเดินออกมาเขารีบเดินเข้าไปหาทันที

    “ท่านผู้อาวุโส  ข้าน้อยขออภัย ข้าน้อยฆ่าวิญญาณมังกรไม่ได้จริง ๆ” เฟิ่งหยูกล่าว

    “ไม่เป็นไร แค่เจ้าช่วยข้าออกมาได้ก็ดีแล้ว ข้านึกว่าข้าจะไม่มีโอกาสได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกแล้ว เจ้าจะไปที่ไหนต่อหรือ เจ้ามาจากที่ใด ให้ข้าส่งเจ้ากลับไปไหม”

    “กลับไปได้จริงหรือท่านผู้อาวุโส ข้าคิดว่ามาที่หุบเขาทมิฬแห่งนี้แล้วคงไม่มีโอกาสกลับไปเจอ บิดา มารดาของข้าได้อีกแล้ว”

    “ได้สิข้าจะพาเจ้ากลับไปเอง ว่าแต่เจ้ามาที่นี่ได้ยังไง”

    เฟิ่งหยูเล่าเรื่องของเขาให้หลี่ฮวงฟัง แต่ไม่ได้พูดถึงผู้เฒ่าผู้แก่ภายในหมู่บ้านให้หลี่ฮวงทราบ เพราะไม่แน่ใจว่าหลี่ฮวงจะเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่ แต่เขาตั้งใจกลับไปรับผู้อาวุโสทั้งสิบ ให้กลับไปกับเขาด้วย จากนั้นเขาจึงอ้างกับผู้อาวุโสหลี่ฮวงขอให้รอเขาได้ไหม เขาจะไปเก็บของของเขาแล้วจะกลับมาเจอกับผู้อาวุโสหลี่ฮวงที่นี่อีกครั้งในวันพรุ่งนี้

    “ดีเหมือนกัน ข้าจะพักฟื้นอยู่ที่นี่รอเจ้าข้าถูกขังอยู่ในน้ำแข็งมาหลายร้อยปีแล้ว”

    เฟิ่งหยูจึงรีบกลับหมู่บ้าน เพราะระยะทางระหว่างถ้ำและหมู่บ้านที่เขาอยู่นั้นไม่ค่อยไกลมากแล้วเขาใช้ระยะเวลากลับเพียงสามชั่วยาม เมื่อถึงหมู่บ้านเขารีบเข้าพบผู้อาวุโสใหญ่ทันทีและเล่ารายละเอียดต่าง ๆ ให้ผู้อาวุโสใหญ่ฟัง ผู้อาวุโสใหญ่เรียกประชุม ทั้งสิบตื่นเต้นเป็นอย่างมากเพระพวกเขาติดอยู่ในเมืองโบราณแห่งนี้มาร้อยกว่าปีแล้ว

    “แล้วฮวงหลี่จะให้เราไปด้วยหรือ” แม่เฒ่าฮวาถามขึ้นมา  

    “ท่านยายไม่ต้องห่วงเขาไม่รู้เรื่องของพวกท่านหรอก ข้าไม่ได้บอกเรื่องของพวกท่านไป แต่ข้า.........”

    “เจ้ามีเรื่องอะไรก็พูดมาเถอะ พวกเราพร้อมที่จะฟังความเห็นของเจ้า ตอนนี้เจ้าเป็นความหวังของพวกเราทั้งสิบ”

    “พวกท่านสัญญากับข้าได้ไหมว่าจะไม่ทิ้งข้า และเรื่องที่ข้าจะบอกกับพวกท่านมันเกี่ยวกับความเป็นความตายของข้าด้วย”

    “หลานเอ๋ยยย พวกเราถึงตายก็ต้องให้เจ้ารอดเจ้าไม่ต้องห่วงหรอก พวกปู่ ๆ และยายไม่คิดทิ้งเจ้าหรอก พวกเราทั้งสิบไม่มีทายาทคงเหลือแต่เจ้า ที่พวกเราอยากออกไปข้างนอกสาเหตุหนึ่งก็เพราะเป็นห่วงเจ้านั่นแหละ” ยายฮวาพูดขึ้นมา

    ท่านยาย พวกท่านเหนื่อยไหมที่ดูแลข้า แต่พวกท่านไม่ต้องกลัวที่จะเหงากันนะถ้าไปอยู่ที่นั่น 

    ทุกคนมึนงง กับคำพูดของเฟิ่งหยู

    “ไม่ต้องอธิบายมากแล้ว พวกท่านไปเก็บของของพวกท่านให้หมดเรื่องของผู้อาวุโสหลี่ฮวงก็ไม่ต้องห่วงด้วย ข้าเตรียมวิธีเอาไว้แล้วรับรองเขาไม่มีทางรู้เรื่องพวกท่านเด็ดขาด”

    ทุกคนกลับไปก่อนพรุ่งนี้เช้ามารวมตัวกันที่บ้านผู้อาวุโสใหญ่

    รุ่งเช้า......

    ทุกคนมารวมตัวพร้อมกันที่บ้านผู้อาวุโสใหญ่ ทุกคนมองดูหมู่บ้านที่อาศัยอยู่อย่างอาลัยอาวร เพราะพวกเขาอาศัยอยู่มานาน เมื่อเฟิ่งหยูมาเห็นอาวุโสทั้งสิบเขาจึงรีบเอ่ยจึ้น

    “ท่านปู่ ท่านยาย ไม่ต้องห่วงเดียวข้าจัดการให้เอง” พวกท่านเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมนะ เป็นอีกครั้งที่เหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายพากันงงกับคำพูดของเฟิ่งหยู

    เฟิ่งหยูจัดการพาพวกผู้เฒ่าทั้งหมดเข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ 

    ฟุ๊บบบบ...เฟิ่งหยูพาพวกเขาเข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์พร้อมกับบ้านของผู้อาวุโสทั้งสิบ เขาแค่ลองเอาพื้นที่ขนาดใหญ่ขนาดนี้เข้ามาภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ แต่ไม่คิดว่ามันจะทำได้จริง ๆ มันเหมือนยกทั้งหมู่บ้านเข้ามาตั้งในพื้นที่ที่กว้างใหญ่ภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ เมื่อเข้ามาถึงเฟิ่งหยูอธิบายให้แก่อาวุโสทั้งสิบฟัง ที่นี่เป็นพื้นที่ในของวิเศษของข้า เรียกว่าเจดีย์ฟ้าสวรรค์ ภายในนี้มีพลังปราณฟ้าดินที่หนาแน่นกว่าข้างนอก พวกท่านสามารถฝึกฝนกันที่นี่ได้อย่างปลอดภัย ส่วนเรื่องที่ข้าบอกพวกท่านว่าพวกท่านไม่ต้องกลัวว่าไม่เจอข้าแล้วพวกท่านจะเหงา

    “โหวจื่อ มังกรน้อย.......”เฟิ่งหยูตะโกนเสียงดังเรียก 

    เมื่ออสูรลิงยักษ์ปรากฏ พร้อมกับเด็กชายตัวน้อย เฟิ่งหยูจึงเริ่มแนะนำทั้งสองกับผู้เฒ่าทั้งหลาย  โหวจื่อเป็นอสูรลิงยักษ์ที่ข้าเจอ และเป็นคู่ฝึกซ้อมฝีมือข้า ส่วนใหญ่ผู้อาวุโสทั้งหลายจะทราบเรื่องแล้วเพราะแอบติดตามเฟิ่งหยูไปโดยตลอดแต่มังกรน้อยพวกเขาไม่เคยเจอ

    “ส่วนมังกรน้อยคือมังกรสายเลือดบริสุทธิ์”

    ผู้เฒ่าทั้งหลายต่างอ้าปากค้าง มังกรเลือดบริสุทธิ์ คือมังกรจริง ๆ ตัวเป็น ๆ แถมสายเลือดยังบริสุทธิ์อีกต่างหาก

    “เขาเป็นน้องชายของข้า”จากนั้นเฟิ่งหยูก็เล่นเรื่องของผู้อาวุโสมังกรให้เหล่าผู้เฒ่าทั้งหลายฟัง เมื่อได้รับฟังผู้เฒ่าทั้งหลายต่างปลื้มปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาหวังในตัวของเฟิ่งหยูสูงมาก เมื่อหลานของเขามีจิตใจที่ดีงามเช่นนี้ พวกเขาจะไม่ภูมิใจได้อย่างไร

    เออ ข้าลืมแนะนำให้พวกท่านรู้จักอีกคนหนึ่ง ร่างหนึ่งนั่งจิบชาอยู่ใต้ต้นไม้ในที่ไกลๆ ออกไป เฟิ่งหยูเรียกอู่หวังฉี มาแนะนำให้แก่ผู้เฒ่าทั้งหลายได้รู้จักกัน พวกท่านสนทนากันไปก่อนนะ อยากรู้เรื่องอะไรพวกท่านก็ถามผู้อาวุโสหวังฉีก็แล้วกัน

    “ข้าต้องไปหาท่านอาวุโสหลี่ฮวงแล้วพวกท่านก็ฝึกฝน และอยู่ที่นี่กันไปก่อนแล้วข้าจะเข้ามาหาพวกท่านเอง”

    เมื่อออกมานอกเจดีย์ฟ้าสวรรค์เฟิ่งหยูรีบมุ่งหน้าไปหาหลี่ฮวง เมื่อไปถึงหลี่ฮวงก็รอเฟิ่งหยูอยู่แล้ว เขานำเรือออกมาลำหนึ่งขนาดมันพอดีกับคนห้าคนขึ้นไปบนนั้นได้ เฟิ่งหยูเฟิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก 

    “รีบขึ้นไปเถอะ” หลี่ฮวงพูดขึ้นมาเฟิ่งหยูก้าวขึ้นไปบนเรือพร้อมกับหลี่ฮวง  หลี่ฮวงหยิบหินวิญญาณออกมาใส่ในช่อง จากนั้นถ่ายปรานเข้าสู่ตัวเรือเฟื่อควบคุมเรือลำนั้นลอยสู่ท้องฟ้า และเดินทางออกจากเมืองโบราณด้วยความเร็ว ระหว่างทางหลี่ฮวงพูดคุย กับเฟิ่งหยูโดยตลอด ทำให้ทั้งคู่สนิทกันขึ้น พวกเขาใช้ระยะเวลาถึง 7 วันกว่าที่จะออกจากเมืองโบราณแห่งนั้น 

    หลี่ฮวงพาเฟิ่งหยูกลับไปส่งยังเมืองเมฆาหมอก ก่อนจากไปเขาได้ให้ป้ายหยกชิ้นหนึ่งกับเฟิ่งหยู แล้วบอกว่าหากได้ไปเมืองเมฆาหวนก็ให้ไปหาเขาได้ตลอดเวลาจากนั้นทั้งคู่จึงแยกจากกัน

    ช่วงบ่าย ๆ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง แสงแดดตกกระทบกับผิวกายเผยให้เห็นเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ตามร่างกาย ในที่สุดเฟิ่งหยูก็ได้เดินทางมาถึงหน้าตระกูลเฟิ่ง เขาไม่ได้เข้าไปในตระกูล เพียงแต่กลับไปนั่งที่ร้านอาหารที่อยู่ใกล้ ๆ ห่างจากตระกูลเฟิ่งไปไม่ไกล เขาอยากรู้สถานการณ์ภายในตระกูล หลังจากที่เขาโดนซือถูลอบสังหาร

    เฟิ่งหยานั่งอยู่ริมระเบียง สั่งอาหารมาสองสามอย่าง เขาเรียกเสี่ยวเอ้อมาถามจึงได้ข้อมูลมาสองสามอย่าง คือตระกูลเฟิ่งได้เปลี่ยนผู้นำใหม่คือผู้อาวุโสซือถู เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เฟิ่งเทียนบาดเจ็บเรื้อรังมาถึงปัจจุบัน และบิดามารดาของเขาก็เฝ้าตามหาเฟิ่งหยูโดยไม่ได้ใส่ใจตระกูลเลยทำให้ซือถูมีโอกาสยึดครองสถานภาพผู้นำตระกูลเฟิ่งโดยง่าย ผู้อาวุโสส่วนใหญ่ไม่กล้าขัดเพราะหวาดกลัวอำนาจของซือถู