ระบบแลกเปลี่ยนไขมัน

    บทที่ 52 ผู้มีอิทธิพลตัวจริง

    บทที่ 52 

    ผู้มีอิทธิพลตัวจริง


    ได้ยินดังนั้น ชายผู้หยิ่งผยองในคราแรกถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งตัว ขาของ เขามันอ่อนแรงจนแทบจะลงไปคุกเข่ากับพื้นแล้ว


    คฤหาสน์พยัคฆ์มังกรนั้น จริงๆก็เป็นเพียงแค่สาวกเต๋าที่ถูกชักจูงเข้ามาร่วมกับตระกูลเย่เท่านั้น มันโอเคถ้าเขาจะหาเรื่องพวกตระกูลที่อ่อนแอกว่า เพราะต่อให้เขาหยิ่งยโสขนาดไหน เขาก็จะไม่ถูกลบคม แต่นี่เขาดันไปเหยียบเท้าตระกูลหลานแห่ง    ตงหลิงไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะมีอีกกี่ชีวิตก็คงจะไม่พอใช้ตายแน่ๆ 


    “โอ้ พี่ชาย นี่น้องเอง น้องมันมีตาหามีแววไม่ ถึงได้ไม่รู้ว่าที่นี่เป็นเขตที่ตระกูลหลานดูแลอยู่ เพราะงั้นเดี๋ยวฉันจะรีบออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลย”


    ในทันที ชายหนุ่มที่เคยยโสโอหังก็คุกเข่าลงไปในทันทีพร้อมร้องขอความเมตตาต่อหน้าผู้ยิ่งใหญ่กว่า

    “อะไร? ไม่ถล่มร้านฉันแล้วหรือไง?” ผู้จัดการร้านในชุดจีนโบราณก้มมองต่ำพร้อมหรี่ตามองชายผู้ที่กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าด้วย


    “ไม่ๆๆ! พี่ชาย ฉันจะไปกล้าได้ยังไงเล่า? เดี๋ยวฉันจะรีบให้คนของฉันที่จะมากลับไปก่อนแล้ว สัญญาเลยว่าจะไม่รบกวนการทำความสะอาดร้านของพี่อีกเลย!”


    เมื่อพูดจบ ชายผู้หยิ่งผยองก็รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและกดเบอร์ทันที 


    “พี่สี่ พาน้องๆกลับไป อย่ามา!”


    “ว่าอะไรนะน้องสาม? ไหนบอกว่าให้รีบไปให้เร็วที่สุดไง? นี่อยู่กลางทางละเนี่ย” เสียงจากปลายสายถามกลับมาด้วยความสงสัย 


    “กลับๆๆ กลับไปเลย! ห้ามมาเด็ดขาด!” เขานั้นรีบตะโกนบอกแล้ววางโทรศัพท์ไป 


    “พี่ใหญ่ ฉันเองก็ควรจะไปด้วยหรือเปล่าน่ะ?” ชายคนนั้นมองไปยังผู้จัดการในชุดจีนโบราณอีกครั้ง ท่าทีของเขานั้นดูถ่อมเนื้อถ่อมตนต่างกับก่อนหน้านี้สุดๆ 


    ผู้จัดการร้านนั้นลดตาลงต่ำหมายจะปล่อยให้อีกฝ่ายไป หากแต่ว่าสายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นร่างของบริกรสาวกำลังปิดแก้มข้างหนึ่งไว้พร้อมกับร้องไห้ด้วยความสมเพช 


    อู๋ตี้เองที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เขาอาศัยจังหวะชุลมุนที่ทุกคนไม่ได้มองมายังเขารีบวางมีดลงและเข้าไปช่วยบริการสาวคนนั้นให้ลุกขึ้น 


    คิ้วของผู้จัดการร้านขมวดเป็นปมก่อนจะมองไปยังชายผู้หยิ่งยโส 


    “เธอถูกนายทำร้ายเหรอ?”


    เสียงที่เยือกเย็นนั้นทำเอาร่างของชายคนดังกล่าวเหมือนตกลงไปอยู่ในคุกน้ำแข็ง ในตอนนั้นเขาไม่กล้าที่จะไม่ยอมรับ ดังนั้นแล้วเขาจึงพยักหน้าเบาๆ

    *เพี๊ยะ!* *เพี๊ยะ!*


    เสียงตบดังขึ้น 2 ครั้งต่อๆกัน ซึ่งต้นตอเสียงมาจากฝ่ามือขนาดใหญ่ของผู้จัดการที่ตบลงไปบนหน้าของชายผู้หยิ่งยโสคนนั้น 


    ในทันที เลือดสีแดงก็สาดกระเซ็นไปทั่ว นั่นก็เพราะว่าที่ใบหน้าของชายหนุ่มนั้นมีแผลอยู่ทั้งสองข้าง ด้วยการตบที่รุนแรงขนาดนั้นมันจึงถือเป็นเรื่องธรรมดาเลยถ้าจะเลือดตกยากออก แม้ว่าแผลจะเริ่มสมานนิดหน่อยแล้ว ในท้ายสุดมันก็ปริใหม่และมีเลือดไหลออกมาอีกที 


    เขาไม่กล้าแม้จะโวยวายอะไร ถึงแม้ว่าใบหน้านั้นจะกำลังมีเลือดท่วมออกมาก็ตาม เขาไม่กล้าที่จะยกมือขึ้นประคองหน้าหรือแม้แต่จะพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ


    “ที่แห่งนี้ ใครก็ตามที่อยู่ภายใต้การดูแลของจูเฉิง ไม่ควรจะโดนกลั่นแกล้งและทำร้าย! จำเรื่องที่ฉันพูดวันนี้ไว้ให้ดี แล้วกลับไปบอกหัวหน้าของพวกแก ว่าถ้าคนของคฤหาสน์พยัคฆ์มังกรยังกล้ามาสร้างปัญหาที่นี่อีก ตงหลิงแห่งนี้จะไม่มีที่ให้คฤหาสน์ของพวกแกอยู่อีก!”


    เมื่อพูดจบ ดวงตาของชายผู้หยิ่งยโสก็เปิดกว้าง มันเต็มไปด้วยความช็อกและจ้องมองไปยังผู้จัดการร้านก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเทา


    “พ-พี่คือ จูเฉิง นายใหญ่ที่อยู่ประจำสำนักงานที่เฉิงเป่ย 1 ใน 4 นายใหญ่แห่งตระกูลหลานงั้นเหรอ!?”


    ชัดเจนเลยว่า 1 ใน 4 ของตระกูลหลานนั้นมีชื่อเสียงมากๆ พวกเขานั้นถือเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างแท้จริงในเมืองตงหลิงนี้ 


    “ใช่แล้ว” ผู้จัดการร้านไม่ได้ปฏิเสธ นั่นเพราะเขายึดมั่นในศักดิ์ศรี รวมถึงเชื่อมั่นในตัวเองมากๆสังเกตได้จากโทนเสียงที่หนักแน่นและมั่นคง 


    “โอ้ ฉันขอโทษ ฉันขอโทษจริงๆ ลูกพี่จู ฉันมันตาบอดเองที่ไม่รู้ว่าพี่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ได้โปรด ไว้ชีวิตฉันด้วย...”


    ชายหนุ่มผู้หยิ่งยโสคลานเข่าเข้าไปจนใบหน้าที่มีเลือดนั้นทำเลือดหยดบนพื้นตลอดทาง หน้าผากเข้าก้มต่ำและความรู้สึกคือใบหน้ามันแตกไปหมดแล้ว


    อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าจู่ๆใครสักคนจะเกิดหวาดกลัวในสิ่งที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ขึ้นมา จูเฉิง นั้นถือเป็นนายใหญ่แห่งสมาคมทางตอนเหนือของเมือง ชื่อเสียงด้านความเลือดเย็นของเขานั้นกระฉ่อนไปทั่วเมืองตงหลิงมานานแล้ว และที่มาของชื่อเสียงนั้นก็เพราะว่าเขาเองเป็นคนที่โหดร้ายนั่นแหละ 


    ว่ากันว่าเมื่อครั้งยังหนุ่ม เขานั้นถูกตระกูลหลานเชิญเข้ามาเองเลย ด้วยหลายๆเหตุผลที่เป็นผลดีต่อตระกูล ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขานั้นสร้างชื่อเสียงและความสำเร็จให้แก่ตระกูลหลานที่อยู่ภายในเขตเฉิงเป่ยได้อย่างล้นหลาม ไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าหากคิดจะเป็นศัตรูกับตระกูลหลานแล้ว พวกเขาได้จบไม่สวยแน่ๆ  เพราะเหตุนี้ มันจึงเป็นที่มาของชื่อที่เขาเรียกขานกันมาและยกย่องให้เขาเป็น 1 ในเขตเฉิงเป่ย และ 1 ใน 4 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งตระกูลหลาน 


    และเพราะชื่อเสียงดังกล่าวแล้ว เมื่ออายุมากขึ้นก็เหมือนจะห่างหายจากวงการไป พักหลังๆมานี้ ราวๆ 5 ปี เจ้าตัวเองกลับสามารถพบเห็นได้ตาม ที่สาธารณะได้ง่ายขึ้น แต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเขานั้นจะมาเป็นผู้ดูแลร้านอาหารเล็กๆเช่นนี้ เชื่อเลยว่าไม่มีใครเคยคิดถึงเรื่องนี้แน่ๆ มันเหลือเชื่อสุดๆ 


    จูเฉิงมองไปยังชายที่กำลังหมอบคลานอยู่ตรงหน้าของเขา ก่อนจะโบกมือไล่ด้วยความหงุดหงิด


    “ออกไปจากที่นี่ซะ! อย่าให้เท้าสกปรกต้องมาเหยียบย่ำในร้านของฉัน!”


    ได้ยินดังนั้นชายหยิ่งยโสที่กำลังคลานเข่าอยู่ก็งุนงงก่อนจะรีบลุกขึ้น ประโยคดังกล่าวทำให้เขารู้สึกเหมือนได้รับการ      นิรโทษกรรม เขารีบหันไปพาผู้หญิงของเขาและออกไปยังนอกร้านทันที 


    ในทันทีที่ชายคนนั้นออกไป ร้านนี้ก็ดูสะอาดหูสะอาดตาขึ้นทันที หลายๆคนที่ได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่ และเมื่อพวกเขารู้แล้วว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้คือจูเฉิง ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขตเฉิงเป่ย 1 ใน 4 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งตระกูลหลาน พวกเขาก็ตกใจกันขึ้นมาครู่หนึ่งเลย 


    อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครกล้าที่จะพูดต่อกับคนอื่น และไม่กล้ามองอย่าเปิดเผยด้วย ทำได้แค่แอบๆมองเท่านั้น 


    จูเฉิงที่ยืนอยู่นั้นลดมือลง เขาไม่ได้สนใจว่าคนรอบๆข้างจะมองเขาอยู่หรือไม่ กลับกันเขากลับหันไปมองอู๋ตี้ผู้ที่กำลังช่วยบริกรของเขาให้ลุกขึ้นมาแทน 


    “นายใช่คนที่ยืนอยู่หน้าประตูแล้วบอกจะเหมาภัตตาคารของฉันวันนี้หรือเปล่า?”


    สายตาเฉียบคมนั้นกดลงมาบนตัวของอู๋ตี้ และมันทำให้หัวใจของอู๋ตี้นั้นเต้นแรงสุดๆ 


    ตั้งแต่ที่ได้เห็นชายคนนั้นหวาดกลัวถึงตัวตนของผู้จัดการคนนี้ เขาเองก็คิดว่านี่คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว 


    ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งได้เห็นว่าจูเฉิงปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า แล้วยิ่งเป็นคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขาแล้วยิ่งเริ่มสึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องดีเลยที่พูดออกไปครานั้น


    เมื่อตอนที่อยู่หน้าประตูนั้น ถ้าหากเขาสุภาพกับบริกรหนุ่มคนนั้น เขาเองก็อาจจะรอดจากการล้างแค้นของชายตรงหน้าแน่ๆ


    แต่มันไม่ใช่ เพราะเขานั้นดันทำสิ่งที่ตรงกันข้ามไปแล้ว จริงๆมันก็เพราะว่าบริกรของอีกฝ่ายหยาบคายกับเขาก่อน ทั้งๆที่เขาไม่ควรจะเป็นฝ่ายผิดในเรื่องนี้แท้ๆ…


    ถึงกระนั้นแล้วอู๋ตี้ก็ยังค่อยๆเงยหน้าขึ้น เขามองไปยัง     จูเฉิงโดยไม่หันเหก่อนจะพูดขึ้น “ใช่ ผมเอง”


    ทั้งสองสบตากันโดยที่ดวงตาทั้ง 4 ข้างต่างจับจ้องไปที่แต่ละฝ่าย ความตึงเครียดมันกระจายไปรอบข้างราวกับช็อกโกแลตที่กำลังเทท่วมทุ่งข้าวสาลี


    แขกบางคนที่กำลังกินข้าวอยู่นั้นก็แอบเปรยตามองไปยังอู๋ตี้พร้อมกับส่ายหน้า ดูเหมือนว่าพ่อหนุ่มคนนี้จะเป็นรายต่อไปแล้วล่ะมั้ง 


    สายตาอันเฉียบคมของจูเฉิงจ้องมองไปยังอู๋ตี้อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ปากของเขาจะเกิดส่วนเว้าโค้งขึ้นและพยักหน้าช้าๆ 


    “เสี่ยวหลิว ขอโทษแขกซะ นายทำเรื่องผิดพลาดไว้ พวกเราน่ะไม่สามารถหลอกลวงแขกได้ เข้าใจไหม?”


    ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของจูเฉิงนั้นทำเอาทุกๆคนตกใจกันไปหมดรวมถึงอู๋ตี้เองก็ชะงักไปเลยด้วย เขาไม่ได้คิดเลยว่าเรื่องจะมาจบลงแบบนี้ 


    ในตอนแรกนั้น เขาเตรียมรับมือเรื่องที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว ด้วยยาเคลื่อนไหวชั่วพริบตาที่ยังเหลือผลลัพธ์อยู่อีกหลายนาที ถ้าหากเกิดสถานการณ์ที่ไม่ดีขึ้นมาเมื่อไหร่ เขาก็จะหนีไปทันที ด้วยความเร็วระดับที่เหนือคนทั่วๆไปถึง 20 เท่า ต่อให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟากเหนือของตระกูลหลานก็ไม่น่าจะตามจับเขาได้ทัน 

    แต่นี่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ต้องหนีอีกต่อไปแล้ว 


    อู๋ตี้อดไม่ได้ที่จะชื่นชมจูเฉิงจริงๆ 


    ถึงแม้ว่าเขานั้นจะยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งขนาดไหน แต่เขาก็ยังผ่อนคลายและแสดงออกได้อย่างชัดเจนว่าจะดีหรือจะร้าย การกระทำของเขานั้นมันขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ว่าไปทางไหน และตัวเขานั้นไม่น่าจะเป็นพวกที่ชอบรังแกผู้อื่น นี่น่ะ เป็นท่าทีที่เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริงควรจะมีกัน 


    ด้วยความที่บริกรนั้นปกติจะฟังคำสั่งของจูเฉิงอยู่แล้ว เพราะงั้นเขาจึงรีบโค้งให้อู๋ตี้และกล่าวขอโทษพร้อมๆกับส่งบัตรธนาคารของอู๋ตี้คืนให้ด้วย 


    เมื่อรับบัตรมาแล้ว อู๋ตี้เองก็ยิ้มและโบกมือให้พร้อมกับพูดว่าไม่เป็นไร เพราะอีกฝ่ายแสดงท่าทีที่ซื่อตรง เขาเองก็จะไม่ทำตัวหยาบโลนด้วย 


    “หนุ่มน้อย ดูเหมือนนายจะมาคนเดียวสินะ? มานี่สิ เดี๋ยวฉันจะนั่งเป็นเพื่อนนายเอง มานั่งตรงนี้แล้วทานข้าวเที่ยงด้วยกัน โอ้ มื้อนี้เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง”


    ตอนนี้จูเฉิงนั้นสุภาพมากๆ และใบหน้าของเขาก็ไม่ได้แสดงออกถึงความทระนงในศักดิ์ศรีใดๆแล้ว เขาน่ะดูเหมือนลุงเพื่อนบ้านที่ใจดีไม่มีผิดเลย 


    “ได้เลยครับ คุณจู เชิญนั่งก่อนเลยครับ!”


    อู๋ตี้รีบตอบรับด้วยความสุภาพ คนใหญ่คนโตอุตส่าห์ให้โอกาสเขาเสียที มีเหรอที่เขาจะปฏิเสธ 


    หลังจากที่พวกเขานั่งลงไปแล้ว จูเฉิงก็หยิบเอาเมนูขึ้นมาและสั่งอาหาร 2-3 อย่าง จากนั้นเขาก็ส่งเมนูกลับคืนไปให้บริกรหญิง 


    เขาจิบชาเบาๆก่อนจะยิ้มและเอ่ยถามอู๋ตี้ด้วยเสียงที่เบาระดับได้ยินกันสองคน “หนุ่มน้อย บอกฉันทีว่านายทำให้หน้าของคนคนนั้นเป็นแผลได้ยังไง? นาย...ทำแบบนั้นได้อย่างไรกันหรือ?”

    ได้ยินคำถามแล้วอู๋ตี้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ใจเต้นระรัวเลยทีเดียว