บทนำ
เดือนห้า ปีรัชสมัยอู่จงที่สิบสี่ แคว้นเยี่ยน
ยามท้องฟ้าถูกระบายด้วยสีดำสนิท ปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก ดวงจันทร์สีเืลอยเด่นกลางนภา ภายในเรือนป่าไผ่นอกเมืองหลวง ไร้เสียง เงียบสงบ จนเกือบเหมือนเรือนร้าง หากแสงเทียนยังถูกจุดจนส่องสว่างไสว เปลวไฟพลิ้วตามแรงลมที่พัดมาปะทะ
“จงกลับมา...”
เสียงชายชราเอ่ยอย่างเคร่งขรึมจริงจัง ขณะมือพนมไหว้ปากท่องคาถาอะไรบางอย่างงึมงำ บนเตียงไม้แกะสลักอักษรแปลกพิสดาร ยากที่ทำความเข้าใจ ร่างของหญิงสาวตัวน้อยหน้าตาสะอาดหมดจดดูเหมือนกำลังนอนหลับอย่างไร้กังวล บริเวณล้อมรอบด้วยแสงเทียนและยันต์ถูกติดไว้กับเสาเตียงสี่ทิศ
“จงสถิต...”
กระดิ่งห้อยไว้รอบห้องเริ่มส่งเสียงดัง ลมยิ่งพัดยิ่งแรงขึ้นจนกระทั่งทำให้หน้าต่างบานที่ปิดอยู่กระแทกเปิดออกอย่างแรง
“จงตื่น ฟื้นขึ้นมา ณ บัดนี้! ”
เทียนพลันดับลง ไม่อาจต้านลมโหมกระหน่ำเข้ามา ทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมีเพียงแสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างให้แสงสว่าง นักพรตชราลืมตาขึ้นมองบริเวณโดยรอบ ข้าวของกระจัดกระจาย
“ไม่ได้ผลรึ”
เขาลุกขึ้นยืน แล้วค่อย ๆ ย่องเดินไปยังเตียงมองหญิงสาวที่ยังคงหลับใหล ยื่นมือไปวางตรงปลายจมูกของนาง ััได้ถึงลมหายใจอันแ่เบา ที่เหมือนมีเหมือนมี ซึ่งก่อนหน้านี้นางเคยเป็เพียงร่างที่ไม่มีลมหายใจ
“ดะ ได้ผล!”
ทันใดนั้น เด็กสาวพลันลืมตาขึ้นจ้องมองนักพรตชรานิ่ง ขณะเดียวกันแสงเทียนก็กลับมาสว่างอีกครั้ง สายตาเย็นะเืจับจ้องจนขนลุก
ร่างกายชายชราแข็งทื่อ กรีดร้องท่ามกลางความเงียบ “ผีหลอก!” เขาหงายหลังล้มลงพื้น อ้าปากค้างสีหน้าหวาดกลัว
“ผีบิดาเ้านะสิ” หญิงสาวลุกขึ้นนั่งกอดอกมองอย่างไม่พอใจ มองสำรวจชายชราตรงหน้าั้แ่หัวจรดเท้า
เขาสวมเสื้อตัวในสีขาวกับเสื้อตัวนอกสีน้ำเงินเข้มที่เก่าจนสีซีด ส่วนผมกับหนวดขาวราวหิมะถูกจัดว่าดูสะอาดเป็ระเบียบ ดูคล้ายกับบัณฑิตยากจนอยู่บ้าง แต่หน้าตาและท่าทางเมื่อครู่ดูปลิ้นปล้อนเหมือนพวกนักต้มตุ๋น เมื่อลอบมองภายในเรือนแห่งนี้แม้จะเรียบง่ายไม่มีเครื่องเรือนมากนัก แต่ทุกสัดส่วนตกแต่งอย่างลงตัว แต่ละชิ้นต่างมีราคาไม่ใช่เล่นเลย
แต่นั่นไม่สำคัญ ตอนนี้นางเพียงอยากรู้ว่าตนมานอนอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
ไม่ใช่ว่านางตายไปแล้วหรือ
นักพรตชราเริ่มตั้งสติได้ มองไปยังเด็กสาวที่เพิ่งตื่นขึ้นมาจากความตาย นั่งเหม่อลอยครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เขาหัวเราะขึ้นมา “มันได้ผล ได้ผลจริง ๆ ด้วย ข้านี่มันเซียนเดินดินมาโปรดจริง ๆ ใช่แล้วข้าต้องรีบส่งคนไปรายงานให้ใต้เท้าหลี่ทราบ ใช่แล้ว ๆ ฮ่าฮ่า”
หญิงสาวหลุดจากภวังค์ความคิด เหลือบมองชายชราแหกปากร้องราวกับคนเสียสติ นางไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดออกมาสักนิด แล้วเทียนที่ถูกจุดโดยรอบนี่มันอะไรกัน ไหนจะยันต์นั่นอีก กำลังทำพิธีปัดเป่าิญญาหรือเรียกิญญาหรือไร ช่างน่าขนลุกเสียจริง
หญิงสาว “ท่านเป็ใคร”
ชายชรา “นักพรตผู้เก่งกาจ”
หญิงสาว “....”
นักพรตชราหัวเราะคิกคัก ปากยิ้มแทบจะฉีกถึงหู ดูไม่น่าเชื่อเลยสักนิดเดียว คราวนี้ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือนคนสติไม่ดีมากเข้าไปอีก ชายชรารับรู้ถึงสายตาที่มองมาแต่หาใส่ใจไม่ เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนยืนตัวขึ้น อกผาย หน้าเชิด ที่คิดว่าดูน่าเกรงขาม
“ข้านามว่าซูไป๋เฉิง เป็นักพรตที่ใต้เท้าหลี่เชิญมาทำพิธีรักษาเ้าอย่างไรเล่าแม่หนูน้อย” เขากล่าวด้วยความภาคภูมิใจ แต่คนฟังต้องแอบเบ้ปาก พลางตั้งคำถามกับตนภายในใจ
ใต้เท้าหลี่นี่คือคนใด ใต้หล้านี้ใช่ว่าจะมีคนแซ่หลี่แค่คนเดียว แล้วใต้เท้าหลี่มาเกี่ยวข้องอันใดกับนาง
“เอาล่ะ ข้าจะรีบให้คนไปส่งข่าว” ไม่พูดเปล่าหันหลังเตรียมเดินออกไปทันที ทว่าต้องหยุดชะงักด้วยมีมือกำลังถือชายแขนเสื้อเขาไว้ เมื่อหันไปมองอีกฝ่ายฉีกยิ้มบาง ๆ “เดี๋ยวก่อนท่านนักพรต ข้ามีคำถาม”
นักพรตชรา “อันใดรึ”
“ใต้เท้าหลี่นี่ผู้ใดกัน”
ซูไป๋เฉิงเห็นสีหน้าหญิงสาวมีปรากฏความงุนงง ภายในใจเขาเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีแปลก ๆ รอยยิ้มเจื่อนลง ขยับตัวออกไปทีละนิด “เขาเป็บิดาเ้า” สีหน้าหญิงสาวดูงงมากกว่าเดิมเสียอีก นักพรตชราจึงถอยออกเรื่อย ๆ
“นี่เ้าไม่ใช่หลี่หว่านเอ๋อร์ ใช่หรือไม่” ซูไป๋เฉิงชี้หญิงสาวมือไม้สั่น
นางเงียบเพียงครู่หนึ่ง เอียงหน้ามองตาปริบ ๆ
“หลี่หว่านเอ๋อร์ผู้ใดกัน”
“นะ นี่...นี่”
ตุบ-----!
นักพรตเฒ่าพลันล้มลงกองกับพื้นอีกครั้ง แล้วสลบไปทั้งที่ยังพูดไม่จบประโยคเสียด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าเื่ที่ได้รับรู้จะะเืจิตใจเขาอย่างมาก ส่วนหญิงสาวที่ถูกเรียกว่าหลี่หว่านเอ๋อร์นางยิ่งฉงนใจ กับเหตุการณ์หลังตื่นขึ้นมา
นี่มันเื่อันใดกัน
“ท่านอย่าเพิ่งนอนสิตื่นขึ้นมาก่อน!”