ฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 58 ดอกบัวเพลิงโลหิต

    หลี่ว์โฮ่วแปลกใจจึงถามว่า “เจ้าเป็นอะไรไป สีหน้าดูไม่สู้ดีเลย”

            “เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่า...”

            เซียวจิ่งหยวนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงค่อย“เจ้าสืออวี้นั่นแพ้เร็วเกินไปหรือเปล่า”

            “ว่าอย่างไรนะ”

            หลี่ว์โฮ่วชะงักไป แล้วกล่าวอย่างงๆ ว่า “เร็วรึ ไม่เร็วนะต้องรู้ก่อนว่าความแข็งแกร่งของทั้งสองต่างกันไม่เท่าใดทว่าระดับของอาวุธวิเศษนั้นห่างชั้นกันมากพิษดอกท้อเบญจเมฆานับเป็นอาวุธวิเศษระดับสูงจะเล่นงานสืออวี้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกเว้นเสียแต่สืออวี้จะมีอาวุธวิเศษชั้นยอด...เดี๋ยวนะ!”

            ยามนี้หลี่ว์โฮ่วตาฉายประกายรู้แจ้งทันทีก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงตกใจ “แย่แล้วสายฟ้าเทพหินเพลิง...หนีเร็ว!”

            ฟึ่บ!

            เพียงชั่วแวบความคิด ร่างกายของหลี่ว์โฮ่วก็หายไปในอากาศทันทีแล้วไปปรากฏตัวอยู่บนยอดเขาที่ห่างออกไปอีกหลายร้อยลี้ราวกับสายฟ้า

            ตูม!

            เกือบจะในเวลาเดียวกันนั้นเอง ลูกกลมสีดำลูกหนึ่งก็พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าจากด้านหลังศีรษะของสืออวี้จากนั้นก็ระเบิดออกภายในพริบตา ทันทีที่สายฟ้าเทพหินเพลิงระเบิด ทั่วท้องนภาก็กลายเป็นทะเลเพลิง

            เปลวไฟแต่ละสี ดำ แดง เหลือง ขาวประดุจดอกไม้เพลิงในงานเทศกาลโปรยปรายไปทั่วทุกมุมท้องฟ้าบานสะพรั่งเกี่ยวพันทับซ้อนกันดุจสายฝนแห่งมวลบุปผาหลากสีพร้อมกับแสงที่เคลื่อนไหวอย่างวิจิตตระกาลตา

            วิจิต งดงาม และสุกสกาว

            ฉากเช่นนี้กล่าวได้ว่าเป็นฉากที่วิจิตรตระการตาอย่างน่าประหลาดเปี่ยมไปด้วยความงดงามลึกล้ำ

            ทว่าในความงามมักแฝงด้วยกลิ่นไอสังหารแสนอันตราย

            เปลวเพลิงลุกโชนปั่นป่วนดั่งมหาสมุทรราวกับการปะทุของลาวาอุณหภูมิสูงจากภูเขาไฟไหลไปท่วมทั่วอากาศไม่ว่าลาวาอันเดือดพล่านนั้นเคลื่อนผ่านไปที่ใด ทุกชีวิตจะดับสูญมีเพียงลมหายใจแห่งความตายเท่านั้นที่แทรกซึมอยู่ไปทั่วทุกแห่งระแหง

            พิษดอกท้อเบญจเมฆาที่ปกคลุมอยู่ทั่วท้องฟ้าโดนระเบิดพัดสลายในทันที

            อย่างไรเสียไม่ว่าอาวุธวิเศษจะยอดเยี่ยมเพียงใดแต่เมื่อถูกควบคุมด้วยมือที่ต่างกัน พลังของมันก็จะแตกต่างกันไปตามความแข็งแกร่งของผู้ใช้เห็นได้ชัดว่าผู้ที่ถือครองสมบัติเวลานี้นั้นไม่อาจสำแดงพลังของพิษดอกท้อเบญจเมฆาได้อย่างเต็มที่

            หากเทียบกันแล้วสายฟ้าเทพหินเพลิงเป็นสิ่งที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวแล้วหมดไปเพียงถูกกระตุ้นก็จะระเบิดพลังออกมาอย่างเต็มที่สมบูรณ์

            ควันหนาและเปลวเพลิงลามเลียไปทั่วทุกหนแห่งของพื้นที่กว่าร้อยลี้ก้อนหินถล่ม พืชพรรณเหี่ยวเฉากลายเป็นเศษดินที่ไหม้เกรียมในชั่วพริบตาไร้ชีวิตแลชีวา นี่เป็นผลมาจากสายฟ้าเทพหินเพลิงเพราะทิศทางการโจมตีของเพลิงคือบริเวณที่สตรีผู้นั้นลอยอยู่กลางอากาศ

            ประกายไฟฟ้ากับเปลวไฟที่ลุกโชนล้อมรอบสตรีผู้นั้นไว้ทั้งสี่ทิศห่อหุ้มนางเอาไว้ท่ามกลางเพลิงนรก

            “ระวัง รีบหลีกไปให้พ้น!”

            เซียวจิ่งหยวนเห็นสถานการณ์ดังนั้นก็เตือนนางอย่างร้อนรนร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความลังเล และแล้ว ในขณะนั้นเองเขาก็ตัดสินใจเหาะกระโจนเข้าไปในดงของเพลิงสายฟ้านั้น

            ทว่า ทิศทางที่เขากระโจนเข้าไปนั้นไม่ใช่ตำแหน่งที่สตรีผู้นั้นยืนอยู่แต่เป็นด้านใต้หุบเขา

            ภายในหุบเขานั้น ใบหน้าของสืออวี้ซีดเซียวร่างกายอ่อนกำลังไร้เรี่ยวแรง เห็นได้ชัดว่าแม้เขาจะมีสายฟ้าเทพหินเพลิงเข้าช่วยแต่สถานการณ์ของเขาก็ไม่ค่อยสู้ดีนักจากการโจมตีของพิษดอกท้อเบญจเมฆา

            ต้องฉวยโอกาสเอาชีวิตเขาในยามที่ไม่อาจต่อกรได้

            แผนล้อมเว่ยช่วยจ้าว.[1]..

            เซียวจิ่งหยวนเล็งเป้าหมายและเหาะตรงไปราวกับดาวตกในยามที่แหวกอากาศออกไป ในมือของเขาก็ปรากฏกระบี่เล่มหนึ่ง

            เป็นกระบี่บิ่นๆ และแตกร้าวเล่มหนึ่งที่แฝงไปด้วยแสงแห่งจิตวิญญาณอันแสนเลือนราง

            แตกต่างจากห่วงวิหคมังกรนัก กระบี่เล่มนี้เขาฝึกฝนจนเข้าที่ตั้งแต่อยู่ที่สระกระบี่เนินพยัคฆ์หลายวันที่ผ่านมา เขาก็ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลยนอกจากนำกระบี่ติดตัวเอาไว้แล้วฝึกฝนตลอดเวลา

            ผลจากการฝึกฝนก็คือทั้งวิญญาณของเขาและกระบี่ต่างประสานกันได้ดียิ่งขึ้นประหนึ่งเป็นแขนที่สามารถบังคับได้ดังใจ

            ฟิ้ว!

            พริบตาเดียวเซียวจิ่งหยวนก็หายวับเข้าไปใต้หุบเขาดาบยาวชี้ส่องแสงสลัวกะพริบริบหรี่ เส้นไหมเงินหลากหลาย ก่อตัวตามมาในความเงียบงัน

            “หึ...”

            สายตาของสืออวี้เย็นชาขึ้นฉับพลันใบหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวดำขลับ ท่าทางดุร้าย

            “ผู้ใดฉวยโอกาส มันต้องตาย!”

            ร่างกายของเขาสั่นระริก พลังงานลบราวกับเปลวไฟรวบรวมรอบตัวกลายเป็นกำแพงชั้นหนาดุจป้อมปราการไร้พ่ายขณะเดียวกันในมือของเขาก็ปรากฏตรีศูลเล่มหนึ่งที่ปกคลุมด้วยเปลวไฟสีเลือดสำแดงพลังและกลิ่นอายแห่งความตาย ดุจซากศพก่ายกองราวภูเขาหลั่งไหลโลหิตดุจทะเลอันน่าสะพรึงกลัว

            นี่เป็นสมบัติล้ำค่าหายากของสำนักปลายยอดแหลมคมดั่งยอดเขา ทะลุปฐพี ทะลวงขุนเขา พังทลายทุกสิ่งกีดขวาง 

            ในยามที่เทพหินเพลิงยังไม่บรรลุขั้นควบแน่นพลังงานลบเขาเคยบำเพ็ญตบะอย่างสันโดษในป่าเขาเป็นเวลาร้อยปีในช่วงเวลานั้นเขากินกิ้งก่าเพลิงที่อยู่ใต้ดินเป็นอาหาร จากนั้นก็รวบรวมพลังงานลบฆ่าราชากิ้งก่าได้สำเร็จแล้วใช้กระดูกของราชากิ้งก่าหลอมรวมพลังแห่งเหล็กที่อยู่ใต้ดินจนกลายเป็นตรีศูลเล่มนี้ออกมา

            เวลาหลายร้อยปีผ่านไปอย่างรวดเร็วจากการปรับแต่งและการฝึกฝนของเทพหินเพลิง อาวุธวิเศษชิ้นนี้จึงค่อยๆกลายสภาพเป็นสิ่งที่มีพลานุภาพน่ากลัวนัก

            ตรงใจกลางของตรีศูลเล่มนี้มีการประทับตราด้วยจิตแท้ของเทพหินเพลิงในยามที่สืออวี้ใช้เวทต้องห้ามของอาวุธวิเศษนี้ เสาเพลิงแสนรุนแรงจะระเบิดแผ่ซ่านเกิดแรงกดดันหนักหน่วงเสียจนอากาศทั่วทุกทิศหยุดนิ่งไม่ไหวติงราวปราศจากชีวิต

            “นี่น่ะหรือคือความสามารถที่แท้จริงของสืออวี้”

            เซียวจิ่งหยวนใจแทบหยุดเต้น รับรู้ว่านี่คือสุดสายเกาทัณฑ์[2]ของสืออวี้ปัญหาคือการโต้กลับเฮือกสุดท้ายเช่นนี้มักจะแฝงจิตสังหารอย่างแรงกล้าหากแข็งแกร่งไม่พอ อย่าว่าแต่ล้อมเว่ยช่วยจ้าวเลยการไม่ถูกลูกหลงก็นับว่าเป็นโชคดีแล้ว

            “ตายเสีย!”

            ขณะเดียวกันสืออวี้ก็ชิงลงมือ พลังงานลบที่แข็งแกร่งพันรอบตรีศูลเป็นชั้นราวกับเปลวไฟคล้ายดอกบัวเพลิงโลหิตก่อตัวขึ้น งดงามแต่ก็อันตราย

            ที่สำคัญที่สุดคือสายฟ้าเทพหินเพลิงส่วนหนึ่งรวมตัวกันในอากาศทับถมกันเป็นชั้นๆ อย่างบ้าคลั่งราวกับมหาสมุทรไหลย้อนกลับจากทั่วทุกสารทิศม้วนตัวกลายเป็นกระแสน้ำวนขนาดใหญ่

            จุดศูนย์กลางของกระแสน้ำวนนั้นคือเซียวจิ่งหยวน

            ในฉับพลันพลังของสายฟ้าเทพหินเพลิงที่อยู่ในอากาศก็ลดฮวบแรงกดดันย้ายมากดทับที่เซียวจิ่งหยวน

            บางทีสืออวี้เองไม่ได้มีเจตนาที่จะลงมืออย่างโหดเหี้ยมกับสตรีนางนั้นหรือไม่ก็เพราะหากเทียบกันกับสตรีที่ลอยอยู่ผู้นั้นแล้วสืออวี้เกลียดเซียวจิ่งหยวนมากกว่า จะต้องเอาเขาให้ตายให้จงได้

            บางคนอาจจะรู้สึกคุ้นเคยกันแต่แรกเห็นกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แต่กับบางคนกลับเป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติเกลียดกันตั้งแต่แรกเห็น อยากจะให้ตายๆ ไปเสียเดี๋ยวนั้น

            เห็นได้ชัดว่าเซียวจิ่งหยวนได้รับเกียรตินี้ถูกสืออวี้จับเข้าไปในบัญชีแค้นเรียบร้อย

            การคบค้าสมาคมระหว่างมนุษย์บางทีก็พิลึกพิลั่นเช่นนี้

            “จะเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงามงั้นหรือข้าจะสนองให้...”

            สืออวี้เต็มไปด้วยจิตสังหาร ดวงตาแดงก่ำราวเลือดไอสังหารลอยล่องปกคลุมไปทั่ว ทั้งร่างดูราวกับปีศาจผุดมาจากนรกพร้อมที่จะกลืนกินผู้คนได้ทุกเมื่อ ไอสังหารและเจตนาฆ่าชัดเจนพลังเพลิงโลหิตทำลายล้างอย่างบ้าคลั่ง ผ่าก้อนหินแตกเป็นเสี่ยงๆขวากหนามและวัชพืชถูกตัดขาด อากาศแสนเบาบางถูกเผาไปจนสิ้น

            สุญญากาศอันร้อนระอุก่อตัวขึ้นภายในหุบเขาแห่งนี้

            อากาศร้อนระอุดุจดวงอาทิตย์ดอกบัวเพลิงโลหิตแผ่ความร้อนแผดเผา นี่คือการรวบรวมพลังงานลบจากการบำเพ็ญเซียวจิ่งหยวนที่อยู่ตรงนั้นก็รับรู้ได้ดีถึงความน่ากลัวและความร้ายกาจทรงพลังของการโจมตีของสืออวี้ในครั้งนี้

            ทว่าเขาก็ยังคงใจเย็น คงวิถีกระบี่เดิมไว้ยืนหยัดเผชิญหน้ากับสืออวี้ต่อ

            เคร้ง!

            ทันใดนั้นกระบี่กับตรีศูลก็ปะทะกันเสียงเสนาะหูประดุจหยกมุกกระทบกัน

            สืออวี้ยิ้มเย็น เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจราวกับเห็นตรีศูลเจาะทะลุกระบี่ปลายตรีศูลตัดศีรษะเซียวจิ่งหยวนจนกระเด็นหลุดออกจากบ่า โลหิตพุ่งสูงดอกบัวเพลิงโลหิตงดงามเกินจะเอ่ย

            แต่พริบตาเดียวสถานการณ์ก็ผันเปลี่ยนรอยยิ้มของสืออวี้พลันแข็งค้าง

            เพราะจู่ๆ ที่ปลายกระบี่ผุพังของเซียวจิ่งหยวนก็ส่องแสงวับแสงจากกระบี่กะพริบริบหรี่จนยากจะสังเกตราวเงาร่างแห่งความว่างเปล่า ดุจมีดุจไม่มี

            เงากระบี่ผุพังว่างเปล่าแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วราวกับภูเขาไฟที่กำลังปะทุเพียงชั่วแสงลับเงากระบี่นั้นก็กลายเป็นกองทัพกระบี่ ก่อตัวเป็นม่านปกคลุมไปทั่ว

            “เกิดอะไรขึ้น”

            เมื่อเห็นฉากนี้หลี่ว์โฮ่วที่หนีไปเฝ้ามองสังเกตการณ์อยู่ไกลกว่าร้อยลี้ก็ต้องตกตะลึงจนขากรรไกรแทบค้างไม่อาจปิดปากได้อีกต่อไป

            เดิมทีเขาลังเลว่าจะช่วยดีหรือไม่อย่างไรเสียเขากับเซียวจิ่งหยวนก็ผูกมิตรกันแล้ว ควรต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเพื่อแสดงถึงความจริงใจทว่าเขาก็กังวลว่าการเข้าไปมีเรื่องกับสาวกของเทพหินเพลิงจังๆ เช่นนี้จะกระทบกับแผนการฉกสมบัติของเขาจึงลังเลอยู่นานด้วยความกลัดกลุ้ม

            แต่ยามนี้ค่ายกลอันน่าอัศจรรย์ปกคลุมไปทั่วฟากฟ้าเงากระบี่เคลื่อนไหวอยู่ทั่วประหนึ่งดวงแสงไฟนับพันส่องสว่างเป็นประกายราวกับท้องนภาอันเต็มไปด้วยดวงดาว พร่างพรายเปล่งประกายรัศมีแหลมคมไม่หยุดหย่อน

            สิ่งที่น่ากลัวที่สุดภายใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวนั้นคือเปลวเพลิงปีศาจของเทพหินเพลิงค่อยๆ มอดลงทีละน้อยสายฟ้าเทพหินเพลิงที่อาจเป็นท่าไม้ตายของของสืออวี้อันนั้น ยามนี้ถูกพลังของกระบี่กดเอาไว้จนกลายเป็นเพียงดอกไม้ไฟไม่อาจลุกโชนได้อีก นับว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับสืออวี้นัก

            นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่หนักยิ่งกว่าเกิดขึ้นอีกด้วย

            ในขณะที่ลำแสงแห่งกระบี่เวียนว่ายสำแดงพลัง พลังงานลบจากแกนโลกก็ดูเหมือนพบเข้ากับศัตรูตัวฉกาจทยอยสลายตัวลงทีละน้อย เมื่อสายฟ้าเทพหินเพลิงถูกกดเอาไว้ พลังงานลบสลายหายไปสืออวี้ก็เป็นเหมือนกับไข่ไก่ที่ถูกปอกเปลือกออก ไร้ซึ่งการป้องกัน

            ตึง!

            เซียวจิ่งหยวนแทงไปยังตรีศูลที่แหลมคม

            ฟู่!

            คลื่นพลังกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวจากการโจมตีซัดร่างสืออวี้จนโซซัดโซเซกระอักเลือดคำโต มือของเขาชาแตกไร้เรี่ยวแรงจับตรีศูลราวกับบาดเจ็บสาหัส

            ฟิ้ว

            ตรีศูลลอยค้างสั่นสะท้าน

            ฟุบ!

            กระบี่ของเซียวจิ่งหยวนยังคงซึ่งพลังแทงตรงไป กระบี่ผุพังสีเทาแทงทะลุเข้าใกล้หัวใจของสืออวี้ทำลายการป้องกันทั้งหมด อีกทั้งยังเหมือนจะทะลุตัดผ่านขั้วหัวใจในทีเดียว

            ทว่าตัวของสืออวี้เองก็ตระหนักได้ถึงวิกฤติชีวิตในครั้งนี้ใบหน้าแห้งตอบอันดำมืดน่าเกลียดกลับกลายเป็นสีซีดขาวราวกับหิมะไร้ซึ่งสีเลือด

            ในขณะที่กระบี่ผุพังกำลังแทงทะลุไปยังขั้วหัวใจร่างทั้งร่างก็มีโลหิตพวยพุ่ง เกิดเสียงดัง “ปัง” โลหิตโสโครกนั้นก็ระเบิดสาดกระเซ็นออกสืออวี้สูญสิ้น ดับสลายหายไปจากครรลองสายตา

            “มนตร์โลหิต!”

            เซียวจิ่งหยวนมุ่นคิ้ว กระบี่ผุพังแทงค้างไปยังความว่างเปล่า

            “ไอ้เด็กน้อย รอข้าก่อนเถอะ...”

            ในขณะเดียวกันเสียงหืดหอบของสืออวี้ก็ลอยมาในความว่างเปล่าอันไกลโพ้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองโกรธา “เจ้าขัดขวางข้าหลายต่อหลายครั้งหากข้าไม่ฆ่าเจ้า ข้าก็ไม่ใช่คนแล้ว”



    [1]ล้อมเว่ยช่วยเจ้าเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่ง มักจะใช้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตนมากโดยการฉวยโอกาสเล็งจุดอ่อนเพื่อให้ศัตรที่แข็งแกร่งนั้นคอยห่วงหน้าพะวงหลัง

    [2] สุดสายเกาทัณฑ์ เป็นสำนวนหมายถึงพลังมหาศาลเฮือกสุดท้าย